มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

โรคหลอดเลือดและหัวใจ

เภสัชกร สรจักร ศิริบริรักษ์

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎคม 2542


คอเลสเตอรอล...กลัวทำไม

ทุกวันนี้คอเลสเตอรอลกลายเป็นคำฮิตติดตลาด วงการอาหารพากันโหมประโคมว่า ผลิตภัณฑ์ของตนมีคอเลสเตอรอลต่ำ หรือไม่มีคอเลสเตอรอลเลย ชาวบ้านก็ซื้อมาใช้ด้วยความสบายใจ หารู้ไม่ว่านั่นเป็นกลลวง

น้ำดื่มยี่ห้อหนึ่งโฆษณาบนฉลากของตนว่า "ปราศจากคอเลสเตอรอล" อย.หรือสำนักงานคณะกรรมการ อาหารและยาเห็นแล้วเต้น น้ำไม่มีคอเลสเตอรอลอยู่แล้วโดยธรรมชาติ เขียนอย่างนี้ทำให้ผู้บริโภคหลงเข้าใจผิดคิดว่า น้ำยี่ห้ออื่นมีคอเลสเตอรอล จึงสั่งให้ตัดคำว่า "ปราศจากคอเลสเตอรอล" ออกไป ผู้ผลิตไม่ยอม อ้างว่าตนเขียนความจริง จึงสู้ความถึงขั้นศาล ไม่รู้คดีความจบหรือยัง

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า "คอเลสเตอรอล" ขายได้จริงๆ ถ้าคุณไม่กินคอเลสเตอรอลเข้าไปแม้แต่คำเดียว ร่างกายของคุณจะมีคอเลสเตอรอลหรือไม่ ?

ชายคนหนึ่งไม่ยอมกินหมูทอด เพราะรู้ว่าหมูมีคอเลสเตอรอล แต่อาหารโปรดของเขาคือ เต้าหู้ทอดน้ำมันพืช เขากันวันละมากๆ เท่าไรเท่ากัน เพราะเต้าหู้และน้ำมันพืชล้วนไม่มีคอเลสเตอรอล
ปรากฏว่าอยู่ไปอยู่มา ชายคนนี้กลับตายเพราะหัวใจวาย หมอพบว่ามีคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดสูงมาก

ผู้หญิงคนหนึ่ง รู้ว่าคอเลสเตอรอลเป็นไขมัน เธอจึงซื้อยาลดคอเลสเตอรอลมากินเพื่อลดไขมันรอบเอว เป็นเรื่องเข้าใจผิดแท้ๆ อ๊ะๆ อย่างนี้ต้องมาทำความรู้จักกันหน่อยซะแล้ว

คอเลสเตอรอลคืออะไร ?

คอเลสเตอรอลเป็นสารที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบ มีอยู่ในร่างกายของเรา และมีความสำคัญต่อสุขภาพด้วย
อันที่จริงคนร่างกายแข็งแรงปกติจะมีคอเลสเตอรอลขึ้นมา ใช้ถึงวันละ 2,000 มิลลิกรัมทีเดียว

ร่างกายสร้างคอเลสเตอรอลเพื่อนำไปใช้เซลล์สร้างปลอกหุ้มเส้นประสาท และยังมีส่วนช่วยในการผลิตฮอร์โมนเพศอย่างเช่น เอสโทรเจน และเทสโทสเตอโรน
คอเลสเตอรอลบางส่วนถูกแบ่งไปสร้างน้ำดีสีเขียวเหลือง ในระบบย่อยอาหาร

คอเลสเตอรอลตัวหนึ่งชื่อ 7-Dehydrocholesterol เมื่อถูกแสงอัลราไวโอเลตจะเปลี่ยนเป็นวิตามินดีที่ผิวหนัง ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง
ดังนั้นถ้าคุณขาดคอเลสเตอรอล คุณก็ตาย
ครั้นมีคอเลสเตอรอลมาก คุณก็อาจตายก่อนเวลาอีกเช่นกัน

คอเลสเตอรอลมีกี่ชนิด ?

เราอาจแบ่งคอเลสเตอรอลแบบนักวิชาเกินได้ง่ายๆ เป็น 4 ชนิดคือ

  1. ไคโลครอนส์ ยังไม่พบบทบาทสำคัญต่อสุขภาพ
  2. VLDL เป็นคอเลสเตอรอลชนิดหนึ่ง ที่ทำหน้าลำเลียงไขมันจากตับไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย โดยผ่านกระแสเลือด ร่างกายสะสมไขมันไว้ทำหน้าที่เป็นพลังงานสำรอง
  3. LDL ชนิดนี้เป็นคอเลสเตอรอลที่อันตรายที่สุด เพราะมันมักไปสะสมที่ผนังด้านในของเส้นเลือดทำให้หลอดเลือดตีบแคบ นำไปสู่โรคหัวใจในที่สุดในวงการแพทย์ เราถือว่า มันเป็นคอเลสเตอรอลชนิดเลว หรือเป็น "ผู้ร้าย" สำหรับหัวใจ
  4. HDL ชนิดนี้เป็นคอเลสเตอรอล "พระเอก" เพราะมันจะช่วยเคลื่อนย้านคอเลสเตอรอลชนิดเลวออกไป จากผนังเส้นเลือดและน้ำเลือด มันทำหน้าที่คล้ายผงซักฟอก จึงช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันไปสะสมที่ผนังหลอดเลือด

มากน้อยเพียงใดจึงเหมาะสม ?

ตามหลักการที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่อง "ทางสายกลาง" ไม่มากหรือน้อยเกินไป การที่เราจะขจัดคอเลสเตอรอล ให้หมดไปจากร่างกายนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ เป็นอันตรายกับสุขภาพ
และทางตรงข้าม ยิ่งมีคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดมาก คุณจะยิ่งเสี่ยงต่อโรคหัวใจเพิ่มขึ้นเท่านั้น

อายุ/ปี เสี่ยงปานกลาง เสี่ยงมาก
2-19 เกิน 170* เกิน 185
20-29 เกิน 200 เกิน 220
30-39 เกิน 220 เกิน 240
40ปีขึ้นไป เกิน 240 เกิน 260

( * --- ระดับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด คิดเป็นมิลลิกรัมต่อเดซิลิตร )

ดังที่กล่าวมาแล้วว่า คอเลสเตอรอลมีทั้งคุณและโทษดีและเลว สิ่งที่ควรกระทำมิใช่การกำจัดคอเลสเตอรอลทุกชนิดให้หมดไป แต่ต้องรักษาดุลยภาพของมันไว้ในระดับที่เหมาะสม ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า สัดส่วนที่ดีคือ ปริมาณคอเลสเตอรอลรวม หารด้วย ปริมาณคอเลสเตอรอลชนิดดี (หรือ HDL Cholesterol) ควรเท่ากับ 4

สมมติวันนี้คุณไปตรวจเลือดมา ลองเอาผลการตรวจมากางอ่าน หากเขาเขียนว่า
Total Cholesterol = 200
HDL Cholesterol = 50
จับหารกันได้ 4 พอดี เรียกว่ากำลังสวยสัดส่วนเท่านี้ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจลงได้ ดังนั้น วงการแพทย์ทุกวันนี้ จึงพยายามหาทางเพิ่ม HDL และลด LDL ให้น้อยลง

อันตรายของคอเลสเตรอล

มนุษย์รู้จักคอเลสเตอรอลมานานแล้วแต่คิดว่า มันเป็นสารประกอบที่ละลายอยู่ในกระแสเลือดโดยมิได้มีบทบาทอะไร
จนถึงปี 1911 นักวิจัยชาวรัสเซียชื่อ นิโกไล อานิทช์คอฟได้ทำการทดลองครั้งแรกที่แสดงให้เห็นอันตราย ของคอเลสเตอรอลต่อสุขภาพ

ดร.นิโกไลทำการทดลองเลี้ยงกระต่ายด้วยไข่แดง (ซึ่งมีคอเลสเตอรอลสูงมาก) พบว่ากระต่ายทดลองทยอยตาย ด้วยโรคหัวใจทีละตัวสองตัว และเมื่อผ่าศพดูพบก้อนเหนียวเกาะแน่น ตามผนังหลอดเลือดด้านในเหมือนท่อประปาที่มีโคลนอุดตัน
นั่นแหละ อันตรายของคอเลสเตอรอล

ต่อมาในปี 1957 งานวิจัยชิ้นแรกของสหรัฐ ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าปริมาณคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด สัมพันธ์กับอัตราการตายด้วยโรคหัวใจ ยิ่งมีปริมาณสูงยิ่งตายเร็ว
ครั้นถึงปี 1979 นักวิจัยจากคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคนตักกี้ประกาศการค้นพบว่า ข้าวโอ๊ต เป็นธัญพืชที่อุมด้วยไฟเบอร์ละลายน้ำช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ อย่างน่าอัศจรรย์ใจ
ข้าวโอ๊ตหมอจากท้องตลาดอเมริกาทันที

นายแพทย์ซีโมน มาร์โคลิส แห่งมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกิ้นส์ ได้ค้นพบในปี 1981 ว่า "ระดับ LDL ในเลือดมีความสัมพันธ์กับโรคหัวใจ ขณะที่การเพิ่ม HDL ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคได้"

ในปี 1984 การศึกษาทำในชาย 4,000 คน ติดตามผลนานถึง 10 ปี ชื่อว่า "การทดลองปฐมภูมิเพื่อป้องกันโรคหัวใจ" ได้ผลว่าถ้าลดคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดลงได้ โรคหัวใจก็จะลดตาม

และในปี 1990 การศึกษาตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ ที่มีระดับที่สุด "แลนเซต" แสดงให้เห็นว่า อาหารที่เสริมสุขภาพ จะสามารถเปลี่ยนหลอดเลือดแข็งตัวให้กลับสู่สภาพปกติได้ ในเวลา 2 ปี

ความจริงข้อหนึ่งที่ทุกคนยอมรับคือว่า คอเลสเตอรอลทั้งดีและเลวจะเพิ่มหรือลดปริมาณ ล้วนเกี่ยวพันกับอาหารที่เรารับประทาน

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม 2542


สู่โรคหลอดเลือดและหัวใจ

อาทิตย์ที่ผ่านมา เราได้คุยกันถึงอันตรายของคอเลสเตอรอล กับหลอดเลือดและหัวใจอย่างคร่าวๆ

อันที่จริง ระบบหลอดเลือดและหัวใจมีความซับซ้อนมาก ความหมายของ "หัวใจ" ในทุกสังคมมิได้เป็นเพียงอวัยวะสูบฉีดเลือด ไปทั่วร่างกายเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่ทางด้านความคิดและอารมณ์ด้วย เช่น จิตใจ ใจหาย ตกใจ เศร้าใจ รำคาญใจ ทั้งที่ไม่เกี่ยวกับใจสักหน่อย

ในประเทศอุตสาหกรรมที่ประชาชนใช้แรงงานน้อยลง สิ่งอำนวยความสะดวกมีมากขึ้น อาหารการกินเปลี่ยนไป ส่งผลต่อสุขภาพของหัวใจของชาวเมืองอย่างมาก กล่าวอีกนัยหนึ่ง ระบบหลอดเลือดและหัวใจทั้งระบบกำลังถูกคุกคามจากวิถีชีวิตแบบใหม่ อัตราการตายด้วยโรคหัวใจสูงขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ติดตามมาด้วยอุบัติเหตุและมะเร็ง
ไม่น่าเชื่อว่าทุกวันนี้คนไทยตายด้วยโรคหัวใจมากกว่าถูกรถชน

อาหารของคนยุคใหม่ผลิตในเชิงอุตสาหกรรมมากขึ้น เน้นความอร่อยแต่ราคาต้นทุนต่ำสุด การออกกำลังกายลดน้อยถอยลง ความเครียดเพิ่มขึ้นทุกขณะ เหล่านี้ล้วนลดทอนความสามารถของหัวใจ ในการนำเอาออกซิเจนและอาหารไปเลี้ยงร่างกาย

นับว่าเป็นโชคดีที่วิทยาการความรู้เกี่ยวกับโรคหัวใจ ของการแพทย์แผนปัจจุบันพัฒนาไปมากในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา อุปกรณ์ตรวจหัวใจซับซ้อนแม่นยำขึ้นเทคนิคการผ่าตัดแบบใหม่ๆ ช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคหัวใจนักต่อนัก (ถึงแม้ราคาค่างวด จะเหมาะกับมหาเศรษฐีเท่านั้น) ยาโรคหัวใจมีให้เลือกใช้หลากหลาย

แต่ยังมีประเด็นที่ควรต้องคำนึง เช่นว่าคุณจะปล่อยชีวิตตามสบาย จนกว่าจะเกิดโรคหัวใจกำเริยจึงค่อยเข้ารับการบำบัด หรือจะป้องกันตัวเองไว้แต่เนิ่นๆ คุณมีเงินพอสำหรับค่าใช้จ่ายหลายแสน ถึงหลายล้านหรือไม่

เป็นที่ยอมรับทั่วกันในวงการสาธารณสุขว่า "กันไว้ย่อมดีกว่าแก้ ย่ำแย่เดียวจะแก้ไม่ทัน" การป้องกันโรคควรจะเป็นจุดมุ่งหมายที่แท้จริง ของการสาธารณสุขและไม่มีเทคโนโลยีวิเศษใดๆ ที่จะมาช่วยป้องกันโรคให้เราได้ เราต้องทำด้วยตนเอง

มีตัวอย่างให้เห็นแล้วในประเทศพัฒนาเช่น อเมริกา เมื่อประชาชนได้รับคำแนะนำให้ป้องกันโรคหัวใจอย่างถูกวิธี ผู้ป่วยจากหลอดเลือดแตกในสมองปี ค.ศ.1994 ลดจาก 800,000 ราย เหลือ 600,000 ราย และผู้ป่วยจากโรคหัวใจลดราว 10 ล้านคน ส่วนหนึ่งมาจากการใช้ยาและส่วนหนึ่งมาจากการปรับวิถีชีวิตของตนใหม่ ลดการสูบบุหรี่ ลดไขมัน ออกกำลังกายมากขึ้น และฝึกการทำใจให้สงบ

ระบบหลอดเลือดและหัวใจ

ระบบหลอดเลือดและหัวใจของมนุษย์เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ ประกอบด้วยหลอดเลือดมากมายมหาศาล หากเอาหลอดเลือด ของคนหนึ่งคนมาต่อกันตามยาว จะได้ระยะทางทั้งสิ้นถึง 96,000 กิโลเมตร ยาวพอที่จะนำไปพันรอบโลกได้สองรอบครึ่ง

มนุษย์ที่โตเต็มวัยจะมีเลือดราว 5 ลิตร อยู่ในหลอดเลือดดำ 3.75 ลิตร ในหลอดเลือดแดง 1 ลิตร และในหลอดเลือดฝอย 0.25 ลิตร เลือดทั้งหมดประกอบด้วยของเหลวคล้ายน้ำเรียกพลาสม่า มีเซลล์เม็ดเลือดแดง 30 ล้านล้านเซลล์ ลอยกระจายอยู่ทั่วไป เพื่อขนส่งออกซิเจน มีเม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ต่อสู้เชื้อโรค คุ้มกันภัยให้แก่ร่างกาย และมีเกล็ดเลือดที่คอยอุดแผล ทำให้เลือดแข็งตัวเมื่อเกิดบาดแผล

หัวใจและหลอดเลือดจะทำงานประสานต่อเนื่องกัน เพื่อนำออกซิเจนและสารอาหารในกระแสเลือดไปยังทุกเซลล์ในร่างกาย และดึงของเสียหรือขยะออกมาทิ้งผ่านการหายใจ ปัสสาวะ อุจจาระ และการขับเหงื่อ ดังนั้นหัวใจจึงต้องทำงานหนักมาก และไม่มีโอกาสพักผ่อนเช่นอวัยวะชิ้นอื่น ในปีหนึ่งหัวใจ จะบีบตัวราว 3 ล้านครั้ง

