มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือhey.to/yimyam

[ คัดลอกจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์]

หลอดเลือดหัวใจตีบ-ตัน มหันตภัยใกล้ตัว

นายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์


หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม 2542

การจากไปของคุณ ย.โย่ง หรือ คุณเอกชัย นพจินดา อย่างกะทันหัน ยังคงอยู่ในความทรงจำของทุกคน หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น มีผู้สนใจตนเองมากยิ่งขึ้น โรงพยาบาลหลายแห่งมีคนไข้ไปเช็กร่างกายมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเช็กการทำงานของหัวใจด้วยการทำคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และการวิ่งบนสายพานเพื่อตรวจการทำงานของหัวใจ ภายใต้ความหนักจากการวิ่งเพิ่มงานให้กับหัวใจ

สัปดาห์นี้ผมขอกล่าวถึงมหันตภัยใกล้ตัว หลอดเลือดหัวใจตีบ-ตัน ที่ยังคงเป็นมฤตยูมืดที่คร่าชีวิตคนอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา หากท่านมีความเข้าใจในการดูแลสุขภาพ ซึ่งผมได้กล่าวไปแล้วว่า "คนจนคนรวยมีสิทธิ์เท่ากัน" ทุกท่านควรจะไม่ทุกข์ทรมาน หรือด่วนจากไปจากโรคนี้เป็นแน่

ความสำคัญของหัวใจ

หัวใจของท่านจะทำหน้าที่สำคัญ โดยเปรียบเสมือนเครื่องจักร ที่มีหน้าที่ส่งเลือดให้ไหลเวียนอยู่ในระบบอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา การเต้นของหัวใจอย่างมีประสิทธิภาพสม่ำเสมอจะสามารถทำให้ เกิดการไหลเวียนของโลหิตอย่างน้อย 4 1/2 ลิตรต่อ 1 นาที ไปทั่วส่วนต่างๆ ของร่างกาย

การทำงานของหัวใจจะปรับสภาพไปโดยอัตโนมัติ ตามความต้องการของร่างกาย เช่น ในขณะที่ออกกำลังกาย หัวใจจะต้องทำงานมากขึ้น เพื่อนำออกซิเจนให้เพียงพอ ต่อการใช้งานของอวัยวะส่วนต่างๆ หรือในขณะนอนหลับ หัวใจก็ทำงานน้อยลง เพราะเซลล์ของอวัยวะส่วนต่างๆ น้อยลงอย่างมาก เช่น กระเพาะอาหารไม่ต้องย่อยอาหาร กล้ามเนื้อแขนขาอยู่นิ่งอาจขยายเพียงเล็กน้อยเวลาเปลี่ยนท่าทาง ขณะนอนหลับ

หัวใจของท่านเต้นมากี่ครั้งแล้ว

ในคนปกติทั่วๆ ไป สมมุติว่าหัวใจเต้น 72 ครั้งต่อนาที จะเห็นได้ว่า ใน 1 วัน หัวใจจะเต้นเท่ากับ 72 คูณ 60 นาที คูณ 24 ชั่วโมง จะได้เท่ากับ 103,680 ครั้งต่อวัน ดังนั้นใน 1 ปี หัวใจจะเต้นเท่ากับ 37,843,200 ครั้งต่อปี ท่านคงพอเข้าใจได้ดีแล้วว่า หัวใจของคนเราทำงานหนักขนาดไหน และทำงานได้เก่งมากจริงๆ เช่น ถ้าท่านอายุ 40 ปี ถ้าหัวใจของท่านเต้นปีละเท่าๆ กันมาตลอด ซึ่งจริงๆ แล้วในขณะตกใจหัวใจของท่านจะเต้นเร็วกว่านี้มาก หรือในขณะนอนหลับหัวใจอาจเต้นช้ากว่า 72 ครั้งต่อนาทีอีกเล็กน้อย แต่เพื่อง่ายต่อการคำนวณสมมุติว่าหัวใจของท่านเต้นปีละเท่าๆ กัน ขณะนี้ท่านอายุ 40 ปีแล้ว ดังนั้นหัวใจของท่าน ได้เต้นมาแล้วมากกว่า 1,500 ล้านครั้งทีเดียว

