มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากนิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 21 ฉบับที่ 1 มกราคม 2540]

มาวัดความดันโลหิตเองกันเถอะ

นพ.อมรชัย หาญผดุงธรรมะ


โรคความดันโลหิตสูงหรือสูงจะเรียกให้ถูกหลักจริงๆ ว่า ภาวะความดันโลหิตสูง (เพราะมีโรคหลายโรคที่ทำให้เกิดภาวะความดันสูงได้) พบได้บ่อยทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยเราด้วย ได้มีการสำรวจ ความชุกของภาวะความดันโลหิตสูงแล้วปรากฎว่า มีทุกภาคของประเทศไทย ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสานมีทั้งนั้นครับ ที่สำคัญคือ พบมากในชาวเมืองมากกว่าชาวชนบท ผู้ที่อยู่ในชุมชนแออัด ก็เป็นกันมากทีเดียว

คนไทยวัยผู้ใหญ่เป็นความดันสูงกันถึง 10-20% ตามมาตรฐาน ขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดให้ความดันที่สูงกว่า 160/95 เป็นความดันโลหิตสูง ตัวเลขบอกความดันโลหิตจะใช้ตัวเลข 2 จำนวนควบกันเสมอครับ อย่างเช่น 160 เป็นตัวจำนวนแรก และ 95 เป็นตัวเลขจำนวนหลัง

ตัวเลขจำนวนแรก จะหมายถึง ความดันโลหิต ขณะที่หัวใจบีบตัวฉีดเลือดจากหัวใจไปเลี้ยงร่างกาย
ตัวเลขจำนวนหลัง บอกถึงความดันขณะที่หัวใจทำงาน โดยการบีบและคลาย เช่นนี้สลับกันไปตลอดเวลาตั้งแต่เกิดจนตายครับ

ภาวะความดันโลหิตสูงมีได้ทั้งสูงเฉพาะขณะหัวใจบีบ (ตัวเลขจำนวนแรกเกิน 160) หรือสูงเฉพาะขณะหัวใจคลายตัว (ตัวเลขจำนวนหลังสูงกว่า 95) หรือสูงทั้งขณะบีบและคลายตัวเลยก็ได้ (เช่น ความดัน 190/110 เป็นต้น)

การรักษาภาวะความดันสูงมีจุดประสงค์เพื่อลดความเสี่ยง ลดอัตราการเสียชีวิต และป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น อัมพาตหรือหัวใจวาย การรักษามีทั้งการรักษาโดยไม่ใช้ยา และการใช้ยาหรือผ่าตัด

การปฏิบัติโดยไม่ใช้ยา หมายถึงการปฏิบัติตัวต่างๆ ได้แก่
  • ลดความและคุมน้ำหนักตัว
  • ลดอาหารลดเค็ม
  • ลดหรืองดการดื่มสุรา
  • งดบุหรี่
  • ออกกำลังกายอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ
  • เพิ่มการบริโภคธาตุโปแตสเซียม

การรักษาโดยใช้ยาหรือผ่าตัดแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะสม และจะต้องใช้ร่วมกับการรักษาโดยการปฏิบัติตัวเสมอครับ

การวัดความดันโลหิตเป็นสิ่งที่จำเป็นมากอย่างหนึ่งในการวินิจฉัย และการติดตามผลการรักษาภาวะความดันโลหิตสูง หากเราสามารถวัดความดันที่บ้านได้ด้วยจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ในการวินิจฉัยและการรักษาของแพทย์มากทีเดียว

ลองมาดูข้อดีของการวัดความดันที่บ้านกันนะครับ

  1. วัดได้ทุกวัน วันละหลายหนทำให้ทราบการแปรปรวน ของความดันโลหิตในเวลาต่างๆ ซึ่งถ้าวัดเฉพาะตอนไปหาหมอ ก็จะไม่ได้ข้อมูลตรงนี้
  2. วัดได้ในบ้านหรือที่ทำงานเป็นสิ่งแวดล้อมที่ผิดไปจากที่คลินิก หรือโรงพยาบาล มีคนจำนวนไม่น้อยครับที่วัดความดันขึ้น เฉพาะตอนเจอหมอ หรืออยู่ในโรงพยาบาล
  3. ทำให้การรักษาดีขึ้น การรู้ความดันตัวเองย่อมทำให้รู้สึกว่า ต้องเอาใจใส่ในการรักษา
  4. วัดง่าย ราคาไม่แพง เทคโนโลยีปัจจุบันทำให้มีอุปกรณ์ วัดความดันโลหิตราคาถูกและใช้ง่ายออกมาจำหน่ายมากมาย
  5. สะดวก สามารถทราบความดันโลหิตได้ทุกเมื่อ ไม่ต้องเสียเวลา เดินทางไปวัดที่คลินิกหรือโรงพยาบาล

คุณคงเห็นด้วยแล้วใช่มั๊ยล่ะว่าวัดความดันเองดีกว่า งั้นเรามาดูรายละเอียดกัน

ต้องใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง ?

