|
การจากไปของคุณ ย.โย่ง หรือ คุณเอกชัย นพจินดา
อย่างกะทันหัน ยังคงอยู่ในความทรงจำของทุกคน หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น มีผู้สนใจตนเองมากยิ่งขึ้น โรงพยาบาลหลายแห่งมีคนไข้ไปเช็กร่างกายมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเช็กการทำงานของหัวใจด้วยการทำคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และการวิ่งบนสายพานเพื่อตรวจการทำงานของหัวใจ ภายใต้ความหนักจากการวิ่งเพิ่มงานให้กับหัวใจ
สัปดาห์นี้ผมขอกล่าวถึงมหันตภัยใกล้ตัว หลอดเลือดหัวใจตีบ-ตัน ที่ยังคงเป็นมฤตยูมืดที่คร่าชีวิตคนอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา หากท่านมีความเข้าใจในการดูแลสุขภาพ ซึ่งผมได้กล่าวไปแล้วว่า
"คนจนคนรวยมีสิทธิ์เท่ากัน" ทุกท่านควรจะไม่ทุกข์ทรมาน
หรือด่วนจากไปจากโรคนี้เป็นแน่
ความสำคัญของหัวใจ
หัวใจของท่านจะทำหน้าที่สำคัญ โดยเปรียบเสมือนเครื่องจักร
ที่มีหน้าที่ส่งเลือดให้ไหลเวียนอยู่ในระบบอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา การเต้นของหัวใจอย่างมีประสิทธิภาพสม่ำเสมอจะสามารถทำให้
เกิดการไหลเวียนของโลหิตอย่างน้อย 4 1/2 ลิตรต่อ 1 นาที
ไปทั่วส่วนต่างๆ ของร่างกาย
การทำงานของหัวใจจะปรับสภาพไปโดยอัตโนมัติ
ตามความต้องการของร่างกาย เช่น ในขณะที่ออกกำลังกาย
หัวใจจะต้องทำงานมากขึ้น เพื่อนำออกซิเจนให้เพียงพอ
ต่อการใช้งานของอวัยวะส่วนต่างๆ หรือในขณะนอนหลับ
หัวใจก็ทำงานน้อยลง เพราะเซลล์ของอวัยวะส่วนต่างๆ
น้อยลงอย่างมาก เช่น กระเพาะอาหารไม่ต้องย่อยอาหาร กล้ามเนื้อแขนขาอยู่นิ่งอาจขยายเพียงเล็กน้อยเวลาเปลี่ยนท่าทาง
ขณะนอนหลับ
หัวใจของท่านเต้นมากี่ครั้งแล้ว
ในคนปกติทั่วๆ ไป สมมุติว่าหัวใจเต้น 72 ครั้งต่อนาที
จะเห็นได้ว่า ใน 1 วัน หัวใจจะเต้นเท่ากับ 72 คูณ 60 นาที
คูณ 24 ชั่วโมง จะได้เท่ากับ 103,680 ครั้งต่อวัน ดังนั้นใน 1 ปี
หัวใจจะเต้นเท่ากับ 37,843,200 ครั้งต่อปี ท่านคงพอเข้าใจได้ดีแล้วว่า หัวใจของคนเราทำงานหนักขนาดไหน และทำงานได้เก่งมากจริงๆ
เช่น ถ้าท่านอายุ 40 ปี ถ้าหัวใจของท่านเต้นปีละเท่าๆ กันมาตลอด
ซึ่งจริงๆ แล้วในขณะตกใจหัวใจของท่านจะเต้นเร็วกว่านี้มาก หรือในขณะนอนหลับหัวใจอาจเต้นช้ากว่า 72 ครั้งต่อนาทีอีกเล็กน้อย แต่เพื่อง่ายต่อการคำนวณสมมุติว่าหัวใจของท่านเต้นปีละเท่าๆ กัน
ขณะนี้ท่านอายุ 40 ปีแล้ว ดังนั้นหัวใจของท่าน
ได้เต้นมาแล้วมากกว่า 1,500 ล้านครั้งทีเดียว
สำหรับการที่จะทราบว่าหัวใจเต้นมากี่ครั้งแล้วคงจะไม่มีใครกระทำได้ แม้ว่าจะมีเครื่องนับตั้งแต่คลอดออกมาก็ตาม เพราะหัวใจของคนเรา
เต้นอยู่ตลอดเวลา ตัวเลขจะมีการเปลี่ยนแปลงทุกวินาทีเลยทีเดียว
จุดประสงค์ในการให้ท่านคำนวณเพียงเพื่อให้ท่านได้ตระหนัก
ถึงภารกิจอันหนักหน่วงของหัวใจของท่าน เพื่อให้ท่านจะได้มีความรัก
และห่วงใยช่วยกันถนอมหัวใจที่มีขนาดเท่ากำปั้นเท่านั้น