ใครที่ไม่เป็นโรคหัวใจ เห็นทีจะต้องกล่าวขอบคุณหัวใจสักครั้ง ที่ทำหน้าที่โดยซื่อสัตย์
โถ...เอ่ยปากขอบคุณคนได้ทั่วไป แค่ขอบคุณหัวใจตนเองบ้างจะเป็นไรไป

แรกสุด หัวใจจะส่งเลือดไปที่ปอดเพื่อให้เม็ดเลือดแดงจับออกซิเจน ดังนั้นใครที่เม็ดเลือดแดงน้อยหรือเลือดจางจึงรู้สึกอ่อนแรง หน้ามืดเป็นลมง่ายเพราะในเลือดมีออกซิเจนน้อยนี่เอง
ต่อจากนั้น เลือดที่อิ่มด้วยออกซิเจนจะถูกลำเลียงไปทั่วร่างกาย และกลับคืนสู่หลอดเลือดดำหลังจากออกซิเจนถูกดึงไปใช้ประโยชน์ พร้อมกับชะเอาสิ่งสกปรกติดไม้ติดมือออกมาด้วย

เชื่อหรือไม่ เลือดเดินทางจากหัวใจไปปอดผ่านเส้นเลือดทั้งร่างกาย ที่มีความยาวกว่าสองรอบโลกด้วยเวลาเพียงหนึ่งนาที
จึงกล่าวได้ว่า ร่างกายของมนุษย์เป็นเครื่องจักรที่มีคุณภาพยิ่ง ทำงานสอดประสานสมดุลกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

การประสานสมดุลกันของทุกอวัยวะเท่านั้น จึงจะเป็นที่มาของ "สุขภาพดี"

การมองปัญหาสุขภาพจึงต้องมองภาพการทำงาน ที่ประสานกลมเกลียว มิใช่มองแยกส่วนแยกอวัยวะตามแนวคิดเดิมๆ ขณะที่เราตื่นนอน อาบน้ำแปรงฟัน กินอาหารเช้า แต่งตัวไปทำงาน รู้ไหมว่าปอด ตับ ไต หัวใจ เซ่งจี้ ทำงานกันหนักหน่วงเพียงใด มีการหลั่งฮอร์โมน เอ็นไซม์ มากแค่ไหน กล้ามเนื้อทุกมัด ต้องประสานงานกันเพียงใดจึงสามารถยกมือ สอดนิ้วจับหูแก้วกาแฟ ยกดื่มได้ตรงปาก หัวใจของเราก็เช่นกัน ทำงานอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง และเงียบเชียบไร้เสียงรบกวน
ชีวิตคือความมหัศจรรย์แท้ ๆ

ในภาวะสมดุล หัวใจและหลอดเลือดจะทำงานประสานกันอย่างดีเยี่ยม ทำให้ทุกอวัยวะมีพลังงานและทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด แต่อย่างไรก็ตาม หากระบบหลอดเลือดและหัวใจทำงานผิดพลาด ย่อมนำไปสู่โรคเรื้อรังหลายชนิดที่น่ากลัว เพราะร่างกาย ไม่อาจขาดออกซิเจนได้นานเกินห้านาที เมื่ออวัยวะได้รับออกซิเจนขาด หรือพร่องไป การทำงานก็ผิดพลาด ปัญหาก็ตามมามากมาย ถึงตอนนั้นการพึ่งหมอก็อาจสายไปเสียแล้ว

โรคที่เป็นผลมาจากความบกพร่องในการทำงาน ของระบบหลอดเลือดและหัวใจมีมากมาย อาทิ ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดแดงแข็งหรือตีบตัน โรคหัวใจ เส้นเลือดแตกในสมอง จอตา

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม 2542


โรคหลอดเลือดและหัวใจ

สัปดาห์ที่ผ่านมา คุณคงได้ยินข่าวการสิ้นพระชนม์ ของกษัตริย์ฮัสซันที่สอง แห่งโมร็อกโก ด้วยพระหทัยวาย ขณะทรงพระชนมายุได้ 70 พรรษา

บางคนพูดกับผมว่า กษัตริย์ฮัสซันมีพระราชทรัพย์มากมาย ไม่อยากเชื่อว่าโรคหัวใจจะมากล้ำกรายได้ พอรู้พระองค์ปุ๊บ หมอหลวงน่าจะรักษาได้ทันที
อันที่จริง โรคหัวใจค่อยๆ แทรกซึมนานนับสิบปี ตอนที่ออกอาการนั้น ร่างกายอยู่ในภาวะย่ำแย่แล้วครับ

แต่คนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยสนใจว่าตัวเอง กำลังจะเป็นโรคหัวใจหรือไม่ บ้างก็คิดว่าไกลตัว บ้างก็คิดว่า ต้องเจ็บหน้าอกจี๊ดๆ จึงจะเป็นโรคหัวใจ แต่หากลองทำแบบทดสอบ ที่ผมเสนอให้ในอาทิตย์ที่ผ่านมาคุณอาจพบว่า ตัวเองกำลังเสี่ยงต่อโรคหัวใจอย่างร้ายแรง

ความสัมพันธ์เกี่ยวโยง

วงการแพทย์ปัจจุบันมักชื่นชมกับความสามารถเฉพาะทาง เฉพาะโรค จนบ่อยครั้งที่เราเผลอมองเฉพาะอวัยวะ ลืมคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างระบบ และระหว่างคนไข้กับสิ่งแวดล้อม

เคยมีเรื่องจริงที่เป็นตลกร้ายเกิดขึ้นในอเมริกา ผู้ป่วยคนหนึ่งมีอาการปวดในช่องท้อง แพทย์วินิจฉัยว่า เป็นไส้ติ่ง เขาถูกนำตัวส่งให้แพทย์เฉพาะทางเดินอาหารทำการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง เพื่อตัดไส้ติ่ง แต่โชคร้ายหมดวินิจฉัยผิด ที่จริงเขามีปัญหา ในระบบทางเดินปัสสาวะ หมอผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินอาหาร ไม่กล้าลงมือแก้ปัญหาให้เขา เพราะตนเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ด้านทางเดินปัสสาวะ จึงต้องเย็บแผลปิดคืน แล้วส่งให้หมอผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินปัสสาวะผ่าเปิดใหม่ในเวลาต่อมา กรรมตกเป็นของคนไข้

เมื่อมองความเจ็บป่วยเฉพาะอวัยวะ เราก็มีแนวโน้ม ที่จะขาดวิสัยทัศน์ในเชิงกว้างทั้งความสัมพันธ์กับอวัยวะอื่น การมองคนไข้อย่างเป็นคนมิใช่วัตถุ มองไม่เห็นพฤติกรรมสุขภาพ จิต วิญญาณของผู้ป่วย ทั้งที่จริงไม่มีอวัยวะใดเลยในร่างกาย ที่แยกเป็นอิสระ

บางคนอาจแย้งว่า หัวใจอย่างไรล่ะ หัวใจเป็นอวัยวะอิสระ ทำงานโดยไม่ต้องมีใครสั่งการ เจ้าของร่างจะสั่งให้เต้น หรือหยุดตามใจได้ที่ไหนเล่า!

ดูเผินๆ เป็นเช่นนั้นครับ คล้ายว่าหัวใจเต้นเป็นอิสระ แต่อันที่จริงหัวใจเต้นได้เพราะกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวพร้อมกัน กล้ามเนื้อหัวใจจะทำงานดีต่อเมื่อมีเลือดมาหล่อเลี้ยงพอเพียง เลือดจะมีคุณภาพดีมากน้อยเพียงใดขึ้นกับว่า ปอดฟอกอากาศดีไหม ไตฟอกของเสียดีไหม และหลอดเลือดสะอาดเพียงใด ปอดจะทำงานดีหากเจ้าของร่างไม่สูบบุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ สิ่งแวดล้อมไม่เป็นพิษ
โอย...มันเกี่ยวพันกันไปหมด

ดังนั้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมจึงมิได้มุ่งเน้น เฉพาะอวัยวะชิ้นใดชิ้นหนึ่ง แต่เป็นเรื่องจำเป็น ที่เราจะต้องทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของระบบต่างๆ ที่เกี่ยวพันกันอยู่

โรคที่เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดและหัวใจ

หากระบบหลอดเลือดและหัวใจทำงานผิดปกติ มันจะก่อโรคหรืออาการที่เป็นอันตรายได้หลายรูปแบบ ลองคิดดูสิว่า มันจะมีผลต่อสุขภาพของคุณอย่างไรบ้าง

เส้นเลือดแดงแข็ง (Altherosclersis)
ได้รับฉายาว่า "ท่อตัน"
ความเจ็บป่วยผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจส่วนใหญ่ มีสาเหตุมาจากเส้นเลือดแดงแข็งครับ เส้นเลือดแดงแข็ง จึงเป็นมหันตภัยร้ายหมายเลขหนึ่งที่ควรป้องกันไว้ทุกวิถีทาง อย่าให้เกิดกับตัวเองได้เป็นดีที่สุด

เส้นเลือดคนเรามีลักษณะเป็นท่ออ่อนหยุ่นยืดได้หดได้ แต่ด้วยเหตุปัจจัยมากมายทำให้มันเกิดแข็งกระด้าง ยอมหักไม่ยอมงอ
วันไหนมันหักดังเป๊าะละก้อ...โป๊ะเชะ ชักกระดึ๊บ ชักกระดึ๊บ

ทำไมเส้นเลือดแดงจึงแข็ง ?
การที่เส้นเลือดแดงแข็งเกิดจากการเกาะตัวของก้อนไขมัน และก้อนเลือดที่แข็งตัวเกาะอยู่ด้านในของผนังเส้นเลือด ทางการแพทย์เรียกเจ้าก้อนนี้ว่า แพล็ค (plaque) หรือที่โฆษณายาสีฟัน เรียกพลัค เจ้าก้อนแพล็คนี้ค่อยๆ สะสมอย่างช้าๆ จากสลึงพึงบรรจบจนครบบาท หนาขึ้นๆ เหมือนดินเหนียวเกาะในท่อประปา และอาจใช้เวลาหลายสิบปี จนหลอดเลือดของคุณตีบตันหมดสมรรถภาพในการส่งเลือด ไปเลี้ยงอวัยวะที่จุดนั้นๆ จนก่อโรคมากมาย ทางการแพทย์ เรียกกลุ่มโรคพวกนี้ว่า ASCVD (Atherosclerotic Cardio Vascular Disease)

การที่เจ้าแพล็คหรือก้อนไขมันและเลือดมาเกาะรวมตัวกัน เป็นกระจุกนั้น เชื่อว่าเป็นเพราะมีบาดแผลเกิดขึ้นภายในเส้นเลือด จากเหตุปัจจัยมากมาย และส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของคุณ เช่นสูบบุหรี่มาก ขาดการออกกำลังกาย กินอาหารแสลง

พบว่าอาหารมันและอาหารทอดทำให้เส้นเลือดเสื่อมสภาพ เกิดก้อนแพล็คมากกว่าอาหารชนิดอื่น
ความดันเลือดสูงก็ทำให้ผนังปริแตกเกิดก้อนแพล็คง่ายขึ้น เช่นเกี่ยวกับสารพิษบางชนิด เช่น นิโคติน จากบุหรี่และโคเคน ทำให้ผนังเส้นเลือดระคายเคือง

นอกจากนี้ ฮอร์โมนบางตัวที่หลั่งขณะมีความเครียด ก็สามารถทำลายผนังด้านในของเส้นเลือดได้
ไม่ว่าผนังภายในหลอดเลือดแดงของคุณจะเกิดแผลเพราะเหตุใด ร่างกายก็มีกลไกสมานแผลโดยการส่งเซลล์พิเศษเข้าไปซ่อมแซม เซลล์ที่ว่าจะแปะตัวเองติดเข้ากับบริเวณที่เป็นปัญหาแล้ว ใช้ไขมันและคอเลสเตอรอลทำหน้าที่เหมือนปูนปลาสเตอร์ปิดแผล

แต่เมื่อเวลาผ่านไปเป็นหลายๆ ปี เจ้าปูปลาสเตอร์ตัวนี้ ยิ่งเกาะพอกหนาขึ้น จนเลือดเดินทางผ่านไปมาแทบไม่ได้
ลองคิดดูเถิด หากมันไปอุดตันที่สมองมันอาจทำให้สมอง ทำงานไม่ได้บางส่วน กลายเป็นอัมพาต หรืออาจตายได้

หากก้อนแพล็คนี้ไปอุดตันในหลอดเลือด ที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ (เรียกว่าหลอดเลือดโคโรนารี) กล้ามเนื้อมัดนั้นๆ ย่อมทำงานได้ไม่เต็มที่ หรือกล้ามเนื้อหัวใจอาจตาย เพราะขาดออกซิเจน (เรียก Myocardial infarctions)

ผลก็คือ คุณจะเกิดโรคหัวใจกำเริบชนิดที่เรียกว่า โรคหัวใจโคโรนารี (Coronary heart disease) ทันที

โรคหัวใจโคโรนารีอาจมีอาการตั้งแต่ปวดหน้าอก จนต้องเอามือกุมหัวใจ เรียกว่า แองไจน่า (Angina) จนถึงกับหัวใจหยุดทำงาน
การปวดแองไจน่า เกิดเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจ ได้รับเลือดไปเลี้ยงไม่พอ จึงขาดออกซิเจนขณะที่หัวใจกำลังทำงานหนัก เราจึงเห็นภาพเจ้าคุณปู่ยกมือกุมหัวใจยามเครียดจัด เพราะหลานสาวหนีไปกับคนขับรถ หรือเหยื่อถูกฆาตกรไล่ฆ่า จนทำหน้าเจ็บปวดรวดร้าว เอามือกุมอกเป็นสัญญาณบอกผู้ชมว่า ฉันกำลังเป็นโรคหัวใจนะจ้ะ

อาการปวดแองไจน่า มักเริ่มจากกลางอกลามไปที่ต้นคอ ไหล่ ต้นแขน หรือลามถึงกรามล่าง มันคือสัญญาณเตือนภัย นับถอยหลังโบกมือลาโลกใบนี้ หากคุณไม่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเสียใหม่

ร้ายกว่านั้นคือ หัวใจวาย (Heart Attack) เป็นอาการสุดท้ายของโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน

ทุกวันนี้ โรคหัวใจโคโรนารีเป็นสาเหตุการตายสูงสุด ประมาณกันว่า ในครอบครัวหนึ่งๆ จะต้องมีคนป่วย ด้วยโรคหัวใจโคโรนารีอย่างน้อยหนึ่งคน

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม 2542


ข้าวกับโรคหัวใจ

ในระบบหลอดเลือดและหัวใจมีความสัมพันธ์ กับอาหารที่คุณรับประทานอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาหารไขมันที่กล่าวถึงแล้วในอาทิตย์ที่ผ่านมา
แล้วอาหารจำพวกแป้งล่ะ? คนที่เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือด และหัวใจควรระวังเลือกทานแป้งชนิดได้ดี

ข้าวกับโรคหัวใจ

คนที่เสี่ยงต่อโรคหัวใจ หรือกำลังเป็นโรคในระบบหลอดเลือด และหัวใจ หรือแม้แต่คนที่แข็งแรงสุขสบายดีล้วนแต่เลือกอาหารแป้ง ชนิดคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน

อย่าพูดให้เข้าใจยากเลย เอาง่ายๆ ว่า ถ้าคุณอยากห่างไกลจากโรคหลอดเลือดหัวใจ คุณจงลดขนมหวาน และกินข้าวเป็นอาหารหลัก

กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศโภชบัญญัติ 9 ประการ สำหรับคนไทย แนะนำให้กินข้าวเป็นอาหารหลัก เพราะข้าวนั้น เป็นแหล่งอาหารให้พลังงานที่ดีที่สุด นอกจากพลังงานแล้ว ข้าวยังป้องกันโรคหัวใจได้ด้วยนะจ๊ะ จะบอกให้

ข้าวอาหารของไทย

ลองนึกย้อนดู บางทีอาจพบว่า เรารู้เรื่องราวเกี่ยวกับเมล็ดข้าว ขาวเล็กกระจิ๋วหลิวน้อยกว่าอาหารอื่นเสียอีก ทั้งที่กินข้าวทุกวัน วันละสามมื้อ บางคนหุงข้าวไม่เป็นด้วยซ้ำไป