สำหรับการที่จะทราบว่าหัวใจเต้นมากี่ครั้งแล้วคงจะไม่มีใครกระทำได้ แม้ว่าจะมีเครื่องนับตั้งแต่คลอดออกมาก็ตาม เพราะหัวใจของคนเรา เต้นอยู่ตลอดเวลา ตัวเลขจะมีการเปลี่ยนแปลงทุกวินาทีเลยทีเดียว

จุดประสงค์ในการให้ท่านคำนวณเพียงเพื่อให้ท่านได้ตระหนัก ถึงภารกิจอันหนักหน่วงของหัวใจของท่าน เพื่อให้ท่านจะได้มีความรัก และห่วงใยช่วยกันถนอมหัวใจที่มีขนาดเท่ากำปั้นเท่านั้น แต่ทำงานเกินตัวจริงๆ และท่านคงจะทราบดีอยู่แล้วว่า ผู้ที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอหัวใจจะมีความแข็งแรงมากขึ้นและเต้นช้าลง การบีบตัวแต่ละครั้งจะมีประสิทธิภาพอย่างดีเยี่ยม ซึ่งตรงกันข้าม กับผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย สูบบุหรี่ หรือมีไขมันในเลือดสูง หัวใจจะเต้นเร็ว กว่าคนปกติ การบีบตัวแต่ละครั้งจะมีประสิทธิภาพน้อยกว่า

หลอดเลือดตีบ-ตันได้อย่างไร ?

หลอดเลือดแดงหมายถึง หลอดเลือดที่ออกจากหัวใจไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยนำออกซิเจนและสารอาหารที่จำเป็นไปยังเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกายรวมทั้งหัวใจเองด้วย ถ้าท่านแข็งแรงสมบูรณ์ดี หลอดเลือดแดงจะมีผนังที่เรียบมีความยืดหยุ่นเพื่อปรับขยายหลอดเลือด โดยการยืดและหดตามการเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิตที่มาก ขณะที่หัวใจบีบตัว และความดันโลหิตลดลงขณะที่หัวใจคลายตัว

ผนังด้านในของหลอดเลือดอาจมีไขมันมาเริ่มจับเล็กๆ น้อยๆ ก่อนที่จะรวมตัวกันมากขึ้นจนเป็นแผ่นค่อยๆ สะสมพอกตัวหนาขึ้น จนกระทั่งหลอดเลือดจะขาดความยืดหยุ่น เพราะผนังภายใน มีไขมันมาจับมากขึ้น จนกระทั่งผนังหลอดเลือดมีการเปลี่ยนแปลงหนาตัวขึ้น และรูภายในหลอดเลือดตีบลง เปรียบเสมือนท่อเหล็กที่มีสนิมสะสมอยู่ภายใน การไหลเวียนของเลือดก็จะลดลงไปด้วย

เราหวังว่าท่านคงจะเข้าใจดีว่า หลอดเลือดจะตีบและแข็งตัวจนกระทั่งรูสำหรับ การไหลเวียนเลือดตีบตันลงไป จะต้องเริ่มจากไขมันไปเกาะ ที่ผนังภายในหลอดเลือดก่อน ดังนั้นผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงกว่าปกติ ก็จะมีโอกาสเกิดความผิดปกติเหล่านี้ได้ง่ายกว่าคนที่มีไขมันในเลือด อยู่ในเกณฑ์ปกติ หรือคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำให้หัวใจและระบบการไหลเวียนของโลหิตมีประสิทธิภาพดีขึ้น ก็จะไม่มีไขมันมาเริ่มเกาะตามผนังหลอดเลือดแต่อย่างใด โอกาสที่จะเกิดโรคหัวใจขาดเลือดก็มีน้อยลงไป

ผลของหลอดเลือดตีบ-ตัน

ตามปกติกล้ามเนื้อหัวใจ ต้องการเลือดที่มีออกซิเจน และสารอาหารมาเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอตลอดเวลา เพื่อที่จะทำหน้าที่ในการบีบตัว และส่งเลือดผ่านหลอดเลือดแดงไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งตัวกล้ามเนื้อหัวใจเอง ด้วยโดยผ่านทางหลอดเลือดหัวใจ 3 แขนงใหญ่