แต่ทำงานเกินตัวจริงๆ และท่านคงจะทราบดีอยู่แล้วว่า ผู้ที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอหัวใจจะมีความแข็งแรงมากขึ้นและเต้นช้าลง การบีบตัวแต่ละครั้งจะมีประสิทธิภาพอย่างดีเยี่ยม ซึ่งตรงกันข้าม
กับผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย สูบบุหรี่ หรือมีไขมันในเลือดสูง หัวใจจะเต้นเร็ว
กว่าคนปกติ การบีบตัวแต่ละครั้งจะมีประสิทธิภาพน้อยกว่า
หลอดเลือดตีบ-ตันได้อย่างไร ?
หลอดเลือดแดงหมายถึง หลอดเลือดที่ออกจากหัวใจไปยังส่วนต่างๆ
ของร่างกาย โดยนำออกซิเจนและสารอาหารที่จำเป็นไปยังเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกายรวมทั้งหัวใจเองด้วย ถ้าท่านแข็งแรงสมบูรณ์ดี หลอดเลือดแดงจะมีผนังที่เรียบมีความยืดหยุ่นเพื่อปรับขยายหลอดเลือด โดยการยืดและหดตามการเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิตที่มาก
ขณะที่หัวใจบีบตัว และความดันโลหิตลดลงขณะที่หัวใจคลายตัว
ผนังด้านในของหลอดเลือดอาจมีไขมันมาเริ่มจับเล็กๆ น้อยๆ ก่อนที่จะรวมตัวกันมากขึ้นจนเป็นแผ่นค่อยๆ สะสมพอกตัวหนาขึ้น
จนกระทั่งหลอดเลือดจะขาดความยืดหยุ่น เพราะผนังภายใน
มีไขมันมาจับมากขึ้น จนกระทั่งผนังหลอดเลือดมีการเปลี่ยนแปลงหนาตัวขึ้น
และรูภายในหลอดเลือดตีบลง เปรียบเสมือนท่อเหล็กที่มีสนิมสะสมอยู่ภายใน การไหลเวียนของเลือดก็จะลดลงไปด้วย
เราหวังว่าท่านคงจะเข้าใจดีว่า
หลอดเลือดจะตีบและแข็งตัวจนกระทั่งรูสำหรับ
การไหลเวียนเลือดตีบตันลงไป จะต้องเริ่มจากไขมันไปเกาะ
ที่ผนังภายในหลอดเลือดก่อน ดังนั้นผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงกว่าปกติ
ก็จะมีโอกาสเกิดความผิดปกติเหล่านี้ได้ง่ายกว่าคนที่มีไขมันในเลือด
อยู่ในเกณฑ์ปกติ หรือคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ทำให้หัวใจและระบบการไหลเวียนของโลหิตมีประสิทธิภาพดีขึ้น
ก็จะไม่มีไขมันมาเริ่มเกาะตามผนังหลอดเลือดแต่อย่างใด
โอกาสที่จะเกิดโรคหัวใจขาดเลือดก็มีน้อยลงไป
ผลของหลอดเลือดตีบ-ตัน
ตามปกติกล้ามเนื้อหัวใจ ต้องการเลือดที่มีออกซิเจน
และสารอาหารมาเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอตลอดเวลา เพื่อที่จะทำหน้าที่ในการบีบตัว
และส่งเลือดผ่านหลอดเลือดแดงไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย
รวมทั้งตัวกล้ามเนื้อหัวใจเอง ด้วยโดยผ่านทางหลอดเลือดหัวใจ
3 แขนงใหญ่
ไขมันอาจเริ่มจับที่ผนังด้านในหลอดเลือดหัวใจเหล่านี้ ก่อนที่จะรวมตัวกันมากขึ้นจนเป็นแผ่นค่อยๆ สะสมพอกตัวหนาขึ้น
จนกระทั่งหลอดเลือดตีบ มีผลทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดมาเลี้ยงได้ นอกจากนี้เลือดที่ไหลผ่านหลอดเลือดหัวใจ อาจเกิดเป็นลิ่มเลือด
อุดตันหลอดเลือดเหล่านี้ได้และเมื่อร่างกายของท่านต้องทำงานมากขึ้น เกิดสภาวะเครียดทั้งด้านร่างกายและจิตใจ หัวใจของท่านจะเต้นเร็วขึ้น