ข้าวมีชื่อเฉพาะว่า Oryza sativa อยู่ในวงศ์เดียวกับหญ้าไผ่ สายพันธุ์ข้าวทั่วโลกมีมากว่า 120,000 สาย พันธุ์ แต่ที่เพาะปลูกกันเป็นอาหารมีไม่น้อยกว่า 7,000 สายพันธุ์

ข้าวเป็นรากฐานทางเศรษฐกิจของคนไทยทุกคน ประเทศไทยผลิตข้าวเพื่อใช้บริโภคในประเทศได้ปีละ ประมาณ 22 ล้านต้นข้าวเปลือก (ต้นข้าวเปลือก หมายถึง น้ำหนักของข้าวที่ยังไม่ได้สีคิดเป็นตัน) มีข้าวเหลือเพื่อการส่งออก ประมาณปีละ 6 ล้านตันข้าวเปลือก

สีข้าว สารสำคัญสูญ

ครูสุขศึกษาบอกเราว่า ข้าวขัดขาวคือข้าวที่ถูกขัดสีจนขาว วิตามินเกลือแร่ที่มีคุณค่าหลุดออกไปในรำข้าวเกือบหมด
ถูกต้องครับ แต่อันที่จริงยังมีอีกส่วนที่สำคัญแต่เราไม่ค่อยรู้จัก นั่นคือ จมูกข้าว

เอ๊ะ...ข้าวมีจมูกด้วยเหรอ ?
มีครับ อยู่ส่วนปลายเมล็ด ค่อนไปทางด้านข้าง เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Embryo หรือ Germ ใครที่ซื้ออาหารเสริมวิทเจิร์มจงรู้ไว้เถิดว่า นั่นคือ จมูกข้าวสาลีที่หลุดร่วงจากการสีข้าวสาลี ฝรั่งฉลาด เก็บใส่ถุงขายคนไทยซะเลย เอ...จมูกข้าวไทยทำไมเอาไปให้หมู

กองโภชนาการ กระทรวงสาธารณสุขแนะนำวิธีเลือกซื้อข้าว ไว้ว่า ข้าวที่ดีไม่ควรมีรอยแหว่งตรงปลายเมล็ดข้าว หากมีรอยแหว่งแสดงว่าจมูกข้าวอันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากหลุดไปแล้ว

มองในแง่วิทยาศาสตร์ เมล็ดข้าวคือ เครื่องมือที่พืชใช้ในการแพร่พันธุ์ ดังนั้นมันจึงอัดแน่น ด้วยสารสำคัญมากมายที่จำเป็นต่อการยังชีพของตัวอ่อน เมล็ดข้าวคือสิ่งเร้นลับแห่งธรรมชาติ เกิดจากดอกที่ได้รับการปฏิสนธิ พ่อแม่ข้าวได้เตรียมความพร้อมทุกด้านสำหรับลูกน้อย ที่จะเจริญเติบโตต่อไป มันได้มอบไข่แดงพืช หรือที่เรียกว่า "เจิร์ม" ไว้ในส่วนจมูกข้าว บรรจุวิตามินจำเป็นไว้พร้อมสรรพ ล้อมรอบด้วยพลังงานมากมายอัดแน่นในรูปแป้งและไขมัน และด้วยการจัดระบบการทำงานจากรหัสพันธุกรรมเซลล์เล็กๆ ในไข่แดงพืชที่อัดแน่นจะระเบิดตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยกลไกทางชีวเคมีทันทีที่มันได้รับความชื้นและอุณหภูมิที่เหมาะสม กลายเป็นข้าวต้นอ่อนลูกพระแม่โพสพทันที

นอกจากมีคาร์โบไฮเดรตแล้ว จมูกข้าวยังมีโปรตีน ประกอบอยู่ร้อยละ 7 มีไขมันชนิดไม่อิ่มตัวร้อยละ 0.6 มีวิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ ที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิดอาทิ วิตามินบี อี โปตัสเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม แคลเซียม เหล็ก อีกทั้งยังมีเส้นใยอาหาร (dietary fiber) และเลซิทินด้วย

เวลาทานข้าว คุณคงคาดหวังจะได้รับไข่แดงพืชอันทรงคุณค่า ซึ่งอยู่ในจมูกข้าวและไฟเบอร์มากมายในเยื่อหุ้มเมล็ดพร้อมไปด้วย
แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะเครื่องสีข้าว ใช้หลักการขัดเปลือกด้วยลูกกลิ้งผิวหยาบ เมื่อเมล็ดข้าวผ่านไป จะถูกขัดซ้ำๆ ถึงสามครั้ง จนเปลือกข้าว จมูกข้าวและเปลือกชั้นใน หลุดออกไปหมด ข้าวสารทุกวันนี้ จึงไม่ค่อยมีอะไรเหลือนอกจากแป้ง

ข้าวกับโรคหัวใจ

สถาบันวิจัยทางการแพทย์ มูลนิธิซุท แคนาดาได้เตือนว่า ข้าวทุกวันนี้ถูกสีให้ขาวจนส่วนที่เป็นจมูกข้าวซึ่งอุดมด้วยวิตามินบีและอี ได้หลุดหายไป ประชากรในโลกระยะร้อยปีที่ผ่านมา จึงค่อยๆ สูญเสียแหล่งกักตุนวิตามินบีและอีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ส่งผลให้ประชากร มีปัญหาสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ที่เห็นได้ชัดคือ โรคหัวใจและหลอดเลือด อันเนื่องจากการขาดวิตามินบีและอี

ข้าวไทยวันนี้ เทียบกับข้าวไทยเมื่อร้อยปีที่แล้ว คุณค่าต่างกันลิบลับ ข้าวสารแต่เก่าก่อนเรียกข้าวซ้อมมือ เพราะได้จากฝีมือตำข้าวเปลือกในครกไม้ แล้วฝัดในกระด้ง ให้เปลือกที่เบากว่าหลุดไป จมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดยังอยู่ครบ วิตามินเกลือแร่อยู่ครบ

แต่ด้วยเทคโนโลยีสีข้าวด้วยเครื่องจักรกล ทำให้สารสำคัญซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูงแหล่งไฟเบอร์ชั้นดี แหล่งวิตามินบี วิตามินอี และอื่นๆ หลายชนิดลอยหายไปด้วย ข้าวสารทุกวันนี้จึงไม่ค่อยมีอะไรเหลือนอกจากแป้ง
คนสมัยใหม่จึงอยู่ในภาวะขาดวิตามินโดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิตามินบีและอี

การศึกษาชิ้นหนึ่งบ่งชี้ว่า ผู้ป่วยมากกว่าครึ่งในสถานพยาบาล และศูนย์สงเคราะห์คนชรากำลังอยู่ในภาวะขาดวิตามินบี 1 ก่อให้เกิดสภาวะแปรปรวนทางอารมณ์และจิตใจ

ดร.เจ.เอส.แมคเลสเตอร์กล่าวในหนังสือ "สารอาหารและอาหารเพื่อสุขภาพและโรคภัย" ว่า
"การขาดวิตามินบี 1 เป็นสาเหตุแห่งการตายของกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งแสดงออกโดยการที่หัวใจโต แต่ขาดพลังงานในการสูบฉีดโลหิต
สิ่งที่น่าวิตกคือ การขาดวิตามินบี 1 ของคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่ขาดชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นการขาดแบบเรื้อรังเลยทีเดียว

แหล่งวิตามินอี

วิตามินอีมีไม่มากนักในอาหารทั่วไป อาจพบบ้างในน้ำมัน จากเมล็ดพืชบางชนิด ลูกนัท ลูกก่อ แปะก้วย ธัญพืช น้ำมันเมล็ดทานตะวัน ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่อาหารที่เราคุ้นเคย
แต่เชื่อไหมว่า แหล่งที่คุณอาจได้รับวิตามินอีมากที่สุดคือ ข้าว ที่เรากินวันละสามมื้อนี่เอง วิตามินอีมีอยู่มากในเยื่อหุ้มผิวชั้นใน และจมูกของเมล็ดข้าว

การทดลองของห้องวิจัยเพื่อค้นคว้าการแข็งตัวของเส้นเลือด มหาวิทยาลัยมิสซิสซิปปี ได้ให้ลิงกินวิตามินอี 108 หน่วยสากล ทุกวันติดต่อกัน 3 ปี พบว่าสามารถยับยั้งการเสื่อมสภาพของหลอดเลือด อันเนื่องจากอาหารไขมันสูง และสามารถดึงคอเลสเตอรอลออกจากเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดสะอาดขึ้นถึง 60% และท่อทางเดินเลือดภายใน กว้างขึ้นจากเดิมที่อุดตัน 35% ลดเหลือ 15% ใน 2 ปี

ได้มีการทดลองในโรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียใต้ พบผลเช่นเดียวกันในชายวัยกลางคนที่ทำการผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจ

การวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดทำในประชากรขนาดใหญ่ พบว่าคนที่กินวิตามินอีขนาด 100-250 หน่วยสากล จะมีอุบัติการโรคหัวใจลดลง 41% เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้กิน ในเวลา 2 ปี และอุบัติการเส้นเลือดแตกในสมองลดลง 29% อัตราตายโดยรวมลดลง 13%

เห็นไหมครับแม้แต่กินข้าวก็ยังช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจได้ หากคุณพิถีพิถัน ไม่กินตามใจปาก อนาคต คงต้องสอนลูกหลานว่า "ปลูกเรือนผิด คิดจนเรือนทลาย กินข้าวผิด คิดจนหัวใจวาย"

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน 2542


น้ำตาลและไฟเบอร์กับโรคหัวใจ

คาร์โบไฮเดรตมี 3 กลุ่ม หลักคือ หนึ่งแป้ง สองน้ำตาล และสามไฟเบอร์
อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้เล่าให้ฟังถึงบทบาท ของคาร์โบไฮเดรตกลุ่มที่หนึ่ง ที่มีต่อโรคหัวใจ
อาทิตย์นี้เรามาเรียนรู้บทบาทของคาร์โบไฮเดรตกลุ่มสอง และสามครับ

น้ำตาล-ของหวานทำลายหลอดเลือด

หากกลัวโรคหัวใจ จงหลีกเลี่ยงของหวาน จำพวกทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง และขนมรสหวานจัด รสหวานจัดเหล่านี้เกิดจากน้ำตาลฟอกขาว ซึ่งนอกจากจะมีวิตามินเกลือแร่ต่ำแล้วมันยังมีส่วน ก่อให้เกิดไขมันในเลือดหรือไตรกลีเซอร์ไรด์สูงด้วย

คุณอาจเคยได้ยินว่าไตรกลีเซอร์ไรด์ สมัยก่อนหมดสั่งเจาะเลือดตรวจคอเลสเตอรอลก็นับว่าทันสมัยแล้ว แต่สมัยนี้ต้องหาไตรกลีเซอร์ไรด์ด้วย ฟังเหมือนกับเป็นสิ่งที่ค้นพบใหม่ เพราะศัพท์แปลกหู แต่อันที่จริงไตรกลีเซอร์ไรด์ก็คือ ไขมันในเลือดชนิดหนึ่งนี่เอง

ยิ่งวิทยาศาสตร์เจริญ เรายังพบความสำคัญของสารเคมีต่างๆ ในร่างกายมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น คอเลสเตอรอล เรารู้จักกันมานานแล้ว แต่คิดว่ามันเป็นแค่สารที่ลอยไปลอยมา ในกระแสเลือดโดยมิได้มีบทบาทอะไร จนถึงปี 1911 นิโกไล อานิทชคอฟ จึงสามารถพิสูจน์ให้โลกเห็นอันตรายของคอเลสเตอรอลต่อสุขภาพ

ความรู้เกี่ยวกับไตรกลีเซอร์ไรด์ก็เช่นกัน เราเพิ่งรู้ว่า มันมีพิษภัยมากกว่าที่เคยคิด หลักฐานใหม่ๆ บอกให้เรารู้ว่า เจ้าไขมันพวกนี้ โดยปกติมีประโยชน์ในแง่เป็นแหล่งพลังงานของร่างกาย ไตรกลีเซอร์ไรด์หนึ่งกรัมจะให้พลังงาน 9 กิโลกรัมแคลอรี นอกจากนี้มันยังช่วยพาวิตามินเอ ดี อี เค ที่ดูดซึมจากลำไส้ ให้กระจายไปทั่วร่างกาย

แต่ถ้ามีมากเกินไปก็อาจก่ออันตรายต่อหัวใจ และหลอดเลือดได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีโรคคอเลสเตอรอลสูง ผสมกับไตรกลีเซอร์ไรด์สูง และถ้ายิ่งคุณเป็นหญิงวัยเกินห้าสิบขึ้นไปละก้อ คุณมีโอกาสล้มตึงได้เอาง่ายๆ

ภาวะไขมันในเลือดหรือไตรกลีเซอร์ไรด์สูง จะทำให้หลอดเลือดแดงแข็งตัว ถ้าเกิดที่หัวใจทำให้เป็นโรคหัวใจขาดเลือด เกิดที่สมองอาจมีผลให้เป็นอัมพฤกษ์อัมพาต และอาจมีอาการร่วม เช่น ปวดท้อง ตับไต ม้ามโต ระบบประสาททำงานผิดปกติ ปวดข้อ

แล้วไขมันในเลือดมาจากไหนล่ะ ?
มาได้สองทางครับ หนึ่งร่างกายเรารับจากอาหาร หรือสองสร้างเองในร่างกายก็ได้ แต่พบว่าอาหารการกิน คือสาเหตุหลักของภาวะไขมันในเลือดสูง รองลงมาคือ ผลจากกรรมพันธุ์ เบาหวานลงไต การกินยาคุมกำเนิด ดื่มสุรา ขาดการออกกำลังกาย
เห็นไหมครับ เป็นโรคที่เกิดจากการกินตามใจปากจริงๆ

จงออกกำลังกายสม่ำเสมอ และระวังการกินไขมัน ของรสหวานจัด น้ำเชื่อม น้ำตาล เพราะมันเป็นอาหารแสลง สำหรับคนที่มีไขมันในเลือดสูง

ดร.เชลดอน ไรเซอร์ แห่งศูนย์วิจัยด้านโภชนาการคาร์โบไฮเดรต แมรี่แลนด์ กล่าววิตกเรื่องคนที่ชอบกินอาหารของหวานจัดว่า
"การรับประทานอาหารน้ำตาลสูงอาจกระตุ้นให้เกิดโรคหัวใจ และเบาหวาน แม้จะไม่ใช่สาเหตุหลักแต่ก็มีนัยสำคัญ"

ระดับไขมันในเลือดในคนไทยปกติไม่ควรเกิน 150 มิลลิกรัมต่อเลือด 100 ซีซี

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนชี้แนะว่า น้ำตาลซูโครส ซึ่งพบในขนมหวาน น้ำตาลทรายมีแนวโน้มจะเปลี่ยนเป็นไขมัน ในร่างกายได้ง่าย พบว่าระหว่างน้ำตาลซูโครสกับแป้ง ในขนาดที่ให้พลังงานเท่ากัน น้ำตาลก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง และเพิ่มระดับไขมันในเลือดได้มากกว่า อาหารรสหวานจัด ยังมีความเกี่ยวข้องกับระดับอินซูลินในเลือด เพราะเมื่อคุณกินอาหารของหวานจัด อินซูลินก็พุ่งปรี๊ด หากอินซูลินในเลือดสูง มีแนวโน้มว่าผนังเส้นเลือดจะเสื่อมง่าย

มีการค้นพบว่าอาหารหวานมีผลต่อโรคหัวใจ ยิ่งกว่าอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง ยิ่งไปกว่านั้น อาหารหวานจัดยังเร่งการขับเกลือแร่สองตัวออกจากร่างกายคือ โครเมียมและแมกนีเซียม
เลี่ยงมาทานอาหารรสปานกลาง อย่าติดในรสชาติสีสัน และกลิ่นเย้ายวนครับ ปลานึ่งอร่อยน้อยกว่าปลาทอด แต่มันช่วยให้คุณอยู่ดูโลกได้อย่างไม่ทุกข์ทรมาน