ไขมันอาจเริ่มจับที่ผนังด้านในหลอดเลือดหัวใจเหล่านี้ ก่อนที่จะรวมตัวกันมากขึ้นจนเป็นแผ่นค่อยๆ สะสมพอกตัวหนาขึ้น จนกระทั่งหลอดเลือดตีบ มีผลทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดมาเลี้ยงได้ นอกจากนี้เลือดที่ไหลผ่านหลอดเลือดหัวใจ อาจเกิดเป็นลิ่มเลือด อุดตันหลอดเลือดเหล่านี้ได้และเมื่อร่างกายของท่านต้องทำงานมากขึ้น เกิดสภาวะเครียดทั้งด้านร่างกายและจิตใจ หัวใจของท่านจะเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตจะสูงขึ้น หัวใจของท่านต้องการเลือดมาเลี้ยงมากขึ้น แต่หลอดเลือดหัวใจของท่านตีบตันผลที่เกิดขึ้นก็คือ กล้ามเนื้อหัวใจจะขาดเลือดมาเลี้ยงให้เพียงพอต่อการทำงานตามปกติ ทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือดขึ้นได้และถ้าหากมีการอุดตัน โดยลิ่มเลือดในหลอดเลือดหัวใจแขนงใดแขนงหนึ่ง จะทำให้เกิดภาวะที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระกรุณาแนะนำให้ใช้ชื่อว่า "หัวใจพิบัติ" ซึ่งหมายถึงภาวะที่มีอันตรายเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อหัวใจ บางครั้งกิดขึ้นรุนแรงทำให้เสียชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว หรือในทันทีทันใด

ข้อเท็จจริงของการศึกษาวิจัย

การศึกษาวิจัยที่มีเผยแพร่ออกมาตลอดเวลา ทำให้เรา มีความเข้าใจได้ดียิ่งขึ้นในเรื่องของหลอดเลือดที่เกิดมีการตีบตัน และขาดความยืดหยุ่น โดยให้ข้อสรุปไว้ดังนี้

1. การที่หลอดเลือดมีไขมันมาพอกที่ผนังภายในหลอดเลือด จนกระทั่งเกิดการตีบและขาดความยืดหยุ่นนั้น ในปัจจุบัน สามารถพบได้ตั้งแต่อายุยังน้อย เช่น ในวัยรุ่น เป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

2. คนส่วนใหญ่ที่หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจเปลี่ยนแปลงไปแล้ว มักจะไม่มีอาการแสดงออกใด ๆ และถามสถิติพบว่ามีผู้ป่วยถึง 1 ใน 3 ที่เสียชีวิตทันทีภายหลังที่มีอาการครั้งแรกเท่านั้น

3. หากปล่อยให้กล้ามเนื้อหัวใจได้ผลกระทบจากการที่เลือด มาเลี้ยงไม่เพียงพอ จนกระทั่งเกิดมีแผลเป็นอยู่ในกล้ามเนื้อหัวใจแล้ว ก็จะเป็นการยากที่จะแก้ไขให้หัวใจกลับมาทำงานได้ 100% เหมือนเดิม ทำให้ความสามารถในการสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ลดน้อยลงไป

สถิติเกี่ยวกับ โรคหัวใจจากหลอดเลือดหัวใจตีบ-ตันที่ควรทราบ

โรคหัวใจจากหลอดเลือดหัวใจตีบ-ตัน เป็นปัญหาสำคัญ ของประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา รวมทั้งในประเทศไทยด้วยที่มีสถิติคนเป็นโรคนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
กล่าวกันว่าในปัจจุบันโรคหัวใจจากหลอดเลือด หัวใจตีบ-ตัน เป็นต้นเหตุประมาณ 30% ของการตายทั้งหมด พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง และในประเทศกำลังพัฒนา จะมีปัญหาของโรคนี้น้อยกว่า

สถิติที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ มีผู้ศึกษาวิจัยไว้ในสหรัฐอเมริกา และนำมาตีพิมพ์ในหนังสือของแพทยสมาคม แห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งในประเทศไทยก็มีแนวโน้มในทิศทางเดียวกัน ดังนี้คือ