ความดันโลหิตจะสูงขึ้น หัวใจของท่านต้องการเลือดมาเลี้ยงมากขึ้น แต่หลอดเลือดหัวใจของท่านตีบตันผลที่เกิดขึ้นก็คือ กล้ามเนื้อหัวใจจะขาดเลือดมาเลี้ยงให้เพียงพอต่อการทำงานตามปกติ ทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือดขึ้นได้และถ้าหากมีการอุดตัน โดยลิ่มเลือดในหลอดเลือดหัวใจแขนงใดแขนงหนึ่ง จะทำให้เกิดภาวะที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระกรุณาแนะนำให้ใช้ชื่อว่า "หัวใจพิบัติ" ซึ่งหมายถึงภาวะที่มีอันตรายเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อหัวใจ บางครั้งกิดขึ้นรุนแรงทำให้เสียชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว
หรือในทันทีทันใด
ข้อเท็จจริงของการศึกษาวิจัย
การศึกษาวิจัยที่มีเผยแพร่ออกมาตลอดเวลา ทำให้เรา
มีความเข้าใจได้ดียิ่งขึ้นในเรื่องของหลอดเลือดที่เกิดมีการตีบตัน
และขาดความยืดหยุ่น โดยให้ข้อสรุปไว้ดังนี้
1. การที่หลอดเลือดมีไขมันมาพอกที่ผนังภายในหลอดเลือด จนกระทั่งเกิดการตีบและขาดความยืดหยุ่นนั้น ในปัจจุบัน
สามารถพบได้ตั้งแต่อายุยังน้อย เช่น ในวัยรุ่น เป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
2. คนส่วนใหญ่ที่หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
มักจะไม่มีอาการแสดงออกใด ๆ และถามสถิติพบว่ามีผู้ป่วยถึง 1 ใน 3 ที่เสียชีวิตทันทีภายหลังที่มีอาการครั้งแรกเท่านั้น
3. หากปล่อยให้กล้ามเนื้อหัวใจได้ผลกระทบจากการที่เลือด
มาเลี้ยงไม่เพียงพอ จนกระทั่งเกิดมีแผลเป็นอยู่ในกล้ามเนื้อหัวใจแล้ว ก็จะเป็นการยากที่จะแก้ไขให้หัวใจกลับมาทำงานได้ 100% เหมือนเดิม ทำให้ความสามารถในการสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย
ลดน้อยลงไป
สถิติเกี่ยวกับ
โรคหัวใจจากหลอดเลือดหัวใจตีบ-ตันที่ควรทราบ
โรคหัวใจจากหลอดเลือดหัวใจตีบ-ตัน เป็นปัญหาสำคัญ
ของประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา รวมทั้งในประเทศไทยด้วยที่มีสถิติคนเป็นโรคนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
กล่าวกันว่าในปัจจุบันโรคหัวใจจากหลอดเลือด
หัวใจตีบ-ตัน เป็นต้นเหตุประมาณ 30% ของการตายทั้งหมด
พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง และในประเทศกำลังพัฒนา
จะมีปัญหาของโรคนี้น้อยกว่า
สถิติที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ มีผู้ศึกษาวิจัยไว้ในสหรัฐอเมริกา
และนำมาตีพิมพ์ในหนังสือของแพทยสมาคม แห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งในประเทศไทยก็มีแนวโน้มในทิศทางเดียวกัน ดังนี้คือ
- พบโรคนี้ในผู้ที่มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ กว่าแต่ก่อนมาก
ผู้ชายเป็นมากกว่าผู้หญิง แต่ผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน
มีโอกาสเป็นมากขึ้น และผู้หญิงที่อายุ 65 ปีขึ้นไป
มีโอกาสเป็นโรคนี้พอๆ กับผู้ชาย
- ผู้ที่สูบบุหรี่มีโอกาสเกิดโรคนี้เป็น 2 เท่าของผู้ไม่สูบบุหรี่ และพบว่าผู้ที่สูบบุหรี่จะเป็นโรคนี้เมื่ออายุ 35-45 ปี
มีโอกาสเสียชีวิตสูงกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ถึง 5 เท่า
- ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงและเป็นเบาหวานมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้สูง ส่วนผู้ชายที่เป็นเบาหวานมีโอกาสเป็นโรคนี้ 2 เท่าของผู้ชาย
ที่ไม่เป็นเบาหวาน ส่วนผู้หญิงที่เป็นเบาหวานมีโอกาสเป็นโรคนี้สูงถึง
5 เท่าของผู้หญิงที่ไม่เป็นเบาหวาน
- ผู้ที่มีครอบครัวหรือญาติพี่น้องใกล้ชิดเป็นโรคนี้
มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้สูงกว่า
- ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินกว่ามาตรฐานจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากกว่า
- ผู้ที่ทำงานไม่ได้ใช้แรงงานมาก มีโอกาสเป็นโรคน
ี้ได้มากกว่าผู้ที่ทำงานโดยการใช้กำลังกาย
- ผู้หญิงที่อายุมากกว่า 35 ปี มีประวัติรับประทานยาคุมกำเนิดและสูบบุหรี่
มีโอกาสเสี่ยงสูงกว่า
ปัจจัยเสี่ยงสำหรับท่านมีอะไรบ้าง
ในปัจจุบัน การค้นคว้าศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเกิดโรคหัวใจ ที่เป็นผลมาจากเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจตีบตัน พบว่ามีหลายสาเหตุ
ที่พบแน่ชัดว่าเป็นต้นเหตุสำคัญในการทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้น และยังพบอีกว่ามีการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตั้งแต่วัยรุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะกล่าวถึงต่อไป พบว่าหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากแล้ว
ปัจจัยเสี่ยงที่มีความสำคัญมาก 3 ประการคือ
- ผู้ที่สูบบุหรี่ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้สูบบุหรี่เอง หรือผู้ที่สูบบุหรี่มือสอง
ซึ่งได้แก่ ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่แต่อยู่ในบ้าน ในที่ทำงาน หรือในสถานบันเทิง
ที่มีการสูบบุหรี่กันอย่างมาก
- ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง
- ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง
สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่มีความสำคัญรองลงมาได้แก่
- ผู้ที่มีประวัติว่าในครอบครัวเป็นโรคนี้อยู่
- ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติ
- ผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคเบาหวาน
ท่านหรือผู้ที่ท่านรักและห่วงใยจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงใดบ้าง
ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ท่านสามารถลาออกจากกลุ่มเสี่ยงเหล่านั้นได้ไม่ยาก ถ้าท่านมีความตั้งใจจริงและแน่วแน่ที่จะประพฤติปฏิบัติตนเองเสียใหม่
ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลิกสูบบุหรี่
นอกจากตัวเองจะได้ประโยชน์แล้ว ท่านยังมีส่วนช่วยทำประโยชน์แก่ผู้อื่น
ที่อยู่รอบข้างท่านด้วย และที่สำคัญคือ บุคคลในครอบครัวของท่านนั่นเอง
ส่วนเรื่องความดันโลหิตสูง ก็คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงของท่านไปได้
|