ขณะเดียวกัน พบว่าหอยลาย หอยแมลงภู่ หอยแครง ปลาหมึกยักษ์ ปลาซาร์ดีน ปลาโอ กลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล ปลากระป๋อง ช่วยลดไขมันในเลือดได้ การศึกษาชิ้นหนึ่ง ของมหาวิทยาลัยโอเรกอน พบว่าการกินน้ำมันปลาชนิดแคปซูล (เที่ยวเท่ากับเนื้อปลาแซลมอนแมคเคอเรล หรือซาร์ดีนสองขีด) ช่วยลดไขมันในเลือดได้น่าพอใจ

การศึกษาอีกชิ้นหนึ่งในมหาวิทยาลัยวอชิงตันบอกให้เรารู้ว่า หากให้อาสาสมัครกินอาหารทะลซีฟู้ดทั้งหลาย ดังที่เอ่ยนามข้างต้น แทนเนื้อหมู วัว ไก่ ไข่ นม ดังที่เคยกิน วันละสองมื้อ ติดต่อกันเป็นเวลาสองสัปดาห์ จะทำให้ไขมันในเลือดลดได้ ในอาสาสมัคร 61%

หรือง่ายที่สุด ลดอาหารไขมัน ไขมันในเลือด ก็จะลดตามเป็นสัดส่วนกัน
จึงสรุปเพื่อการปฏิบัติได้ว่า คุณควรลดทั้งน้ำตาลของหวาน และไขมัน กับกินปลาทะเลที่ราคาไม่แพง เป็นแหล่งโปรตีน และกินผักเยอะๆ ดีที่สุดครับ

ไฟเบอร์เสริมสุขภาพหัวใจ

ผมเคยพูดถึงไฟเบอร์โดยละเอียดมาครั้งหนึ่งแล้ว (ตอนอาหารกับโคเบาหวาน) จึงขอกล่าวย่อๆ เพียงว่า ไฟเบอร์เป็นคาร์โบไฮเดรตประเภทที่สาม (หนึ่งคือ แป้ง สองคือน้ำตาล) พบมากในข้าวกล้อง ผักและผลไม้

สมัยก่อนเข้าใจว่ามันคือกากอาหารที่ไร้ประโยชน์ แต่การวิจัยใหม่ๆ บ่งชี้ว่าไฟเบอร์ในอาหารช่วยป้องกันโรคหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไฟเบอร์ชนิดละลาย

การศึกษาในประชากรกลุ่มใหญ่หลายกลุ่มให้ผลตรงกันว่า คนที่กินอาหารที่มีไฟเบอร์สูงจะลดอัตราเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจได้ ทั้งนี้เพราะอาหารที่มีไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ จะจับตัวกับกรดชนิดหนึ่ง ในทางเดินอาหาร ซึ่งกรดตัวนี้ถูกสร้างจากคอเลสเตอรอล เมื่อกรดถูกไฟเบอร์จับไว้ ร่างกายก็ไปถึงคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ออกมาใช้สร้างกรดนี้ใหม่ ทำให้คอเลสเตอรอลถูกใช้หมดไปเรื่อยๆ

ผลการศึกษาในประชากรขนาดใหญ่อีกสองชิ้นยังพบว่า คนที่ทานอาหารที่มีไฟเบอร์มากจะเกิดอาการความดันโลหิตสูง ได้ยากกว่าคนทั่วไป

ไฟเบอร์มี 2 ชนิด มีประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งคู่ แต่ชนิดที่ละลายน้ำช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ดีเป็นพิเศษ
คุณจะพบไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำในถั่วต่างๆ ผลไม้ ผัก และข้าวโอ๊ต ไฟเบอร์ละลายน้ำจะมีลักษณะเป็นเจลใส เมื่อละลายน้ำจะเห็นเป็นเมือก เช่นในผักหลายชนิด เจ้าเมือกที่ว่านี้เอง ทำหน้าที่ขัดขวางการดูดซึมของคอเลสเตอรอลผ่านผนังลำไส้

นอกจากนี้ เพคติน ยังเป็นไฟเบอร์ละลายน้ำที่หาง่ายอีกชนิดหนึ่ง เพคตินมีมากในผัก ผลไม้หลายชนิดที่เรารู้จักกันดี คือผักโขมกะหล่ำปลี มันฝรั่ง หัวหอม ถั่วพู ถั่วฝักยาว ถั่วเมล็ดชนิดต่างๆ และในผลไม้เช่น สัมเขียวหวาน สัมโอ แอปเปิ้ล กล้วย องุ่น แตงโม ฯลฯ

กล่าวได้ว่า หากคุณทานผักผลไม้ให้ได้วันละ 5 ถ้วย คุณจะได้ไฟเบอร์เพียงพอแน่นอนครับ และไม่จำเป็น ต้องซื้ออาหารเสริมมาทานเพราะเมื่อเทียบกับทานผลไม้สดหลากชนิด ผมว่าทานผลไม้ดีกว่าเยอะ เพราะได้วิตามินสารพัดชนิดเข้าไปด้วย และอุดมไฟเบอร์ทั้งชนิดละลายและไม่ละลาย ดีกว่าไฟเบอร์ชนิดซองแน่นอน จริงๆ นะครับ

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน 2542


โปรตีนกับโรคหัวใจ

อาหารโปรตีน หมายถึง อาหารจำพวกเนื้อหรือพืช ที่มีคุณค่าเทียบได้กับเนื้อ

คำว่าโปรตีนมาจากภาษากรีก Protos ซึ่งแปลว่า อันดับต้นและเป็นเยี่ยม และตามความจริง เราสามารถพบโปรตีนได้ ในทุกๆ เซลล์ในร่างกายนับเป็นสารสำคัญที่มีปริมาณมาก เป็นอันดับสองของร่างกายคนปกติ คิดเป็นสัดส่วนหนึ่งในห้าของน้ำหนักตัว

เช่นนี้แล้ว อาหารโปรตีนกับโรคหัวใจมีส่วนเกี่ยวพันกันบ้างไหม ?
โปรตีนเป็นองค์ประกอบหลักของกล้ามเนื้อ อวัยวะ กระดูก ผิวหนัง ฮอร์โมน บางชนิดและสารกระตุ้นปฏิกิริยาเคมีในร่างกาย หรือที่เรียกว่า "เอนไซม์"

ถ้ามองในแง่มุมของนักเคมี เปรียบเทียบโปรตีนกับผนังอิฐ ผนังอิฐประกอบด้วยอิฐก้อนเล็กๆ ก่อตัวเข้าด้วยกัน อาจเป็นอิฐชนิดเดียวกันหมด หรืออิฐหลายแบบคละเคล้ากัน
โปรตีนก็มีกรดอะมิโนเป็นองค์ประกอบย่อย ทำหน้าที่เสมือนอิฐในกำแพง แต่กรดอะมิโนที่มารวมตัวกัน เป็นโปรตีนนั้น มีถึง 23 ชนิด

ร่างกายมีโรงงานผลิตกรดอะมิโนได้เองถึง 15 ชนิดมีเพียง 8 ชนิดที่ผลิตเองไม่ได้ ต้องให้เราซื้อหามากินเข้าไป ในรูปของเนื้อสัตว์ หรือพืชและนม
โดยทั่วไปเนื้อสัตว์เป็นแหล่งโปรตีนสำคัญ โปรตีนมีมากในเนื้อสัตว์ แต่ก็มีน้อยในพืชหลายชนิด ถั่ว ผัก ข้าวกล้อง เพียงแต่โปรตีนจากพืชเป็นโปรตีนไม่สมบูรณ์คือ มีกรดอะมิโนไม่ครบทุกชนิด

พืชแต่ละชนิดจะขาดกรดอะมิโนต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น

พืช ขาดกรดอะมิโน
ข้าวโพด Threonine Tryptophan
ธัญพืช Lysine
ถั่วเม็ดและฝัก Methionine, Tryptophan
ข้าว Threonine Tryptophan
ถั่วเหลือง Methionine (มีต่ำ)

ดังนั้น ผู้ที่เลือกทานอาหารมังสวิรัติชนิดเคร่งครัดคือ ไม่ทานผลิตภัณฑ์จากสัตว์จำพวกนมเนยไข่ จะต้องมีความรู้ความเข้าใจและจัดอาหารโปรตีนจากพืชให้เหมาะสม ทานอาหารคละกัน เพื่อให้ได้กรดอะมิโนจากพืชครบถ้วนยกตัวอย่างเช่น ขนมปังมีเมโทโอนีนสูงแต่ไลซีนต่ำ พืชตระกูลถั่วมีไลซีนสูง เมโทโอนีนต่ำ เมื่อกินถั่วกับขนมปัง คุณก็จะได้รับกรดอะมิโนครบถ้วน และยังมีข้อดีเหนือกว่าเนื้อสัตว์เสียอีกดังจะกล่าวต่อไป

ผลของโปรตีนต่อโรคหัวใจเป็นอย่างไร ?
ผู้เชี่ยวชาญทางโภชนาการเห็นตรงกันว่า ถึงแม้โปรตีนจากสัตว์จะเป็นโปรตีนสมบูรณ์ คือ มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน แต่มันก็มีข้อด้อยตรงที่มักมีไขมันชนิดอิ่มตัวแทรกซอนอยู่ในเนื้อเยื่อ ซึ่งไขมันชนิดอิ่มตัวนี้เองเป็นศัตรูตัวร้าของหลอดเลือดและหัวใจ

ตัวอย่างเช่น เนื้อแดงคัดพิเศษ มีไขมันแทรกปน คิดเป็นพลังงานถึง 52% โดยประมาณ (อาหารที่ดีควรมีไขมันแทรกปน คิดเป็นพลังงานไม่เกิน 30% จะให้ดีควรมีเพียง 10-20%)

เราถูกสอนให้เชื่อกันมาผิดๆ ว่า ยิ่งกินเนื้อมากยิ่งแข็งแรง ความจริงกลับตรงข้าม การกินโปรตีนมากๆ โดยเฉพาะบางคน หลงเชื่อซื้อเนื้อสัตว์สกัดเข้มข้นมากินให้สิ้นเปลืองเงิน เพราะยังยึดถือความเชื่อผิดๆ

พิสูจน์แล้วว่าโปรตีนล้นเกินไม่ช่วยเพิ่มพลัง ไม่ช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ และไม่ช่วยเพิ่มความสามารถทางการกีฬา ตรงข้าม โปรตีนส่วนเกินจะถูกขับออกทางปัสสาวะ ทำให้ไตต้องทำงานหนัก และบางส่วนเปลี่ยนไปเป็นไขมัน สะสมไว้รอบพุงของคุณ
ยิ่งไปกว่านั้น อาหารโปรตีนสูง ทำให้เกิดการสูญเสียแคลเซียม ออกทางไต ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน

แหล่งโปรตีนสัตว์เช่น เคซีน (Casein) ในน้ำนม อาจเพิ่มปริมาณคอเลสเตอรอลได้ เพราะในนมมีไขมันอิ่มตัวปนมา ขณะที่ถั่วเหลืองซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนพืช มีส่วนผสมของไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งช่วยลดไขมันและคอเลสเตอรอล ชนิดเลวในเลือดได้บ้าง และยังมีสารซาโปนินส์ (Saponins) ซึ่งลดคอเลสเตอรอลได้เช่นกัน

ดังนั้นคนที่เสี่ยงต่อโรคหัวใจ ควรลดเนื้อสัตว์ นม เนย และทดแทนด้วยโปรตีนจากพืช
ไม่จำเป็นต้องทานโปรตีนมากมายนัก เพราะมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งต้องการโปรตีนเพียงไม่เกิน 60 กรัม หรือไม่ถึงขีด (หนึ่งขีด 100 กรัม)

แหล่งโปรตีนจากปลา

หากคิดถึงเนื้อสัตว์ จนเลือกเนื้อปลาเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะปลาทะเลลึก ซึ่งมีน้ำมันปลาที่มีคุณต่อหัวใจ
หลายปีมาแล้ว น้ำมันปลาได้ก่อความตื่นเต้นให้แก่วงการแพทย์ อันเนื่อมาจากการสำรวจสุขภาพของชาวเอสกิโม ซึ่งรับประทานปลาทะเลน้ำลึกเป็นอาหารหลัก

นักวิทยาศาสตร์ได้พบเรื่องแปลกประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ พบว่าชาวเอสกิโมป่วยเป็นโรคหัวใจน้อยมาก ในช่วงปี 1950-1974 โรงพยาบาลในกรีนแลนด์รายงานว่าประชากรในชุมชนเอสกิโม 1,800 คน ตายด้วยโรคหัวใจเพียงคนเดียว หากเปรียบเทียบกับชาวอเมริกันแล้ว ควรมีคนตายอย่างน้อยสี่สิบคน

ชาวเอสกิโมอยู่แถบขั้วโลกซึ่งอากาศหนาวเย็นตลอดปี พืชผักผลไม้หายาก ไม่มีตลาดสด ไม่มีแปลงผัก อาหารจึงหนักไปทางเนื้อสัตว์ (เนื้อปลา แมวน้ำ ปลาวาฬ) และขาดแคลนแป้ง เส้นใยกากาอาหาร วิตามินซี ฯลฯ ซึ่งจำเป็นต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด
แต่ชาวเอสกิโมในหมู่เกาะกรีนแลนด์ กลับมีระดับคอเลสเตอรอลชนิดเลวในกระแสเลือดต่ำกว่าคนทั่วไป แต่มีคอเลสเตอรอลชนิดดีหรือ HDL สูงน่าอิจฉา

ทำไมจึงแตกต่างกันมากมายเช่นนั้น?
บางคนอาจสงสัยว่า อาจเป็นเพราะชาวเอสกิโม ไม่มีลักษณะพันธุกรรมที่ดี
ไม่ใช่ครับ เมื่อนักววิทยาศาสตร์ไปเจาะเลือดชาวประมงญี่ปุ่น ซึ่งอยู่เหนือสุดและทานอาหารทะเลเป็นหลักเราก็พบว่า คนพวกนี้มีระดับคอเลสเตอรอลชนิดเลวเพียงน้อยนิดเหมือนกัน
แสดงว่าในปลาทะเลลึกต้องมีอะไรดี

เมื่อเวลาผ่านไป นักวิจัยสามารถสกัดสาร EPA และ DHA ออกมาได้ มันมีฤทธิ์ยับยั้งการทำให้เลือดแข็งตัว จึงลดปัญหาเลือดแข็งตัวอุดตันในหลอดเลือดได้
จนถึงวันนี้ มีการศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยมากพอที่จะเชื่อได้ว่า น้ำมันปลามีฤทธิ์ปกป้องหลอดเลือดและหัวใจ

ไม่จำเป็นต้องซื้อหาน้ำมันปลามารับประทานหรอกครับ เพราะมีการทดลองให้ผู้ป่วยกินน้ำมันปลา ปลาทั้งตัว หรืออาหารเสริมสำเร็จรูปที่มีน้ำมันปลาเป็นส่วนผสม พบว่าทั้งสามชนิดสามารถลดคอเลสเตอรอลชนิดเลว และลดระดับไขมันในเลือด และลดความดันเลือดได้ดีได้พอสมควร

การศึกษาโดยให้ผู้ป่วยความดันสูงกินปลาอินทรีย์ (ซึ่งให้ EPA ขนาด 2.2 กรัมต่อวัน) ติดต่อกัน 2 สัปดาห์ พบว่าความดันลดลงอย่างเห็นได้ชัด

นักวิทยาศาสตร์เยอรมันทดลองให้ปลากระป๋อง ที่ทำด้วยปลาแมคเคอเรล (คล้ายปลาทู) แก่อาสาสมัคร ที่เป็นโรคความดันและไม่ได้รับยาใดๆ จำนวน 24 คน พวกเขากินปลากระป๋องซึ่งอุดมด้วย Omega-3 วันละ 2 กระป๋อง ติดต่อกันสองสัปดาห์ หลังจากนั้นกินอาทิตย์ละ 3 กระป๋อง ต่อสัปดาห์อีก 8 เดือน พบว่าความดันสูงถูกควบคุมอย่างน่าพอใจ โดยไม่ต้องใช้ยา