  1. พบโรคนี้ในผู้ที่มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ กว่าแต่ก่อนมาก ผู้ชายเป็นมากกว่าผู้หญิง แต่ผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน มีโอกาสเป็นมากขึ้น และผู้หญิงที่อายุ 65 ปีขึ้นไป มีโอกาสเป็นโรคนี้พอๆ กับผู้ชาย
  2. ผู้ที่สูบบุหรี่มีโอกาสเกิดโรคนี้เป็น 2 เท่าของผู้ไม่สูบบุหรี่ และพบว่าผู้ที่สูบบุหรี่จะเป็นโรคนี้เมื่ออายุ 35-45 ปี มีโอกาสเสียชีวิตสูงกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ถึง 5 เท่า
  3. ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงและเป็นเบาหวานมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้สูง ส่วนผู้ชายที่เป็นเบาหวานมีโอกาสเป็นโรคนี้ 2 เท่าของผู้ชาย ที่ไม่เป็นเบาหวาน ส่วนผู้หญิงที่เป็นเบาหวานมีโอกาสเป็นโรคนี้สูงถึง 5 เท่าของผู้หญิงที่ไม่เป็นเบาหวาน
  4. ผู้ที่มีครอบครัวหรือญาติพี่น้องใกล้ชิดเป็นโรคนี้ มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้สูงกว่า
  5. ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินกว่ามาตรฐานจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากกว่า
  6. ผู้ที่ทำงานไม่ได้ใช้แรงงานมาก มีโอกาสเป็นโรคน ี้ได้มากกว่าผู้ที่ทำงานโดยการใช้กำลังกาย
  7. ผู้หญิงที่อายุมากกว่า 35 ปี มีประวัติรับประทานยาคุมกำเนิดและสูบบุหรี่ มีโอกาสเสี่ยงสูงกว่า

ปัจจัยเสี่ยงสำหรับท่านมีอะไรบ้าง

ในปัจจุบัน การค้นคว้าศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเกิดโรคหัวใจ ที่เป็นผลมาจากเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจตีบตัน พบว่ามีหลายสาเหตุ ที่พบแน่ชัดว่าเป็นต้นเหตุสำคัญในการทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้น และยังพบอีกว่ามีการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตั้งแต่วัยรุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะกล่าวถึงต่อไป พบว่าหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากแล้ว

ปัจจัยเสี่ยงที่มีความสำคัญมาก 3 ประการคือ

  1. ผู้ที่สูบบุหรี่ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้สูบบุหรี่เอง หรือผู้ที่สูบบุหรี่มือสอง ซึ่งได้แก่ ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่แต่อยู่ในบ้าน ในที่ทำงาน หรือในสถานบันเทิง ที่มีการสูบบุหรี่กันอย่างมาก
  2. ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง
  3. ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่มีความสำคัญรองลงมาได้แก่

  1. ผู้ที่มีประวัติว่าในครอบครัวเป็นโรคนี้อยู่
  2. ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติ
  3. ผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  4. ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคเบาหวาน

ท่านหรือผู้ที่ท่านรักและห่วงใยจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงใดบ้าง ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ท่านสามารถลาออกจากกลุ่มเสี่ยงเหล่านั้นได้ไม่ยาก ถ้าท่านมีความตั้งใจจริงและแน่วแน่ที่จะประพฤติปฏิบัติตนเองเสียใหม่ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลิกสูบบุหรี่ นอกจากตัวเองจะได้ประโยชน์แล้ว ท่านยังมีส่วนช่วยทำประโยชน์แก่ผู้อื่น ที่อยู่รอบข้างท่านด้วย และที่สำคัญคือ บุคคลในครอบครัวของท่านนั่นเอง ส่วนเรื่องความดันโลหิตสูง ก็คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงของท่านไปได้

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2542

อาการที่สำคัญจากการที่หัวใจขาดเลือด /ข้อสังเกตสำหรับทุกท่านว่าจะทราบว่าเป็นโรคนี้ และแนวทางการรักษา กรณีหลอดเลือดหัวใจตีบ- ตัน อาการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด

อาการเช่นนี้อาจเรียกชื่อตามภาษาอังกฤษว่า แองไจน่า (ANGINA) ซึ่งไม่ใช่ชื่อโรค แต่เป็นภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด มีออกซิเจนมาเลี้ยงไม่เพียงพอชั่วระยะเวลาหนึ่ง โดยปกติหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจสามารปรับปรุงการทำงาน ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นได้ในขณะที่หัวใจมีความต้องการออกซิเจนมากขึ้น แต่ถ้าหากท่านมีปัญหาเรื่องหลอดเลือดหัวใจตีบ- ตัน หรือมีปัญหาอื่นๆ ที่ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้ในปริมาณที่จำกัด ซึ่งอาจจะเพียงพอ ในสถานการณ์หนึ่ง แต่ถ้าท่านไปออกกำลังกาย หรือมีความเครียดเกิดขึ้น เลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจอาจจะไม่เพียงพอ ทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกได้ และอาการเหล่านั้นอาจจะหายไปเมื่อหัวใจต้องการออกซิเจนน้อยลง ไปตามเดิม

อาการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือดนี้ จะพบว่า อาการเจ็บ หรือปวดจะอยู่บริเวณตรงกลางของหน้าอก อาจมีปวดร้าวไปที่คอ ขากรรไกรบน แผ่นหลัง บางครั้งมีความรู้สึกเหมือนถูกบีบรัดหน้าอก อาจมีปวดร้าวไปที่ต้นแขนซ้ายร่วมด้วย ส่วนใหญ่จะเกิดร่วมกับการมีกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งร่วมด้วย และอาการจะหายไปเมื่อได้มีโอกาสหยุดพักหรือหยุดกิจกรรมนั้นๆ บางคนอาจมีอาการหายใจลำบาก เหงื่อออก คลื่นไส้ อาเจียน และเวียนศีรษะร่วมด้วย

อาการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือดนี้พบในเพศชาย ได้บ่อยกว่า โดยพบตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไปเลยทีเดียว และส่วนใหญ่ เกิดจากปัญหาหลอดเลือดหัวใจตีบ-ตัน สำหรับผู้หญิงโดยมาก จะอายุ 35 ปีขึ้นไป มีประวัติรับประทานยาคุมกำเนิด และสูบบุหรี่ด้วย รวมทั้งผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทอง จะมีโอกาสมากกว่าวัยอื่น ๆ

ข้อสังเกตกรณีต้องรีบไปพบแพทย์

หากท่านมีอาการเจ็บหน้าอกเกิดขึ้นและมีลักษณะใกล้เคียงว่า อาจเกิดจากสาเหตุโรคหัวใจ ท่านควรรีบไปปรึกษาแพทย์ เพื่อไปรับการตรวจวิเคราะห์โรคให้ถูกต้องชัดเจนต่อไป อาการเจ็บหน้าอกบางครั้งอาจเกี่ยวกับหลอดอาหาร มีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหลอดอาหารและไม่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ เลยก็ได้

สิ่งที่ท่านควรสังเกตและควรจดบันทึกเอาไว้ด้วยว่า
  • ลักษณะอาการเจ็บหน้าอกของท่านเป็นอย่างไร ?
  • มีการเจ็บเสียวหรือร้าวที่ใดบ้าง ?
  • แต่ละครั้งที่เจ็บหน้าอกเกิดขึ้นหลังจากทำกิจกรรมใด ?
  • และเจ็บหน้าอกอยู่นานเท่าใดแล้วหายไป ?
  • ท่านต้องรับประทานยาหรือพักนานเท่าใดจึงดีขึ้น ?
  • และเกิดบ่อยเพียงใด ?

เพื่อท่านจะได้เล่าเหตุการณ์ต่างๆ ให้แพทย์ฟังได้ตลอดเรื่องราว

สำหรับอาการเจ็บหน้าอกที่สงสัยว่า จะเกิดจาก หลอดเลือดหัวใจตีบ-ตัน และทำให้หัวใจขาดเลือดมีข้อแนะนำ สำหรับผู้ที่มีอาการ และสมควรที่จะรีบไปพบแพทย์ดังนี้คือ

  1. หากเกิดมีอาการหลังออกกำลังกาย และไม่ทุเลาลงเลย หลังจากได้พักและหยุดออกกำลังกาย แล้วประมาณ 5 นาที
  2. หากอาการเจ็บหน้าอกเกิดขึ้นบ่อย หรือแต่ละครั้งใช้เวลานานขึ้น หรือมีอาการเจ็บรุนแรงขึ้น
  3. หากอาการเจ็บหน้าอกเกิดขึ้นขณะที่ท่านพักผ่อน และท่านไม่ได้มีอารมณ์ เปลี่ยนแปลง ท่านไม่มีความเครียด หรือความวิตกกังวลใดๆ เลย

อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณอันตรายที่ท่านพึงระวังไว้ในใจตลอดเวลา ท่านควรรีบบอกกล่าวผู้ที่อยู่ใกล้ชิดในขณะนั้น ไม่ว่าจะที่ทำงาน หรือที่บ้านว่าท่านมีอาการดังกล่าว เพราะหากมีอะไรเกิดขึ้นต่อไป เช่นภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน ท่านจะต้องได้รับการรักษาอย่างรีบด่วนทันที

ทำอย่างไรจึงจะทราบว่าเป็นโรคนี้ ?

