|
โรคความดันโลหิตสูงหรือสูงจะเรียกให้ถูกหลักจริงๆ ว่า
ภาวะความดันโลหิตสูง (เพราะมีโรคหลายโรคที่ทำให้เกิดภาวะความดันสูงได้) พบได้บ่อยทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยเราด้วย ได้มีการสำรวจ
ความชุกของภาวะความดันโลหิตสูงแล้วปรากฎว่า มีทุกภาคของประเทศไทย
ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสานมีทั้งนั้นครับ ที่สำคัญคือ
พบมากในชาวเมืองมากกว่าชาวชนบท ผู้ที่อยู่ในชุมชนแออัด
ก็เป็นกันมากทีเดียว
คนไทยวัยผู้ใหญ่เป็นความดันสูงกันถึง 10-20% ตามมาตรฐาน
ขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดให้ความดันที่สูงกว่า 160/95
เป็นความดันโลหิตสูง ตัวเลขบอกความดันโลหิตจะใช้ตัวเลข 2
จำนวนควบกันเสมอครับ อย่างเช่น 160 เป็นตัวจำนวนแรก
และ 95 เป็นตัวเลขจำนวนหลัง
ตัวเลขจำนวนแรก จะหมายถึง ความดันโลหิต
ขณะที่หัวใจบีบตัวฉีดเลือดจากหัวใจไปเลี้ยงร่างกาย
ตัวเลขจำนวนหลัง บอกถึงความดันขณะที่หัวใจทำงาน
โดยการบีบและคลาย เช่นนี้สลับกันไปตลอดเวลาตั้งแต่เกิดจนตายครับ
ภาวะความดันโลหิตสูงมีได้ทั้งสูงเฉพาะขณะหัวใจบีบ
(ตัวเลขจำนวนแรกเกิน 160) หรือสูงเฉพาะขณะหัวใจคลายตัว
(ตัวเลขจำนวนหลังสูงกว่า 95) หรือสูงทั้งขณะบีบและคลายตัวเลยก็ได้
(เช่น ความดัน 190/110 เป็นต้น)
การรักษาภาวะความดันสูงมีจุดประสงค์เพื่อลดความเสี่ยง
ลดอัตราการเสียชีวิต และป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น
อัมพาตหรือหัวใจวาย การรักษามีทั้งการรักษาโดยไม่ใช้ยา
และการใช้ยาหรือผ่าตัด
การปฏิบัติโดยไม่ใช้ยา หมายถึงการปฏิบัติตัวต่างๆ ได้แก่
- ลดความและคุมน้ำหนักตัว
- ลดอาหารลดเค็ม
- ลดหรืองดการดื่มสุรา
- งดบุหรี่
- ออกกำลังกายอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ
- เพิ่มการบริโภคธาตุโปแตสเซียม
การรักษาโดยใช้ยาหรือผ่าตัดแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะสม
และจะต้องใช้ร่วมกับการรักษาโดยการปฏิบัติตัวเสมอครับ
การวัดความดันโลหิตเป็นสิ่งที่จำเป็นมากอย่างหนึ่งในการวินิจฉัย
และการติดตามผลการรักษาภาวะความดันโลหิตสูง หากเราสามารถวัดความดันที่บ้านได้ด้วยจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์
ในการวินิจฉัยและการรักษาของแพทย์มากทีเดียว
ลองมาดูข้อดีของการวัดความดันที่บ้านกันนะครับ
- วัดได้ทุกวัน วันละหลายหนทำให้ทราบการแปรปรวน
ของความดันโลหิตในเวลาต่างๆ ซึ่งถ้าวัดเฉพาะตอนไปหาหมอ
ก็จะไม่ได้ข้อมูลตรงนี้
- วัดได้ในบ้านหรือที่ทำงานเป็นสิ่งแวดล้อมที่ผิดไปจากที่คลินิก
หรือโรงพยาบาล มีคนจำนวนไม่น้อยครับที่วัดความดันขึ้น
เฉพาะตอนเจอหมอ หรืออยู่ในโรงพยาบาล
- ทำให้การรักษาดีขึ้น การรู้ความดันตัวเองย่อมทำให้รู้สึกว่า
ต้องเอาใจใส่ในการรักษา
- วัดง่าย ราคาไม่แพง เทคโนโลยีปัจจุบันทำให้มีอุปกรณ์
วัดความดันโลหิตราคาถูกและใช้ง่ายออกมาจำหน่ายมากมาย
- สะดวก สามารถทราบความดันโลหิตได้ทุกเมื่อ ไม่ต้องเสียเวลา
เดินทางไปวัดที่คลินิกหรือโรงพยาบาล
คุณคงเห็นด้วยแล้วใช่มั๊ยล่ะว่าวัดความดันเองดีกว่า
งั้นเรามาดูรายละเอียดกัน
ต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง ?