สรุปได้ว่า ปลาทะเลในปริมาณพอเหมาะ ถือเป็นอาหารเสริมการรักษาโรคหลอดเลือดและหัวใจอีกชนิดหนึ่ง

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน 2542


วิตามินเกลือแร่

โรคเรื้อรังทั้งหลาย มีที่มาที่ไปซับซ้อนเกี่ยวพัน กับระบบอวัยวะหลายส่วน รวมถึงวิถีชีวิต เช่น การออกกำลังกาย การบริโภค การพักผ่อน และสิ่งแวดล้อม
ความเกี่ยวพันเหล่านี้เป็นสิ่งที่มนุษย์ยังเรียนรู้ได้ไม่หมด และบางทีอาจเกินกว่าความรู้ความเข้าใจของเราในช่วงเวลาใกล้ ๆ นี้

ร่างกายของมนุษย์เป็นแหล่งรวมของปฏิกิริยาเคมีมากมายมหาศาล โดยมีวิตามินเกลือแร่เป็นตัวสนับสนุนการทำงาน ร่างกายต้องการวิตามินเกลือแร่เพื่อปฏิบัติภารกิจมากมายอย่างเหลือเชื่อ

ในช่วงศตวรรษที่ 20 ตำราการแพทย์แผนปัจจุบัน บอกพวกเราว่า มนุษย์ได้รับวิตามินเกลือแร่เพียงพอจากอาหาร ที่รับประทานประจำวัน ขอแต่เพียงกินอาหารครบห้าหมู่ ฟังดูเหมือนเป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ผีร้าย สะท้อนความคิดระนาบเดียวคือ คิดว่ามนุษย์ทุกคนเท่ากัน ต้องการทุกสิ่งเหมือนกัน ไม่มีความแตกต่างในแต่ละบุคคล ขณะที่นักวิชาการรุ่นหลัง เชื่อว่าร่างกายความต้องการวิตามินในมนุษย์แต่ละคนแตกต่างกันไป ตามองค์ประกอบภายในร่างกายและสภาวะแวดล้อมของคนนั้นๆ นักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง ดร.โรเจอร์ วิลเลียมส์ เรียกมันว่า "ภาวะทางชีวเคมีเฉพาะบุคคล" (Biochermical Indivduality) ซึ่งความคิดนี้ได้รับการสนองตอบทั้งในวงการแพทย์ทางเลือก และการแพทย์แผนปัจจุบัน

พร้อมๆ กันนั้นได้เกิดเสียงโต้แย้งจากนักวิชาการรุ่นใหม่ว่า อาหารทุกวันนี้มีคุณค่าทางโภชนาการลดน้อยลงอย่างน่าตกใจ การขาดไอโอดีนจนเกิดโรคคอพอก ขาดโฟเลตจนทารกสมองพิการ ก็เคยเกิดในประชากรโลกมาแล้ว และยังเป็นจริงจนทุกวันนี้ นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มเชื่อมั่นว่า การขาดวิตามินเกลือแร่ กำลังเป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพมนุษย์รุ่นใหม่ การกินข้าวขัดขาวของชาวโลกใน 100 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดการขาดวิตามินบีและวิตามินอีอย่างเรื้อรัง ผลที่ตามมาคือ โรคหัวใจและโรคเสื่อมอื่น ๆ

ทั้งจากผลการศึกษา และความเห็นของนักวิชาการหลายท่าน ในอีกมุมมอง เชื่อว่ามนุษย์ส่วนใหญ่กำลังต้องการวิตามิน ในปริมาณสูงขึ้นกว่าอดีตเพราะ

หนึ่ง อาหารการกินปัจจุบัน เน้นไปทางความอร่อย ให้พลังงานจากไขมัน โดยมีวิตามินเกลือแร่ต่ำบ้างสูงบ้าง ในลักษณะไม่สมดุล อาหารสำเร็จรูปที่ผลิตทางอุตสาหกรรมมักขาดคุณภาพ

มีการศึกษาคุณค่าของอาหารเมื่อร้อยปีที่แล้วเทียบกับอาหารรุ่นใหม่ พบว่ามีคุณค่าลดลงน่าตกใจ ลองทบทวนอาหารสามมื้อที่ผ่านมาของคุณดูสิครับ มื้อเช้าอาจเป็นแซนด์วิชกับกาแฟซึ่งไร้คุณค่า มื้อเที่ยงเป็นข้าวแกงชุ่มกะทิ และมื้อเย็นเป็นข้าวมันไก่มีแตงกวา 4 แว่นบางๆ การทานผัก ให้ได้วันละ 5 ถ้วยดูจะห่างไกล
แล้วอย่างนี้จะได้วิตามินเกลือแร่ครบถ้วนมาจากไหน

สอง สภาพสังคมสิ่งแวดล้อมยุค ใหม่บังคับให้ร่างกายต้องใช้วิตามินเกลือแร่ในปริมาณมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นอากาศเสียดึงวิตามินอีและซีจากเลือดปริมาณสูง ความเครียดใช้วิตามินซีและบีมากเป็นพิเศษ สีผสมอาหาร และวัตถุกันเสียมีคุณสมบัติยับยั้งการทำงานของวิตามินบี 6 และโฟเลตขณะที่โลหะหนักจะไปรบกวนการทำงานของแร่ธาตุจำเป็น อาหารยุคใหม่ที่หนักโปรตีนเร่งการขับแคลเซียมจากร่างกาย เช่นนี้เป็นต้น

สาม นักวิชาการบางกลุ่มมองเห็นว่า มาตรฐานปริมาณวิตามินเกลือแร่ที่ควรได้รับต่อวันหรือค่า Standard RDA ที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ โบราณเกินไป ต่ำเกินไป ไม่เหมาะสมกับสภาพชีวิตที่แท้จริง ขณะที่หน่วยงานเชี่ยวชาญเฉพาะ เริ่มประกาศค่า RDA ใหม่เช่น มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย แนะนำปริมาณแคลเซียมขนาดเหมาะสมสำหรับหญิงวัยทอง เพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุนไว้ถึง 2,400 มิลลิกรัม ขณะที่มาตรฐาน RDA ของไทยแนะนำไว้เพียง 800 มิลลิกรัม

บทความชิ้นนี้ มิได้บอกคุณผู้อ่านให้ไปซื้อหาวิตามินเกลือแร่ อาหารเสริมมารับประทาน แต่อยากให้พึงตระหนักคุณค่าทางโภชนาการ ของอาหารในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น ถามตัวเองว่าโรคเรื้อรังที่กำลังเป็น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกินอะไรตามใจปากหรือไม่ ?

แนวคิดการแพทย์ทางเลือกเชื่อว่า ร่างกายควรได้รับวิตามินซี อี และเบต้าแคโรทีนซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมากขึ้น และให้บทบาทแก่ผู้ป่วยในการพิจารณาปรับเพิ่มลดวิตามินเกลือแร่ ให้เหมาะสมกับรูปแบบชีวิตของตนเอง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ที่หมดหวังจากแพทย์แผนปัจจุบัน

วันนี้ ท่าทีการแพทย์แบบแผนเริ่มเปลี่ยนไป หันมายอมรับการใช้วิตามินเกลือแร่เป็นส่วนหนึ่ง ของการป้องกันรักษาโรคบ้างแล้ว ดั้งนั้นจึงเป็นเรื่องชอบธรรม ที่ผู้วยควรได้รับข้อมูลเกี่ยวกับวิตามินเกลือแร่ที่มีต่อโรคหลอดเลือดและหัวใจ เพื่อประกอบการตัดสินใจ และมีส่วนร่วมในการดูแลตนเอง

ผมจะพยายามให้ข้อมูลทั้งเก่าและใหม่บวกและลบ และจะพยายามแสดงความเชื่อถือทางวิชาการของข้อมูลแต่ละชิ้น โดยการอ้างอิงงานวิจัยเท่าที่จะทำได้

บทบาทของวิตามินเกลือแร่

วิตามินเป็นสารเคมีอินทรีย์ที่พบทั้งในพืชและสัตว์ กล่าวโดยรวมว่าร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินเกลือแร่ได้เอง เราจึงจำต้องกินเข้าไปในรูปของอาหารประจำวัน และบางกรณีอาจเป็นในรูปของวิตามินชนิดเม็ดเสริมพิเศษ

ประมาณว่า มีวิตามินอย่างน้อย 14 ชนิดที่มีบทบาทสำคัญต่อชีวิต และยังมีสารสำคัญอื่นๆ อยู่ระหว่างศึกษาหาความสัมพันธ์ต่อสุขภาพ

วิตามินเกลือแร่แต่ละชนิดล้วนมีบทบาทเฉพาะของตัวเอง บ้างทำงานเดี่ยว บ้างเสริมฤทธิ์กัน การขาดวิตามินสามารถส่งผลให้เกิด ความผิดปกติในร่างกายอย่างช้าๆ และไม่รู้ตัว อาจรุนแรงถึงชีวิตได้

ยกตัวอย่างเช่น หากคุณได้รับวิตามินดีต่ำ จะมีผลต่อการดูดซึมใช้ประโยชน์ของแคลเซียม ผลที่ตามมาคือ โรคกระดูกพรุน ถ้าเกิดในเด็กที่กำลังเจริญเติบโต โครงกระดูกอาจผิดรูปเป็นโรคที่เรียกริคเก็ตส์ (Rickets) วิตามินบ้างตัวเช่นวิตามินอีและบี 6 มีผลต่อทุกเซลล์ในร่างกาย ทำให้สุขภาพโดยรวมเสื่อมถอยพร้อมๆ กันโดยไม่มีอาการโรคเฉพาะด้าน จึงยากที่จะบอกได้ว่าใครบ้างอยู่ในภาวะขาดวิตามินอีและบี 6

เกลือแร่ต่างจากวิตามินตรงที่ว่า ตัวมันเป็นสารอนินทรีย์โดยธรรมชาติ พบในชั้นของเปลือกโลก มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป

สิ่งมีชีวิตทั้งหลายในโลก ล้วนมีวิวัฒนาการมาจากทะเล ซึ่งเป็นแหล่งรวมของแร่ธาตุนานาชนิดจนได้รับการขนานนามว่า "น้ำซุปแห่งสารเคมี" สิ่งมีชีวิตเริ่มต้น ได้ดึงแร่ธาตุจากน้ำซุป แห่งสารเคมีมาใช้เป็นองค์ประกอบของร่างกาย มนุษย์ต้องการสารเคมีกว่า 66 ชนิด มี 22 ชนิดที่ถือว่าจำเป็นยิ่ง 7 ชนิด เป็นพวกที่ต้องการในปริมาณมากคือ แคลเซียมคลอไรด์ แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม โซเดียมและกำมะถัน ที่เหลือเป็นพวกที่เราต้องการในปริมาณไม่มากนัก (แต่จำเป็นต้องได้รับ) เรียก Trace elements

ความที่แร่ธาตุที่จำเป็นบางตัว ร่างกายต้องการเพียงวันละเล็กน้อย ทำให้เจ้าของร่างไม่ใส่ใจนักจนอาจขาดแคลนถึงขั้นก่อโรคได้

หากเราสนใจสุขภาพหลอดเลือดและหัวใจ เราต้องทำความเข้าใจบทบาททั้งของวิตามินและเกลือแร่อย่างถ่องแท้ เท่าที่ข้อมูลปัจจุบันจะหาได้และความจริงที่ต้องยอมรับคือ นักวิทยาศาสตร์ยังเข้าใจบทบาทปฏิกิริยาเคมีในร่างกายน้อยมาก และอาจไม่สามารถเรียนรู้เพิ่มมากนักในสิบปีข้างหน้า

สารสำคัญที่เราพบบทบาทต่อสุขภาพหลอดเลือดและหัวใจ ได้แก่ สารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ อาทิ เช่น วิตามินอี ซี เบต้าแคโรทีน สังกะสีและซีลีเนียม นอกจากนี้ยังมีวิตามินบี 6 ไนอาซีน โซเดียม โปแตสเซียม และแมกนีเซียม

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน 2542


บทบาทวิตามิน

เราเรียนรู้บทบาทของสารอาหารหลายชนิด ที่มีต่อสุขภาพหลอดเลือดและหัวใจแล้วในหลายอาทิตย์ที่ผ่านมา ต่อไปนี้ผมจะแสดงรายละเอียดของวิตามินตัวสำคัญกับโรคหัวใจ ดังนี้

วิตามินที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

วิตามินพวกนี้ได้แก่ วิตามินอี วิตามินซี วิตามินคิว และวิตามินเอจากพืชที่เรียกว่า เบต้าแคโรทีน

ผลการศึกษาหลายชิ้น ให้เงื่อนงำไปในทิศทางเดียวกันว่า วิตามินที่มีพฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีความหมายเป็นพิเศษ ในการต้านโรคหลอดเลือดและหัวใจหรือทำให้โรคเบาบางลงได้ โดยวิตามินเหล่านี้จะจับกับอนุมูลอิสระตัวร้าย

ร้ายอย่างไร ?
มันสามารถทำให้น้ำมันเหลวในเลือดเปลี่ยนสภาพเป็น ก้อนไขมันเหนียวหนืดคล้ายโคลน ติดเกรอะกรังในหลอดเลือด ขัดขวางการเดินทางของเลือด
มันสามารถทำให้ผนังเซลล์หลอดเลือดชั้นในเกิดเป็นแผล กลายเป็นแหล่งเกาะของตะกรันในเลือด
มันทำให้เกิดการเสื่อมของอวัยวะทุกชนิด

งานวิจัยชิ้นหนึ่ง ที่ศึกษาบทบาทของสารต้านอนุมูลอิสระต่อโรคหัวใจ โดยโจแอนน์ แมนสัน และชาร์ลส์ เฮนเนเคนส์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้วิจัยติดตามผลของการเลือกกินอาหารและวิตามินของพยาบาล 87,000 คน ติดต่อกันนานกว่า 10 ปี พบว่า พยาบาลที่กินผักสีเขียว หรือส้มแดง (ซึ่งอุดมเบต้าแคโรทีน) ในปริมาณสูง จะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจลดลง 22% และคนที่กินวิตามินอีสูง จะเสี่ยงต่อโรคหัวใจลดลงถึง 35%
นี่เองที่นักโภชนาการพูดเสมอว่า "คุณเป็นเช่นที่คุณกิน"

วิตามินทั้งสี่ตัว มีคุณต่อผู้ป่วยโรคหัวใจหลายประการ วิตามินอี คิว และเบต้าแคโรทีน ละลายได้ดีในไขมัน จึงต้านอนุมูลอิสระในร่างกายส่วนที่เป็นไขมันได้ดีเป็นพิเศษ ขณะที่วิตามินซีละลายในน้ำ จึงทำงานในร่างกายส่วนที่เป็นน้ำ

วิตามินอี

วิตามินอีมีไม่มากนักในอาหารธรรมชาติ ควรกินขาวซ้อมมือแทนข้าวขัดขาวและวิตามินอีจะทำงานดี เมื่อวิตามินซีและซีลีเนียมเพียงพอ

หากต้องการวิตามินอีจากแหล่งธรรมชาติ คุณต้องกินเมล็ดพืชให้มากขึ้น เพราะวิตามินอีมีในน้ำมัน จากเมล็ดพืชบางชนิด ลูกนัท ลูกก่อ แปะก้วย ธัญพืช ข้าวซ้อมมือ น้ำมันเมล็ดทานตะวัน หัวมันเทศ แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนบอกว่า วิตามินในแหล่งธรรมชาติไม่เพียงพอที่จะแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ เพราะหากคุณต้องการอนุมูลอิสระ คุณต้องใช้วิตามินอีสูงถึง 200-400 มิลลิกรัมต่อวัน คุณหลีกไม่พ้นวิตามินอีแคปซูล

ประโยชน์หลักคือ เป็นตัวต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญของร่างกาย ปกป้องผนังเซลล์ป้องกันโรคหัวใจ (โดยเฉพาะในผู้หญิง) ป้องกันเลือดแข็งตัวผิดปกติ