การวัดความดันโลหิตอาจใช้เครื่องวัดความดันโลหิต แบบที่ต้องใช้หูฟังร่วมด้วย หรือใช้แบบมีจอบอกตัวเลข ความดันอัตโนมัติก็ได้

แบบใช้หูฟัง - จะมีหน้าปัดมีเข็มชี้บอกความดัน มีอุปกรณ์รัดแขนและมีหูฟังติดมาเสร็จ ราคา 300-700 บาท
แบบดิจิตัล - เป็นอุปกรณ์แบบอัตโนมัติกว่าแบบแรก ใช้สะดวกและนิยมกันมาก ราคา 1500-3500 บาท ความดันโลหิต จะบอกเป็นตัวเลข ไม่ต้องใช้หูฟัง ไม่ต้องดูเข็ม คนหูตึง ก็สามารถวัดด้วยตัวเองได้ ข้อเสียคือต้องใช้แบตเตอรี่ และราคาจะสูงกว่าแบบแรก

ยังมีเครื่องวัดความดันแบบสวมนิ้วมือหรือข้อมือ แบบนี้ไม่แนะนำ ให้ใช้ครับเพราะไม่ค่อยเที่ยงตรงและความดันที่วัดได้แปรเปลี่ยน ตามตำแหน่งและอุณหภูมิของร่างกาย

คุณลักษณะที่สำคัญของอุปกรณ์มีอะไรบ้าง ?

ให้ดูรายละเอียดประกอบดังนี้
  • ขนาดของสารรัดแขน ต้องดูว่า ขนาดเหมาะกับขนาดแขน ของเราหรือไม่ ถ้าขนาดไม่ ถูกต้องจะทำให้อ่านค่าความดันผิดไปได้
  • ถ้าแบบใช้หูฟัง เมื่อสวมหูฟังต้องได้ยินเสียงหัวใจเต้น ผ่านทางหูฟังได้
  • ตัวเลขที่แสดงค่าความดันควรอ่านง่ายเห็นชัด
  • ราคาเหมาะสม หมายถึงเหมาะสมกับความสะดวกในการใช้ และเงินในกระเป๋าเราด้วย ราคาอาจไม่เป็นตัวบอกถึงความแม่นยำของเครื่อง เพราะราคาอาจแพงจากสิ่งอำนวยความสะดวกที่ติดมาก็ได้

จะรู้สึกได้อย่างไรว่าอุปกรณ์ที่ซื้อมานั้นแม่นยำหรือใช้ได้ถูกต้อง ?
  • เห็นจะต้องพึ่งหมอหน่อยครับ
  • เก็บเครื่องให้พ้นความร้อนหรือเปียกชื้น
  • ระวังอย่าให้สายยางปิดหักงอขณะเก็บ
  • ตรวจดูว่าสายยางไม่เสื่อมหรือรั่ว
  • ตรวจดูแบตเตอรี่
  • ควรให้แพทย์หรือพยาบาลดูให้หน่อยว่าวิธีการวัดของคุณ ถูกต้องแล้ว ถ้าไม่ถูกจะได้แก้ไขความแม่นยำอยู่ที่วิธีการใช้ด้วยครับ

ควรมีความเข้าใจอะไรเพิ่มเติมบ้าง ?

ก็ควรรู้หรือเข้าใจตัวเลขบอกความดันโลหิต 2 จำนวน ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นแล้ว ความดันโลหิตเป็นแรงดันของเลือด ที่มีต่อผนังของหลอดเลือดแดง
การวัดความดันที่แขนเป็นการวัดความดันในเส้นเลือดแดงของแขน ที่มีชื่อว่า เส้นเลือดแดงเบรเคี่ยล (BRACHIAL ARTERY) เส้นเลือดนี้เริ่มจากบริเวณไหล่ไปยังท่อนแขนใต้ข้อศอกลงมา

ก่อนวัดความดันควรเตรียมตัวอย่างไร ?