การวัดความดันโลหิตอาจใช้เครื่องวัดความดันโลหิต
แบบที่ต้องใช้หูฟังร่วมด้วย หรือใช้แบบมีจอบอกตัวเลข
ความดันอัตโนมัติก็ได้
แบบใช้หูฟัง - จะมีหน้าปัดมีเข็มชี้บอกความดัน
มีอุปกรณ์รัดแขนและมีหูฟังติดมาเสร็จ ราคา 300-700 บาท
แบบดิจิตัล - เป็นอุปกรณ์แบบอัตโนมัติกว่าแบบแรก
ใช้สะดวกและนิยมกันมาก ราคา 1500-3500 บาท ความดันโลหิต
จะบอกเป็นตัวเลข ไม่ต้องใช้หูฟัง ไม่ต้องดูเข็ม คนหูตึง
ก็สามารถวัดด้วยตัวเองได้ ข้อเสียคือต้องใช้แบตเตอรี่
และราคาจะสูงกว่าแบบแรก
ยังมีเครื่องวัดความดันแบบสวมนิ้วมือหรือข้อมือ แบบนี้ไม่แนะนำ
ให้ใช้ครับเพราะไม่ค่อยเที่ยงตรงและความดันที่วัดได้แปรเปลี่ยน
ตามตำแหน่งและอุณหภูมิของร่างกาย
คุณลักษณะที่สำคัญของอุปกรณ์มีอะไรบ้าง ?
ให้ดูรายละเอียดประกอบดังนี้
- ขนาดของสารรัดแขน ต้องดูว่า ขนาดเหมาะกับขนาดแขน
ของเราหรือไม่ ถ้าขนาดไม่
ถูกต้องจะทำให้อ่านค่าความดันผิดไปได้
- ถ้าแบบใช้หูฟัง เมื่อสวมหูฟังต้องได้ยินเสียงหัวใจเต้น
ผ่านทางหูฟังได้
- ตัวเลขที่แสดงค่าความดันควรอ่านง่ายเห็นชัด
- ราคาเหมาะสม หมายถึงเหมาะสมกับความสะดวกในการใช้
และเงินในกระเป๋าเราด้วย ราคาอาจไม่เป็นตัวบอกถึงความแม่นยำของเครื่อง
เพราะราคาอาจแพงจากสิ่งอำนวยความสะดวกที่ติดมาก็ได้
จะรู้สึกได้อย่างไรว่าอุปกรณ์ที่ซื้อมานั้นแม่นยำหรือใช้ได้ถูกต้อง ?
- เห็นจะต้องพึ่งหมอหน่อยครับ
- เก็บเครื่องให้พ้นความร้อนหรือเปียกชื้น
- ระวังอย่าให้สายยางปิดหักงอขณะเก็บ
- ตรวจดูว่าสายยางไม่เสื่อมหรือรั่ว
- ตรวจดูแบตเตอรี่
- ควรให้แพทย์หรือพยาบาลดูให้หน่อยว่าวิธีการวัดของคุณ
ถูกต้องแล้ว ถ้าไม่ถูกจะได้แก้ไขความแม่นยำอยู่ที่วิธีการใช้ด้วยครับ
ควรมีความเข้าใจอะไรเพิ่มเติมบ้าง ?
ก็ควรรู้หรือเข้าใจตัวเลขบอกความดันโลหิต 2 จำนวน
ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นแล้ว ความดันโลหิตเป็นแรงดันของเลือด
ที่มีต่อผนังของหลอดเลือดแดง
การวัดความดันที่แขนเป็นการวัดความดันในเส้นเลือดแดงของแขน
ที่มีชื่อว่า เส้นเลือดแดงเบรเคี่ยล (BRACHIAL ARTERY) เส้นเลือดนี้เริ่มจากบริเวณไหล่ไปยังท่อนแขนใต้ข้อศอกลงมา
ก่อนวัดความดันควรเตรียมตัวอย่างไร ?