ทุกวันนี้ ข้าวขัดขาวที่เรากิน จะถูกขัดวิตามินอีและบีออกไป จนแทบไม่มีเหลือ จึงไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่จะขาดวิตามินอี
น้ำมันพืชที่ผลิตเชิงอุตสาหกรรม ก็สกัดวิตามินอีออกไป ในกระบวนการผลิตเช่นกัน ส่วนที่สกัดถูกนำไปขายต่อโรงงานผลิตวิตามินอี

การแพทย์ทางเลือก แนะนำวิตามินอีชนิดแคปซูลขนาด 600 หน่วย วันละครั้ง สำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดและหัวใจ

วิตามินซี

วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตัวเก่ง ที่ทำหน้าที่ในเซลล์ส่วนที่เป็นน้ำ วิตามินซีเป็นสารอาหารที่จำเป็นมากสำหรับมนุษย์ แต่ไม่จำเป็นสำหรับสัตว์ส่วนใหญ่และพืช เพราะมีนสามารถสังเคราะห์วิตามินซีได้จากน้ำตาลกลูโคส พบว่าคนราว 25% ได้รับวิตามินซีต่อวันต่ำกว่าปริมาณขั้นต่ำ ที่วงการแพทย์ยอมรับ

แหล่งวิตามินซีในอาหารพบในผลไม้รสเปรี้ยวหลากหลาย เช่น ฝรั่ง มะนาว และส้มทุกชนิด แต่น่าสังเกตว่า ผลไม้รสเปรี้ยวอาจไม่มีวิตามินซีก็ได้ ดูตาราง

ประเภทของอาหาร ปริมาณวิตามินซี
(มิลลิกรัม)
มะละกอ 1 ผล (ขนาดกลาง) 188
ฝรั่ง 1 ผล (ขนาดกลาง) 165
น้ำส้มคั้น 1 แก้ว (ใหญ่) 97
สตรอว์เบอร์รี่ 1 ถ้วย 85
แคนตาลูป 1 ถ้วย 68
มะม่วง 1 ผล (ขนาดกลาง) 57
น้ำมะเขือเทศ 1 แก้ว (ขนาดกลาง) 33
เนื้อเงาะโรงเรียน 1 ขีด 2
เนื้อมังคุด 1 ขีด 0

ข้อควรรู้ คนแก่ที่สุขภาพดีร้อยละยี่สิบ และคนหนุ่มร้อยละ 68 มีเม็ดเลือดขาวอ่อนแออันเกิดจากได้รับวิตามินซีไม่เพียงพอ

วิตามินถูกทำลายได้ง่ายด้วยความร้อน ความชื้นและแสง ดังนั้นการถนอมอาหาร เช่น ตากแห้ง ขัดล้างให้ดูสะอาดสวยงาม การกวน เชื่อม และการปรุงอาหารตามกรรมวิธีปกติ ทำให้วิตามินซีเสียไปได้

การแพทย์ทางเลือก แนะนำวิตามินซีชนิดเม็ดขนาด 1 กรัม วันละ 3 เม็ด สำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดและหัวใจ

เบต้าแคโรทีน

เบต้าแคโรทีน เป็นสารตั้งต้นเพื่อร่างกายนำไปสร้างวิตามินเอ กล่าวได้ว่า เป็นวิตามินเอจากพืช มันมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระดีมาก เชื่อว่าอาหารที่อุดมด้วยเบต้าแคโรทีน จะช่วยปกป้องมนุษย์ จากโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และต้อกระจก

เบต้าแคโรทีนมีมากในผักสีเขียวและเหลือง เช่น แคร์รอต ฟักทอง บร็อกโคลี กะหล่ำปลี ข้าวโพด ถั่ว ผักขม กะหล่ำดอก มะเขือเทศ ยอดแค ใบกระเพรา ขี้เหล็ก ใบยอ ผักคะน้า ผลไม้เช่น ส้ม มะละกอ แตงโม มะม่วงสุก กล้วยไข่ ทุเรียน มะปรางสุก

เบต้าแคโรทีนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายได้ในน้ำมัน จึงแสดงบทบาทต้านอนุมูลอิสระในของเหลวที่เป็นน้ำมัน เหมือนฤทธิ์วิตามินอีแต่ฤทธิ์อ่อนกว่าวิตามินซี
เบต้าแคโรทีนสามารถสะสมที่ผิวหนัง การกินแคร์รอต หรือมะละกอมากๆ อาจทำให้ตัวเหลืองเป็นพระสังข์ทอง แต่ไม่มีอันตรายเมื่อหยุดกิน อาการตัวเหลืองจะหายไปเอง
ไม่ควรซื้อเบต้าแคโรทีนชนิดเม็ดมากิน ควรกินอาหารธรรมชาติจะดีกว่า

วิตามินคิว

เรียกอีกอย่างว่า โคเอ็นไซม์คิว-10 เป็นวิตามินคิวใหม่ ที่กำลังเป็นที่กล่าวขวัญในหมู่แพทย์และนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ในแง่การป้องกันและรักษาโรคหัวใจพบว่าผู้ป่วย 70% มีอาการดีขึ้นจากโรคหัวใจ ปัจจุบันวิตามินคิวเป็นยาตามใบสั่งแพทย์ ที่มีขายในหลายประเทศ

พบวิตามินคิวได้ในน้ำมันปลา ปลาทะเลลึก เช่น ปลาซาร์ดีน อาหารทะเล เครื่องในสัตว์เฉพาะส่วนหัวใจ ตับ และเซ่งจี้ ถั่วลิสง และน้ำมันถั่วเหลือง แต่อาจมีประมาณไม่มากนัก
ประโยชน์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ของกล้ามเนื้อหัวใจ ลดปัญหาการอุดตันในเส้นเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงหัวใจ
หากขาดวิตามินคิวจะเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจหลายชนิด

การทานอาหารอุดมวิตามินอี หรือซีลีเนียม สามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างวิตามินคิวขึ้นในร่างกายได้

ขนาดที่ใช้ป้องกันโรคเจ็บหน้าอกแองไจน่าในญี่ปุ่นคือ 30-60 มิลลิกรัมต่อวัน

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม 2542


วิตามินคิว

อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้เสนอบทบาทของวิตามินอี ซี คิว และเบต้าแคโรทีน ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เพื่อนในวงการแพทย์หลายคนบอกว่า สนใจความรู้เกี่ยวกับวิตามินคิว เพราะเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ อยากให้เขียนละเอียดกว่านี้

ครับ อาทิตย์นี้จึงขอพูดถึงวิตามินคิวกับโรคหัวใจโดยละเอียด อะไรคือ วิตามินคิว ? คุณจะหาทานได้จากที่ไหน ? คุณได้รับเข้าร่างกายเพียงพอหรือยัง ?

วิตามิน Q

เป็นวิตามินที่กำลังกล่าวขวัญในหมู่แพทย์รุ่นใหม่ และนักวิทยาศาสตร์ในวงการวิจัยในแง่การป้องกัน และรักษาโรคหัวใจ

ดร.คาร์ล โฟล์กเกอร์ มหาวิทยาลัยเท็กซัส กล่าวว่า "ข้าพเจ้าเชื่อว่าปัญหาในระบบเลือดและหัวใจ ล้วนเป็นผลมาจากการขาดวิตามินคิว"

สารานุกรมวิตามินและเกลือแร่ ได้กล่าวถึงวิตามินคิวไว้ว่า
"...โคเอ็นไซม์คิว-10 หรือวิตามินคิวเป็นส่วนหนึ่ง ของระบบการทำงานเพื่อส่งผ่านอิเล็คตรอนให้ไหลตลอด ไมโตคอนเดรียในเซลล์ ในขบวนการสร้างพลังงานของสิ่งมีชีวิต จึงเป็นสารสำคัญยิ่งทางชีวเคมี มีการค้นพบความสัมพันธ์ ระหว่างโคเอ็นไซม์คิว-10 และวิตามินอี ซึ่งตามความจริง ทั้งสองทำหน้าที่แตกต่างกันมาก อาจพบภาวะขาดโคเอ็นไซม์คิว-10 ได้ในคนทั่วไป

การศึกษาเบื้องต้นบ่งชี้ว่า โคเอ็นไซม์คิว-10 อาจมีประสิทธิภาพสูงในการรักษาโรค รวมถึงการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในช่วงเวลานี้ คือผลกระทบต่อระบบเลือดและหัวใจ การศึกษาบางชิ้นตรวจพบว่า โคเอ็นไซม์คิว-10 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ และลดปัญหาการอุดตันในเส้นเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงหัวใจ..."

อ่านแล้วอย่าเพิ่งงงภาษาทางวิชาการนะครีบเวียนหัวนักก็ผ่านไปก่อน

คนทั่วไปอาจรู้จักวิตามินเอ บี ซี ดี ขณะที่ชื่อวิตามินคิว ยังไม่คุ้นหูหรือไม่เคยได้ยินด้วยซ้ำ แต่ในอนาคต ผมเชื่อว่าลูกหลานของเราจะรู้จักวิตามินคิว เพราะมันเป็นสารสำคัญอีกชนิดหนึ่งที่ช่วยต้านโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะโรคหัวใจ

วิตามินคิว เป็นสารธรรมชาติที่มีในอาหารบางชนิด เช่น อาหารทะเล และสามารถผลิตโดยร่างกายของเราเองได้อีกด้วย

วงการแพทย์ในหลายประเทศใช้วิตามินคิว รักษาโรคชราเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ เป็นต้น ประมาณกันว่า แพทย์สั่งจ่ายวิตามินคิวสำหรับคนไข้โรคหัวใจแล้วกว่า 40 ล้านรายทั่วโลก

ในอิสราแอล น.พ.ยาคอฟ กินดิน แห่งโรงพยาบาลแคปแลน เยรูซาเลม กล่าวว่า แพทย์ที่นั่นใช้วิตามินคิวในแผนกโรคหัวใจเป็นการประจำ

วิตามินคิวทำงานอย่างไร ?

แม้เราจะค้นพบว่า วิตามินคิวมีความสำคัญต่อร่างกาย แต่เรายังไม่สามารถชี้ให้ชัดถึงการทำงานได้

อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลมากพอที่จะบอกได้ว่า วิตามินคิวทำตัวเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ คล้ายวิตามินอี โดยมันจะป้องกันไม่ให้โมเลกุลของไขมันถูกทำลายเสียหาย จึงช่วยรักษาผนังเซลล์ให้คงอยู่
วิตามินคิวทำหน้าที่จุดประกายให้เครื่องจักรทำงาน คล้ายกับเป็นหัวเทียนในรถยนต์
ถ้าดึงหัวเทียนออกจากเครื่อง รถก็ดับ

มนุษย์ก็เช่นกัน หากขาดวิตามินคิว พลังงานในร่างกาย จะขาดไปถึง 80% ตามประมาณการของ ดร.บรูซ เอมส์

เราพบวิตามินคิวมากในเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เพราะหัวใจต้องใช้พลังงานมาก
โชคร้ายสำหรับมนุษย์ เราพบว่าร่างกายผลิตวิตามินคิวได้น้อยลง หลังวัยยี่สิบกว่าๆ และเมื่อถึงวัยกลางคน เรามักจะขาดวิตามินคิวกันทั้งนั้น จึงไม่แปลกที่วัยนี้แหละ โรคหัวใจเริ่มถามหา

วิตามินคิวกับคุณประโยชน์

ปกป้องหลอดเลือดแดง

วิตามินคิวช่วยยับยั้งไม่ให้คอเลสเตอรอล จับตัวเป็นก้อนแข็งในเส้นเลือด ความสามารถของวิตามินคิว แรงกว่าวิตามินอีและเบต้าแคโรทีน นี่เป็นผลการศึกษาของบาลซ์ ไฟร์ แห่งมหาวิทยาลัยบอสตัน

วิตามินในเซลล์ถูกใช้หมดอย่างรวดเร็วก่อนวิตามินอื่น ดังนั้นการบริโภคสารอาหารที่มีวิตามินคิวมากๆ จึงเป็นสิ่งดี
คนที่กินปลาซาร์ดีนหรือปลากระป๋องมากกว่าสองครั้งต่อสัปดาห์ จะได้รับน้ำมันปลาซึ่งมีวิตามินคิวสูงกว่าคนทั่วไป และมีการศึกษาที่บอกให้รู้ว่าคนที่ทานปลาทะเลบ่อยๆ มีอายุยืนกว่าคนทั่วไป

ป้องกันหัวใจล้มเหลว

หัวใจล้มเหลว หมายถึง ภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจ อ่อนแออย่างแรงจนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ มันเป็นอาการที่น่ากลัวและเป็นอันตรายสูงสุดในผู้สูงอายุ หัวใจจะมีขนาดใหญ่ขึ้น (ที่เรียกกันว่า "หัวใจโต") แต่กำลังสูบฉีดโลหิตกลับลดลง ทำให้เลือดไปเลี้ยงร่างกายได้ไม่เต็มที่ เกิดอาการอ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง

ดร.คาร์ล โฟล์กเกอร์ ผู้อำนวยการสถาบันไบโอเมดิคัล รีเสิร์ซ แห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัสเชื่อว่า โรคเลือดและหัวใจ ที่กำลังระบาดอยู่ขณะนี้เป็นผลจากการขาดวิตามินคิวในหมู่ประชากร เขาได้ทำการวิจัยเฉพาะเรื่องวิตามินคิวมากกว่า 10 ชิ้น ตั้งแต่ปี 1957 เป็นต้นมา เขาสามารถทำให้คนไข้โรคหัวใจสามในสี่ มีอาการดีขึ้นชัดเจนโดยการจ่ายวิตามินคิว

มีการศึกษาประโยชน์ของวิตามินคิวในคนไข้ชาวอิตาเลียน กว่า 2,500 ราย พบว่า ประมาณ 80% อาการโรคหัวใจดีขึ้น (ผู้ป่วยอายุเฉลี่ย 69 ปี) โดยการรับประทานวิตามินคิววันละ 100 มิลลิกรัม

และการศึกษาตามมา พบว่าวิตามินคิวขนาด 50 ม.ก.ต่อวัน เป็นเวลา 4 สัปดาห์ช่วยบรรเทาอาการหัวใจล้มเหลว และทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น ลดเวลาที่ต้องนอนโรงพยาบาล ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยทุกคนชอบเพราะไม่มีที่ไหนสุขเท่าบ้านของเราเอง

ในญี่ปุ่นมีการใช้วิตามินคิวตั้งแต่ 37 ปีที่แล้ว มีการทำการวิจัยไว้ถึง 25 ชิ้น พบว่าผู้ป่วย 70% มีอาการดีขึ้นจากโรคหัวใจ ปัจจุบันวิตามินคิวเป็นยาตามใบสั่งแพทย์ที่มีขายทั่วไป บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งสังเคราะห์และผลิตวิตามินคิวจำหน่ายทั่วโลก

แหล่งวิตามินคิว

อาหาร วิตามินคิวในน้ำมันปลา ปลาทะเลลึก เช่นซาร์ดีน (ซึ่งก็คือปลากระป๋องนี่เอง) อาหารทะเล ถั่วลิสง และน้ำมันถั่วเหลือง แต่อาจมีปริมาณไม่มากนัก อันที่จริง เครื่องในสัตว์เฉพาะส่วนหัวใจ ตับและเซ่งจี้ ก็มีวิตามินคิว แต่มันมีคอเลสเตอรอลสูงด้วย
การทานอาหารอุดมด้วยวิตามินอี หรือซีลีเนียม สามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างวิตามินคิวขึ้นในร่างกายได้

อาหารเสริม ผมไม่แน่ใจว่ามีวิตามินคิว ในรูปอาหารเสริมขายในเมืองไทยหรือไม่แต่เวลาไปนอก เพื่อนๆ ที่เป็นแพทย์มักฝากซื้อวิตามินคิวใช้ วิตามินคิวเกือบทั้งโลกผลิตในญี่ปุ่น

ควรทานมากน้อยเพียงใด ? ขนาดมาตรฐานที่แนะนำคือ 3 ม.ก.ต่อวัน (โดยเฉพาะคนอายุเกินห้าสิบ เพราะคนวัยนี้ร่างกายแทบเลิกสร้างวิตามินคิวแล้ว)