เมื่อจะวัดความดันด้วยตัวเองที่บ้านควรปฏิบัติดังนี้ครับ
  • พักสัก 3-5 นาทีก่อนวัด (นอกจากพักอยู่แล้วก็วัดได้เลย) ไม่พูดขณะวัด
  • นั่งในเก้าอี้ หลังพิงพนักพิงปล่อยขาสบาย ๆ ไม่ไขว่ห้าง
  • นั่งนิ่งๆ วางแขนบนโต๊ะ ให้ท่อนแขนตรงที่วัดความดันอยู่ระดับหัวใจ
  • รัดสายรัดแขนเข้ากับสายที่จะวัด (บางรุ่นอาจออกแบบมา ให้ใช้กับแขนซ้ายเท่านั้น) รัดแน่นแต่พอดี (สามารถสอดนิ้วมือ 1 นิ้ว เข้าไประหว่างแขนกับสายรัดได้) อย่าให้มีเสื้อผ้าขวาง ระหว่างอแขนและสายรัด
  • ตรวจดูว่าขอบล่างของสายรัดแขนห่างจากรอยพับ ของข้อศอกราว 1 นิ้ว

ถ้าวัดด้วยเครื่องแบบใช้หูฟัง ให้ :

  1. สวมหูฟังเข้ากับฟูทั้งสองข้าง
  2. วางแผ่นรับเสียงของหูฟังที่ด้านในของแขนเหนือรอยพับของข้อศอก
  3. บีบลูกยางอัดลมเข่าสายรัดอย่างรวดเร็ว (ห้ามบีบช้า ๆ ) จนเข็มชี้เลยตัวเลขความดันที่เคยวัดไว้สักหนก่อนสัก 30-40 (เช่นความดันหนก่อน 180 ก็บีบไปจนเข็มชี้ประมาณ 220)
  4. ค่อยๆ หมุนลิ้น ปล่อยลมออกจากสายรัดช้าๆ
  5. ดูที่หน้าปัด เมื่อได้ยินเสียงหัวใจเต้นเมื่อใดตัวเลขที่เข็มชี้ จะเป็นค่าความดันขณะหัวใจบีบตัว (ตัวเลขจำนวนแรกของความดันโลหิต)
  6. ปล่อยลมต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่ได้ยินเสียงหัวใจเต้น ตัวเลขที่เข็มหน้าปัดชี้จะเป็นค่าความดันเมื่อหัวใจคลายตัว (ตัวเลขจำนวนหลัง)
  7. บันทึกตัวเลขความดันทั้งสองจำนวนไว้
  8. ถ้าต้องการวัดซ้ำให้รอสัก 2-3 นาที ค่อยบีบลมเข้าสายรัดใหม่

ถ้าวัดด้วยเครื่องแบบดิจิตัล ให้ :

  1. คาดสายรัดเข้าที่แขน แล้วเปิดสวิตช์ให้เครื่องทำงาน
  2. เครื่องรุ่นอัตโนมัติจะอัดลมเข้าสายรัดแขนเอง เครื่องรุ่นกึ่งอัตโนมัติต้องบีบลูกยางอัดลมเข้าสายรัดด้วยตัวเราเอง
  3. ดูที่หน้าปัด ขณะที่เครื่องปล่อยลมออกจากสายรัดโดยอัตโนมัตินั้น จะมีตัวเลขแสดงค่าความดันโลหิตทั้ง 2 จำนวน
  4. บันทึกค่าความดันไว้
  5. กดปุ่มปล่อยลมออกจากสายรัดจนหมด
  6. ถอดสายรัดออกจากแขน กดปุ่มปิดเครื่อง

ง่ายมั๊ยครับ น่าหามาไว้ใช้สักเครื่อง ผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูง จะได้ประโยชน์มากทีเดียว การรักษาความดันโลหิตสูง เป็นการรักษาระยะยาว เรียกว่ารักษาตลอดชีวิตก็ได้ ผลของการรักษาจะดีไม่ดีส่วนหนึ่งอยู่ที่ความร่วมมือของผู้ป่วย การให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการรักษาด้วยการวัดความดันด้วยตนเอง เป็นวิธีหนึ่งที่ส่งเสริมให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผู้ป่วยจะมีตัวเลขหรือหลักฐานที่บอกสถานะของโรคได้ดีกว่าความรู้สึก ซึ่งไม่แน่นอน เมื่อรู้สถานะของโรคของตนแล้ว ความร่วมมือในการรักษา คงดีขึ้นอย่างแน่นอน

นพ.อมรชัย หาญผดุงธรรมะ


ขอบคุณนิตยสารใกล้หมอ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600