เมื่อจะวัดความดันด้วยตัวเองที่บ้านควรปฏิบัติดังนี้ครับ
- พักสัก 3-5 นาทีก่อนวัด (นอกจากพักอยู่แล้วก็วัดได้เลย)
ไม่พูดขณะวัด
- นั่งในเก้าอี้ หลังพิงพนักพิงปล่อยขาสบาย ๆ ไม่ไขว่ห้าง
- นั่งนิ่งๆ วางแขนบนโต๊ะ ให้ท่อนแขนตรงที่วัดความดันอยู่ระดับหัวใจ
- รัดสายรัดแขนเข้ากับสายที่จะวัด (บางรุ่นอาจออกแบบมา
ให้ใช้กับแขนซ้ายเท่านั้น) รัดแน่นแต่พอดี (สามารถสอดนิ้วมือ 1 นิ้ว เข้าไประหว่างแขนกับสายรัดได้) อย่าให้มีเสื้อผ้าขวาง
ระหว่างอแขนและสายรัด
- ตรวจดูว่าขอบล่างของสายรัดแขนห่างจากรอยพับ
ของข้อศอกราว 1 นิ้ว
ถ้าวัดด้วยเครื่องแบบใช้หูฟัง ให้ :
- สวมหูฟังเข้ากับฟูทั้งสองข้าง
- วางแผ่นรับเสียงของหูฟังที่ด้านในของแขนเหนือรอยพับของข้อศอก
- บีบลูกยางอัดลมเข่าสายรัดอย่างรวดเร็ว (ห้ามบีบช้า ๆ )
จนเข็มชี้เลยตัวเลขความดันที่เคยวัดไว้สักหนก่อนสัก 30-40
(เช่นความดันหนก่อน 180 ก็บีบไปจนเข็มชี้ประมาณ 220)
- ค่อยๆ หมุนลิ้น ปล่อยลมออกจากสายรัดช้าๆ
- ดูที่หน้าปัด เมื่อได้ยินเสียงหัวใจเต้นเมื่อใดตัวเลขที่เข็มชี้
จะเป็นค่าความดันขณะหัวใจบีบตัว (ตัวเลขจำนวนแรกของความดันโลหิต)
- ปล่อยลมต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่ได้ยินเสียงหัวใจเต้น
ตัวเลขที่เข็มหน้าปัดชี้จะเป็นค่าความดันเมื่อหัวใจคลายตัว
(ตัวเลขจำนวนหลัง)
- บันทึกตัวเลขความดันทั้งสองจำนวนไว้
- ถ้าต้องการวัดซ้ำให้รอสัก 2-3 นาที ค่อยบีบลมเข้าสายรัดใหม่
ถ้าวัดด้วยเครื่องแบบดิจิตัล ให้ :
- คาดสายรัดเข้าที่แขน แล้วเปิดสวิตช์ให้เครื่องทำงาน
- เครื่องรุ่นอัตโนมัติจะอัดลมเข้าสายรัดแขนเอง
เครื่องรุ่นกึ่งอัตโนมัติต้องบีบลูกยางอัดลมเข้าสายรัดด้วยตัวเราเอง
- ดูที่หน้าปัด ขณะที่เครื่องปล่อยลมออกจากสายรัดโดยอัตโนมัตินั้น
จะมีตัวเลขแสดงค่าความดันโลหิตทั้ง 2 จำนวน
- บันทึกค่าความดันไว้
- กดปุ่มปล่อยลมออกจากสายรัดจนหมด
- ถอดสายรัดออกจากแขน กดปุ่มปิดเครื่อง
ง่ายมั๊ยครับ น่าหามาไว้ใช้สักเครื่อง ผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูง
จะได้ประโยชน์มากทีเดียว การรักษาความดันโลหิตสูง
เป็นการรักษาระยะยาว เรียกว่ารักษาตลอดชีวิตก็ได้ ผลของการรักษาจะดีไม่ดีส่วนหนึ่งอยู่ที่ความร่วมมือของผู้ป่วย การให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการรักษาด้วยการวัดความดันด้วยตนเอง
เป็นวิธีหนึ่งที่ส่งเสริมให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผู้ป่วยจะมีตัวเลขหรือหลักฐานที่บอกสถานะของโรคได้ดีกว่าความรู้สึก
ซึ่งไม่แน่นอน เมื่อรู้สถานะของโรคของตนแล้ว ความร่วมมือในการรักษา
คงดีขึ้นอย่างแน่นอน
|