ขออนุญาตแนะนำสักนิดว่า การที่วิตามินคิว ช่วยป้องกันคุณจากโรคหัวใจ มิได้หมายความว่า คุณจะปล่อยชีวิตสำมะเลเทเมาแล้วกลับบ้านมารับประทานวิตามินคิว 1 เม็ด ด้วยความหวังว่า ทุกอย่างจะกลับเป็นปกติสุขคุณต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ที่บ่อนทำลายร่างกาย หมั่นดูแลสุขภาพของคุณเสมอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่เหมาะสม พักผ่อนเพียงพอ ทำจิตใจให้ผ่องใส ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ร่างกายของคุณต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่องและจริงจังครับ

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม 2542


วิตามินบี

คุณจำได้ไหมครับ ผมเคยกล่าวถึง ความเห็นของมูลนิธิซุธแห่งแคนาดากับปัญหาการขาดวิตามินบีเรื้อรังว่า ประชากรในโลกระยะร้อยปีมาที่ผ่านมาได้สูญเสียแหล่งกักตุนวิตามินบี และอีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะข้าวถูกสีจนวิตามินบีและอีหลุดหายไป ส่งผลให้ประชากรมีปัญหาสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ที่เห็นได้ชัดคือ โรคหัวใจและหลอดเลือด อันเนื่องจากการขาดวิตามินบีและอี

การแพทย์ทางเลือกก็ให้ความสำคัญกับวิตามินบี และโรคหัวใจไม่น้อยเลย

วิตามินบี เป็นคำเรียกวิตามินกลุ่มหนึ่งที่ละลายน้ำได้ แต่ไม่รวมวิตามินซี เป็นคำเรียกง่ายสำหรับนักวิทยาศาสตร์ในอดีต โดยที่ถือหลักว่า วิตามินกลุ่มนี้มักอยู่ร่วมในตับสกัด ซึ่งสามารถจำแนกย่อยได้เป็นวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 ไพริดอกซิน กรดโฟลิก กรดแพนโทธีนิค ไบโอติน

สารทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนละลายน้ำได้พบในน้ำสกัดจากตับ เราเลยตั้งชื่อเหมาะโหลว่า วิตามินบีรวม แต่อันที่จริง โครงสร้างทางเคมีไม่เกี่ยวกันเลย
ทุกตัวสำคัญต่อชีวิตมากครับ

วิตามินบี ยังมีผลต่อการทำงานของระบบประสาทและสมอง มันถูกทำลายง่ายหากคุณต้มหรือผัดผักนานเกินไป หรือใส่น้ำมากๆ

การที่จะอธิบายว่า วิตามินบีมีผลต่อโรคหลอดเลือด และหัวใจได้อย่างไร เราต้องทำความรู้จักกับโฮโมซีสเทอีน เป็นอันดับแรก

ทฤษฎีโฮโมซีสเทอีน (Homocysteine theory)

สาเหตุของโรคหลอดเลือดแดงแข็ง อันเป็นปฐมเหตุของโรคหัวใจหลายชนิด ยังไม่เป็นที่กระจ่างทางวิชาการนักว่า ทำไม อะไร คือต้นเหตุที่แท้จริง ที่ทำให้เกล็ดเลือดและคอเลสเตอรอลมารุมเกาะที่ผนังหลอดเลือด
ภาวะผนังหลอดเลือดเสื่อม เชื่อว่าโดยภาพรวม มีสาเหตุคล้ายคลึงกับโรคเสื่อมทุกชนิด เหตุปัจจัยมักเกี่ยวพันกับกรรมพันธุ์ และสิ่งแวดล้อม

ทฤษฎีโฮโมซีส ถือกำเนิดโดยศาสตราจารย์ทางพยาธิวิทยา คิลเมอร์ แม็กคัลลีย์ แห่งคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขามีแนวคิด บาดแผลเริ่มต้นในหลอดเลือดแดง เกิดจากการสะสมของพิษที่เป็นกรดอะมิโนตัวหนึ่ง ชื่อ "โฮโมซิสเทอีน"
ได้มีการทดลองฉีดโฮโมซีสเทอีนเข้ากระแสเลือดลิงบาบูน พบว่าทำให้เกิดการอุดตันในหลอดเลือดแดงจริง

ภาวะโฮโมซีสเทอีนสูงในปัสสาวะ (Homocystinuria) ในมนุษย์ เกิดได้ในคนบางคน เนื่องจากความบกพร่องทางกรรมพันธุ์ มีลักษณะด้อยคือ ขาดเอ็นไซม์ที่จำเป็นต้องใช้ในการทำลายสารพิษตัวนี้ คนราว 1 ใน 70 จะได้รับลักษณะด้อยผ่านทางบิดา หรือมารดา ทางใดทางหนึ่ง เรียกว่า Heterogenous Homocystinuria มี คนโชคร้ายจริงๆ จึงจะได้รับลักษณะด้อยเปิ้ลสองทั้งจากพ่อและแม่ เรียก Homogenous Homocystinuria

คนที่มีลักษณะด้อยแฝงจะสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง ต่อโรคหลอดเลือดแดงแข็งและหลอดเลือดอื่นๆ คนพวกนี้ พร้อมที่จะป่วยด้วยโรคหลอดเลือดและหัวใจ เว้นแต่จะได้รับวิตามินบีในปริมาณสูง เช่น วิตามินบี 6 บี 12 โฟเลต ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยในการทำลายโฮโมซีสเทอีน

และสำคัญยิ่งกว่านั้น การขาดวิตามินบีทั้งสามตัวนั้น อาจเร่งให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ในคนปกติ โดยการเพิ่มการสะสมสารโฮโมซีสเทอีน (งานวิจัยของ Boers 1985)

ศาสตราจารย์นายแพทย์คิลเมอร์ แม็กคัลลีย์ เชื่อว่าอาหารสมัยใหม่ที่ใช้แป้งขัดขาวและสารเคมีเป็นส่วนผสม ล้วนกระตุ้นให้เกิดการสะสมของสารพิษโฮโมซิสเทอีน อาหารเชิงอุตสาหกรรมไม่เพียงทำลายวิตามินบี เนื้อสัตว์ที่บริโภคล้นเกินมีส่วนผลิตโฮโมซีสเทอีนในร่างกาย เนื้อสัตว์มีเมไธโอนีน (ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นโฮโมซิสเทอีน) มากกว่าพืช 3 เท่า และยังมีวิตามินบี 65 ต่ำกว่าพืชมาก นี่อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่พบจากการวิจัยหลายชิ้นว่า ชาวมังสวิรัติมีอัตราป่วยโรคหัวใจต่ำกว่าคนปกติ

หากนักเทคนิคการแพทย์สามารถช่วยตรวจสอบระดับ โฮโมซิสเทอีนในกระแสเลือดและปัสสาวะให้แก่คุณ คุณอาจพบว่าโรคหัวใจมาเยือนคุณเพราะระดับโอโมซิสเทอีนสูง คุณควรจัดอาหารที่มีวิตามินบีทานเป็นพิเศษ

วิตามินบีที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจมีดังนี้

โฟเลต (Folate)

หรือเรียกอีกอย่าง กรดโฟลิก พบมากในผักสีเขียวทุกชนิด
หากมีโฟเลตในเลือดสูง โฮโมซีสเทอีน จะถูกเปลี่ยนกลับเป็นเมไธโอนีน ซึ่งเป็นสารที่ไม่เป็นพิษต่อหลอดเลือด
พบว่า ยิ่งระดับโฟเลตต่ำ ในคนที่ไม่กินผัก จะยิ่งมีการสะสมของโฮโมซิสเทอีนมาก และจากการศึกษาหลายชิ้น พบว่า เมื่อให้โฟเลตเพิ่ม แม้ในคนธรรมดาระดับโฮโมซิสเทอีน จะลดลงเห็นได้ชัด (งานวิจัยของ Brattstrom, 1988 และ 19990)

ขนาดที่แนะนำสำหรับการแพทย์ทางเลือก คือ โฟเลตในรูปของกรดโฟลิก ขนาด 5 ม.ก.ทุกวัน

วิตามินบี 3 หรือไนอาซิน (Niacin)

แหล่งอุดมวิตามินบี 3 มีมากมาย เช่น เมล็ดข้าวซ้อมมือ เนื้อสัตว์ ปลาและรำข้าว กาแฟสำเร็จรูป ทั้งที่สกัดกาเฟอีน และยังไม่ได้สกัดล้วนอุดมไปด้วยกรดนิโคตินิค

ไนอาซินเป็นสารอาหารตัวเก่งที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล แนะนำให้ใช้เป็นยาตัวแรกสำหรับผู้มีระดับคอเลสเตอรอลสูง และยังพบว่า มันเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) กับลดไตรกลีเซอไรด์ (งานวิจัยของ Hoag, 1986)
ในการวิจัยระยะยาว ผู้ป่วยไดรับไนอาซินติดต่อกันหกปี จะลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจวายลงได้ (งานวิจัยของ Canner, 1985)

ข้อเสียของการได้รับไนอาซินขนาดสูงคือ ผิวจ้ำแดง ผื่นคันจากสารฮีสตามีน ซึ่งจะเกิดอาการหลังรับสารอาหารตัวนี้ ในปริมาณสูง 20-30 นาที แต่หากกินต่อเนื่องผิวจำแดงจะหายไป

ขนาดที่ใช้ในการแพทย์ทางเลือกคือ 100 ม.ก. วันละ 3 เวลา และค่อยๆ ปรับจนให้ได้ 3 กรัมต่อวัน ควรมีแพทย์ดูแล

วิตามินบี 5 หรือแพนเทธีน

พบในเนื้อสัตว์ เนื้อปลา ข้าวซ้อมมือ เมล็ดพืชจำพวกลูกก่อ ลูกนัท มะม่วงหิมพานต์ หัวมันเทศ และถั่วต่างๆ รองลงมา คือผลไม้ ผักสดและนม ธัญพืชและเมล็ดถั่วทุกชนิด
ในการวิจัยหลายชิ้น พบว่ามันมีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ และเมื่อจ่ายวิตามินบี 5 กับยาลดคอเลสเตอรอล ชื่อ Fenofibrate มันจะช่วยเสริมฤทธิ์ยา

วิตามินบี 6

วิตามินบี 6 มีมากในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ทุกประเภท ตับ ไต (ซึ่งก็มีคอเลสเตอรอลสูงด้วย)
สำหรับในพืช คุณจะพบวิตามินบี 6 ได้ปานกลาง ในข้าวซ้อมมือ ถั่งเหลือง ถั่วลิสง จมูกข้าว กล้วย เมล็ดถั่ว ธัญพืช แต่พืชทั่วไปมีวิตามินบี 6 ไม่มากนัก

การทดลองในสัตว์แสดงให้เห็นชัดเจนว่า เมื่อทำให้สัตว์ทดลองขาดวิตามินตัวนี้ อาการโรคหลอดเลือดแดงแข็ง จะเกิดทันที นอกจากฤทธิ์ช่วยลดการสะสมของโฮโมซิสเทอีนแล้ว มันยังช่วยควบคุมระดับไขมันในเลือดด้วย
ขนาดวันละ 40 ม.ก.

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม 2542


เกลือแร่กับโรคหัวใจ

เราคุ้นเคยกับคำว่าเครื่องดื่มเกลือแร่ที่โฆษณาทางทีวีทุกวัน จนราวกับว่าเกลือแร่ที่เป็นอาหารเสริมที่ต้องซื้อหาเข้าร่างกายเป็นพิเศษ แต่แท้ที่จริงเราได้รับเกลือแร่จากอาหารทุกมื้อ เกลือแร่บางตัว เกี่ยวข้องกับการทำงานของหัวใจ บางตัวเสริมการรักษา และบางตัวแสลงโรค อย่างนี้ต้องเรียนรู้

เกลือแร่คืออะไร

เกลือแร่หรือแร่ธาตุนั้น เป็นสารอาหารจำเป็นต่อร่างกาย รองจากน้ำ ไขมัน และโปรตีน การขาดแร่ธาตุที่จำเป็น สำหรับการทำงานของอวัยวะในร่างกาย จะทำให้อวัยวะส่วนนั้น ทำงานไม่เต็มที่ ไม่สมบูรณ์ และอาจจะไม่สอดคล้อง กับการทำงานของอวัยวะอื่น

หากดูดแร่แคลเซียมออกจากร่างกายคุณ ก็จะกลายเป็นไส้เดือนเพราะไม่มีกระดูก แต่ที่แย่กว่านั้น หัวใจของคุณจะหยุดเต้นทันที
เห็นไหมครับว่า แร่ธาตุสำคัญจริงๆ หากคุณขาดแร่ธาตุ และสารอาหารที่จำเป็นไปนานๆ เข้า ก็จะทำให้การทำงาน ของระบบต่างๆ ในร่างกายเสื่อมก่อนวัย เด็กที่ขาดไอโอดีน จะมีระดับสติปัญญาต่ำกว่าปกติ

เราอาจจัดแบ่งแร่ธาตุออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ๆ ได้ 2 หมวดหมู่คือ

  1. แร่ธาตุปริมาณมาก (MACRO MINERALS) ใช้เรียกแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการมากกว่า 100 มิลลิกรัมต่อวัน ได้แก่ แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม และโซเดียม แร่กำมะถัน คลอไรด์ โดยจะพบแคลเซียมในร่างกายมากที่สุด รองลงมาได้แก่ฟอสฟอรัส

  2. แร่ธาตุปริมาณน้อย (TRACE MINERALS) พบว่าปริมาณของแร่ธาตุในกลุ่มนี้ปริมาณน้อยนิดในร่างกาย แต่มิได้หมายความว่า จะมีความสำคัญต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายน้อยกว่าแร่ธาตุปริมาณมาก แร่ธาตุกลุ่มนี้ได้แก่เหล็ก สังกะสี ซิลีเนียม แมงกานีส ทองแดง ไอโอดีน โครเมียม โคบอลท์ ฯลฯ

แร่ธาตุที่พบว่ามีบทบาทต่อการทำงานของหัวใจ ทั้งในแง่บวกและลบมีหลายตัว ที่ควรรู้ดังนี้

แคลเซียม

แคลเซียมคือองค์ประกอบสำคัญของกระดูก ร่างกายของคนทั่วไปมีแคลเซียมเป็นองค์ประกอบราว 12 กิโลกรัม การได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอเป็นเวลานาน ร่วมกับได้ฟอสฟอรัสมากเกินไป นำไปสู่โรคกระดูกพรุนได้ง่าย

ประโยชน์หลักของแคลเซียมเกี่ยวข้องกับ การเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกและฟัน ช่วยให้เลือดแข็งตัวตามปกติ ช่วยการหดตัวของกล้ามเนื้อ ช่วยส่งต่อคลื่นประสาทและสมอง

อาหารแคลเซียม พบได้ในผักสีเขียวเข้ม คะน้า บรอคโคลี ส้ม มะนาว ถั่วและในกระดูกสัตว์เป็นแหล่งที่ดีเช่นกัน คุณควรทานปลาเล็ก ปลาแห้ง กระดูก กะปิ กุ้งแห้ง นมสดเป็นประจำสม่ำเสมอ
อาหารยุคใหม่มีแคลเซียมต่ำ ในประเทศตะวันตก มีการศึกษาพบว่าคนส่วนใหญ่ได้รับแคลเซียมต่ำกว่าที่ควร จึงมีผลิตภัณฑ์เสริมจำพวกแคลเซียมเม็ดฟู่วางขายทั่วไป

สำหรับในเมืองไทย ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า เมนูอาหารแบบไทยแท้แต่โบราณจะให้แคลเซียม เพียงพอแค่ไหนเพียงไร และคนไทยอยู่ในภาวะขาดแคลเซียมหรือไม่ ทราบว่าขณะนี้กำลังมีการศึกษาโดยคณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล

อย่างไรก็ตาม แคลเซียมมีบทบาทสำคัญ ในการป้องกันโรคหลอดเลือดแดงแข็ง งานวิจัยของ Albenese (1973), Carison (1971) พบว่า อาหารเสริมแคลเซียม ช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลได้ในมนุษย์

มีการศึกษาในกระต่ายโดยให้กินอาหารไขมันสูง แคลเซียมต่ำ พบว่ากระต่ายป่วยเป็นโรคเส้นเลือดแดงแข็งอย่างรวดเร็ว แต่หากให้อาหารไขมันสูงและแคลเซียมสูงด้วยกระต่าย 66% ไม่เกิดโรคเส้นเลือดแดงแข็ง และเมื่อผ่าหลอดเลือดดูพบว่า กระต่ายที่ได้รับแคลเซียมต่ำ จะมีคอเลสเตอรอลเกาะเส้นเลือดมากผิดปกติ

แคลเซียมมีประสิทธิภาพลดไขมันในเลือดและไม่ทำให้เลือดข้นเกินไป และยังช่วยลดความดันโดยการลดการหลั่งพาราไทรอยด์ฮอร์โมน แต่การทำงานของแคลเซียมต้องขึ้นกับปริมาณแมกนีเซียมที่สมดุลกัน

การแพทย์ทางเลือกใช้แคลเซียมซิเตรต ในขนาด 500 มิลลิกรัมต่อวัน

แมกนีเซียม

มีประโยชน์ช่วยทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง ช่วยการส่งผ่านสัญญาณประสาท ช่วยการหดตัวของกล้ามเนื้อ สังเคราะห์โปรตีนและไขมันและช่วยผลิตพลังงานอาหาร ที่มีแมกนีเซียมสูงช่วยสงบประสาท

แมกนีเซียมร้อยละ 40 ทำงานอยู่ในส่วนของกล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่ออ่อนร่วมกับแคลเซียม
แม้เรายังไม่รู้บทบาทที่แท้จริงของมันแต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า แมกนีเซียมช่วยคลายกล้ามเนื้อที่อยู่รอบเส้นโลหิต ทำให้เส้นโลหิตคลายตัว ส่งผลให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก ความดันลดลง
น้อยคนจะขาดแมกนีเซียม มันมีเพียงพอในผักสีเขียวทุกชนิด ยิ่งเขียวยิ่งมีแมกนีเซียมเพราะแมกนีเซียมเป็นองค์ประกอบสำคัญ ในคลอโรฟิลส์

ในคนไข้ที่ถูกโรคหัวใจจู่โจม มักพบว่า ช่วงเวลานั้นระดับแมกนีเซียมในกระแสเลือดจะลดกว่าปกติ และจากการศึกษาพบความจริงข้อหนึ่งว่า คนที่อยู่ในภาวะขาดแมกนีเซียม จะเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจวาย หัวใจเต้นผิดปกติ หรือหัวใจหยุดทำงานเฉียบพลัน

อาหารอุดมแมกนีเซียมช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดแดงแข็ง และลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจอื่นๆ ช่วยลดคอเลสเตอรอล ชนิดเลว (LDL) และเพิ่มคอเลสเตอรอล ที่มีประโยชน์ (HDL)

การแพทย์ทางเลือกแนะนำปริมาณสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ และความดันควรได้รับต่อวันคือ 400 ม.ก.
ทานผักสีเขียวเยอะ ๆ ครับ

โซเดียม

เกลือแร่ตัวร้ายที่คนเป็นโรคความดันสูงพึงระวังคือ โซเดียม
เอ๊ะ...ทำไมต้องกลัว ทั้งปีทั้งชาติไม่เห็นเคยกินโซเดียมสักคำ

ในหนังฝรั่ง คุณอาจเคยเห็นฉากสองตายายนั่งทานอาหารด้วยกัน ตาโรยเกลือลงไปเยอะๆ ยายจุ๊ปากห้ามนั่นละครับ หนังต้องการจะบอกว่า ตาเป็นโรคหัวใจ ความดันสูง
โซเดียมปนอยู่ในอาหารในรูปของเกลือนั่นเอง เพราะเกลือคือ โซเดียมคลอไรด์
ดังนั้นทานของเค็มมาก ก็ได้เกลือมากซึ่งร่างกายก็ได้รับโซเดียม เข้าไปมากเช่นกัน

โซเดียมมีบทบาทต่อการส่งผ่านสัญญาณที่เส้นประสาท การหดตัวของกล้ามเนื้อ ควบคุมระดับของเหลวในร่างกาย เป็นสารที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดของชีวิต
แต่โซเดียมก็อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ในทางกลับกัน เพราะถ้าโซเดียมมาก มันอาจทำให้ร่างกายรวมช้ำน้ำคั่งในทุกส่วน รวมถึงหลอดเลือดชุ่มด้วยน้ำ หัวใจต้องทำงานหนัก เพื่อปั๊มของเหลวจำนวนมากเกินพิกัด
ผลที่ตามมาคือความดันสูง

แม้คำอธิบายเกี่ยวกับเกลือโซเดียมและความดันสูง ยังเป็นเพียงสมมติฐานที่ยังมีผู้โต้แย้งแต่ทุกคนยอมรับว่า การมีโซเดียมสูงในร่างกายเป็นอันตรายแน่นอน และโซเดียมจะเข้าสู่ร่างกายได้ทางเดียวคือ ปากของเรา

ใช่ครับ เกลือ ปลาเค็ม น้ำปลา ซอส ซีอิ้ว ของรสเค็มใดๆ ล้วนสร้างภาระให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น ดังนั้น เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว จงท่องให้ขึ้นใจว่า เกลือเป็นอาหารแสลงกับโรคความดันสูง

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม 2542


ส่งท้ายหัวใจ

เมื่อกล่าวถึงอาหารบรรเทาโรคหัวใจ หลายคนอาจเคยได้ยินอาหารเสริมอย่างน้อยสองชนิด ที่อ้างว่า ช่วยบรรเทาหรือป้องกันโรคหัวใจได้นั่นคือ น้ำมันปลา และกระเทียมแคปซูล

น้ำมันปลากับโรคหัวใจ

น้ำมันปลาช่วยป้องกันหรือบรรเทาโรคหัวใจได้เหมือนกัน
ครับ ใช่ การทานอาหารทะเล หรือปลาทะเลที่มีมัน ทดแทนไขมันจากสัตว์หรือพืชบก จะให้สารไขมันประเภท โอเมก้า-3 ที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดเลว และเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดีได้ แต่ไม่จำเป็นต้องซื้อหา น้ำมันปลาเป็นขวดเป็นแคปซูลมาบริโภคหรอกครับ เพราะปลาทะเลเป็นตัว หรือปลากระป๋องก็ให้น้ำมันปลาไม่น้อยเลย

ดร.แกรี่ เจ เนลสัน ได้ทดลองโดยให้อาสาสมัคร กินปลาแซลมอนเป็นอาหารเที่ยงและเย็น 40 วัน พบว่าคอเลสเตอรอลชนิดดีเพิ่มขึ้น 10% ใน 20 วัน ซึ่งนับว่าเร็วมาก

ไขมันจากอาหารทะเลมีอะไรแตกต่างจากไขมันสัตว์บก? หรือไขมันสัตว์ทะเลเป็นพวกที่เรียก Omega-3 ผิดกับสัตว์บก ที่มีกรดไขมันแบบ Omega-6 ความแตกต่างนี้เกิดเพราะ ห่วงโซ่อาหารสัตว์ทะเลเริ่มต้นจากแพลงก์ตอนชนิดที่เป็นพืช หรือ Phytoplankton และสาหร่ายทะเล ซึ่งมีองค์ประกอบทางเคมีแตกต่างจากพืชบก

ดังนั้น เมื่อคุณทานอาหารทะเลมาก ในกระแสเลือด ก็เต็มด้วย Omega-3 ไขมันจะถูกสลายให้พลังงาน และสร้างสารอื่นที่แตกต่างกัน

กรณี Omega-6 สารสำคัญที่ถูกสร้างคือ พรอสตาแกลนดิน (Prostagandin) และสารคล้ายฮอร์โมนเรียก Leukotrienes ซึ่งถ้ามีสารทั้งสองมากเกินไป จะเป็นสาเหตุเริ่มต้น ของพยาธิสภาพมากมาย เพราะฤทธิ์ในการทำให้เลือดแข็งตัว หดและขยายหลอดเลือดและหลอดลม หัวใจกระตุก ฯลฯ

นักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดนพิสูจน์ให้เห็นในปี 1965 ว่า Prostaglandin ถูกสร้างจากกรดไขมันชื่อ Arachidonic acid ซึ่งได้จากไขมันสัตว์และพืชบก
ผิดกับกรดไขมันจากสัตว์ทะเล Omega-3 ซึ่งไม่สร้าง Prostaglandin แต่ยังลดการทำงานของ Prostaglandin ที่มีมากเกินไปได้ด้วย

ต่อมานักวิทยาศาสตร์ยังค้นพบความสัมพันธ์ระหว่าง Omega-3 กับ Thromoxane ในปี 1975 และ กับ Leukotrienes ในปี 1979 ส่งผลให้มีการวิจัยน้ำมันปลาทะเล และสัตว์ทะเลอย่างกว้างขวาง

โอเมก้า-3 มีในปลาหลายชนิดดังนี้

น้ำหนัก 100 กรัม มีโอเมก้า-3 (กรัม)
ปลาแซลมอนกระป๋อง 15
ปลาซาร์ดีนกระป๋อง 13
ปลาทูน่า 13
ปลาแมคเคอเรล 11
ปลากะพง 0.7
ปลาตาเดียว 0.2

จะเห็นว่าปลาทะเลลึกจะมีสารสำคัญที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ดีกว่าปลาน้ำตื้น และปลาซาร์ดีนกระป๋อง หรือปลากระป๋องบ้านเรา ก็มีประโยชน์มากมายคุ้มเงินที่เสียไป

ตรงนี้ขอเน้นสักนิดนะครับว่า เราควรลดการบริโภคไขมัน จำกัดไว้ไม่ควรเกิน 4 ช้อนโต๊ะต่อวัน ในสี่ช้อนโต๊ะนั้น ควรเป็นไขมันสัตว์บกน้อยที่สุด ตามด้วยไขมันพืช ซึ่งควรเน้นไปที่ไขมันชนิดไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว น้ำมันพืชทั่วไปที่มีขายในตลาดก็ใช้ได้

ขณะเดียวกัน ควรสลับสับเปลี่ยนด้วยไขมันจากอาหารทะเลบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อปลาทะเลลึกซึ่งมีคอเลสเตอรอลต่ำ และมีไขมันชนิดโอเมก้า-3 ที่เป็นประโยชน์
การซื้อหาน้ำมันปลาชนิดแคปซูลหรือเป็นขวดมาทาน เพิ่มตามปกติ อาจทำให้คุณได้รับไขมันมากเกินไป ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพเช่นกัน

ข้อคิดเพิ่มเติม

น้ำมันปรุงอาหารทุกชนิดมีพลังงานสูงถึง 120-150 แคลอรีต่อช้อนโต๊ะ การหลีกเลี่ยง หรือทานน้อยที่สุด จึงเป็นประโยชน์ ทั้งต่อการควบคุมน้ำหนัก การลดคอเลสเตอรอล และลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจด้วยเช่นกัน

อันที่จริง หากปรับเทคนิคการปรุงอาหาร เพื่อลดการใช้ไขมันลง เราจะได้อาหารไขมันต่ำที่ดีต่อสุขภาพเช่น

  • ทอดด้วยกระทะเทฟลอน เป็นวิธีที่ใช้ได้ผลดี อุปกรณ์ที่คุณควรมีคู่ครัวคือ กระทะชนิเคลือบเทฟลอน หรือที่เห็นวางขายมากนักเป็นกระทะแบนแบบฝรั่งข้างนอกสีแดง พื้นในเคลือบด้วยเทฟลอน สามารถทำอาหารประเภทผัดได้ โดยไม่ติดกระทะ ถ้าคุณต้องการจะทอดไข่ลดไขมัน ทำโดยทากระทะด้วยน้ำมันเพียงบางๆ หยอดน้ำส้มคั้นลงไป เอาไข่คลุกเร็วๆ คั่วให้สุก คุณจะได้ไข่เจียวที่หน้าตาไม่สวย แต่ลดไขมันได้มาก และกลิ่นรสยังใกล้เคียงกับไข่เจียวที่ใส่น้ำมันท่วม

    โดยวิธีนี้ คุณสามารถลดน้ำมันได้อย่างดี คิดเป็นพลังงานลดลงไปกว่าสองร้อยแคลอรีเชียวนะครับ ทาน้ำมัน อย่าเทน้ำมัน อาหารที่ต้องทอดหรือผัดด้วยน้ำมัน จงใช้แปรงจุ่มน้ำมันทากระทะ หรือมีช้อนชาตักน้ำมันใส่กระทะ อย่าเทจากขวด วิธีนี้ช่วยให้คุณรู้จักยั้งมือเวลาทำอาหาร
  • เปลี่ยนวิธีทำอาหารแบบเคยชิน เพิ่มการต้ม นึ่ง ตุ๋น หมั่นตักไขมันออกจากแกง
  • ทิ้งส่วนประกอบที่เป็นมัน หนังไก่ หนังเป็ด พุงปลาดุก ฯลฯ อย่าเสียดาย เพื่อสุขภาพครับ

สัญญาณเตือนที่ควรรู้

ขณะนี้ในอเมริกากำลังรณรงค์ให้ประชาชน ได้รู้จักสัญญาณเตือนโรคหัวใจ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วย สามารถไปพบแพทย์ได้ทันท่วงที
สัญญาณต่อไปนี้ บางครั้งเกิดขึ้นจากผลของการทำงานซับซ้อน และผิดพลาดของหัวใจ แต่อาจมิใช่โรคหัวใจ แต่หากเกิดซ้ำๆ หลายหนควรพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย

การเจ็บหน้าอก มีการปวดร้าว เหมือนถูกบีบรัดที่หน้าอก อาจแผ่ลงมาถึงรักแร้หรือแขน และร้าวไปที่คอ หรือขากรรไกร ความรุนแรงอาจมีมาก หรือเพียงแค่รำคาญ
นี่คือสัญญาณเตือนอันดับแรกที่เรียกแองไจน่าเพคทอริส ไม่ควรละเลยโดยเฉพาะท่านที่สูบบุหรี่จัด หรือระดับคอเลสเตอรอลสูงผิดปกติ
แต่บ่อยครั้งที่อาการเจ็บหน้าอกอาจเกิดได้เอง แบบชั่วคราวในหน้าหนาว หรือออกกำลังหลังอาหารทันที หรือกินอาหารเร็วเกินไปจนจุก

อาการหายใจไม่ออก หากหัวใจทำงานได้ไม่เต็มที่ จะส่งผลให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนที่ปอดลดประสิทธิภาพลง ผู้เป็นโรคหัวใจจะรู้สึกหายใจไม่เต็มอิ่ม เหนื่อยหอบ บางคนจะรู้สึกมากแม้ออกกำลังกายแต่เพียงเล็กน้อย

อาการใจสั่น สามารถเกิดได้ทั้งในคนสุขภาพดี และคนเป็นโรคหัวใจ จึงมักทำให้หลายคนที่สุขภาพดี หลงกังวลไปว่าตนเป็นโรคหัวใจเพราะรู้สึกใจสั่น (พวกใจสั่นแบบวาบหวิว หรือสั่นสู้ไม่เกี่ยวนะครับ)

อาการมึนงง บ่อยครั้งที่คุณอาจเกิดอาการมึนงง หน้ามืด เป็นลม โดยไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับโรคหัวใจ แต่ก็อีกนั่นแหละ มันอาจเป็นตัวแสดงภาวะขาดเลือดไปเลี้ยงสมอง เนื่องจากหัวใจกำลังย่ำแย่ สมองเมื่อขาดเลือดไปเลี้ยง จะทำให้ได้รับออกซิเจนไม่พอเกิดอาการหน้ามืด มึนงง จนถึงหมดสติได้

หากเกิดอาการอย่างหนึ่งอย่างใด ขอให้ไปพบแพทย์ จากการศึกษาพบว่า การตรวจพบสัญญาณเตือนดังกล่าว ช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิตมาแล้วมากมาย

ระวังตัวไว้ อย่าประมาท


ขอบคุณหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600
.