การที่จะทราบว่าหลอดหัวใจตีบ-ตัน เราต้องพยายามแสดงให้เห็นว่า มีการตีบ-ตันของหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจจริงๆ ซึ่งจะทำให้การทำงานของหัวใจ เปลี่ยนแปลงไปหรือมีสิ่งบอกเหตุว่ากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โดยการแสดงออกมาให้เห็นหลังจากมีการออกกำลังกาย ด้วยการวิ่งบนสายพาน ในการทดสอบสมรรถภาพหัวใจ หรือในกรณีที่เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย ไปแล้วบางส่วน ก็อาจแสดงให้เห็นด้วยการตรวจวิเคราะห์ได้ดังนี้

  1. การตรวจคลื่นหัวใจ หรือในภาษาอังกฤษเรียกย่อๆ ว่า E.C.G. เป็นการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าที่เกิดขึ้น จากการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจในทุกขณะการเต้น

  2. การทดสอบสมรรถภาพหัวใจ เป็นการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ โดยผู้รับการตรวจจะต้องออกกำลังกายเพื่อเพิ่มงานให้กับหัวใจ โดยการวิ่งบนสายพานตามเวลาที่กำหนด และดูการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

  3. การบันทึกคลื่นหัวใจชนิดพกติดตัว เป็นการบันทึก คลื่นไฟฟ้าหัวใจลงในอุปกร์ขนาดเล็กที่ผู้รับการตรวจสามารถนำติดตัว ไปได้ตลอดเวลา อุปกรณ์นี้จะทำหน้าที่บันทึกคลื่นไฟฟ้าไปตลอด ไม่ว่าท่านจะนั่งทำงาน เดินไปมา เดินขึ้นลงบันได หรือกิจกรรมอื่นๆ ของผู้รับการตรวจได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

  4. การตรวจอื่น ๆ เพื่อทราบลักษณะของการทำงาน ของหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ และการสูญเสียหน้าที่หรือความเสียหาย ที่เกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อหัวใจ ถ้าหากเกิดขึ้นแล้ว อาจทำได้โดย ใช้สารกัมมันตภาพรังสีหรือโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงทั้งขณะพัก และขณะออกกำลังกาย หรืออาจตรวจโดยใช้เครื่องเอกซเรย์ สนามแม่เหล็กเอ็มอาร์ไอ. สำหรับคนที่ไม่สามารถออกกำลังกายได้ ซึ่งอาจเกิดปัญหาโรคกระดูกข้อเสื่อมหรือปัญหาอื่นใดก็ตาม อาจใช้ยาฉีดเพื่อขยายหลอดเลือด ก็สามารถให้ข้อมูลได้ ใกล้เคียงกับการออกกำลังกาย

  5. การตรวจหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ โดยการฉีดสี เพื่อให้สีที่ฉีดเข้าไปในหลอดเลือดไปฉาบอยู่ภายใน หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ ดังนั้น หากมีการตีบ-ตัน ของหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจเส้นใด ก็สามารถบอกได้เลยว่า หลอดเลือดใดตีบหรือตัน และตรงตำแหน่งใด เพื่อใช้ประโยชน์ในการรักษาต่อไป

แนวทางการรักษา

ประกอบไปด้วย 3 แนวทางใหญ่ๆ คือ การป้องกัน การใช้ยา และการผ่าตัด

การป้องกัน

หากท่านมีปัญหาโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ก็ต้องมีการควบคุม ให้ลดลงมาสู่ระดับปกติ พร้อมกับการรับประทานอาหารที่เหมาะสม การควบคุมน้ำหนักตัว การออกกำลังกาย และแพทย์อาจให้ท่าน รับประทานยาแอสไพรินทุกวัน หรือวันเว้นวัน เพื่อลดความหนืดของเกล็ดเลือด และเพื่อป้องกันการเกิดหัวใจพิบัติ

การรักษาด้วยยา

ยาในกลุ่มที่ลดการทำงานที่หนักของกล้ามเนื้อหัวใจ และบางครั้งจะช่วยเพิ่มเลือดที่ผ่านหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจ หรือช่วยลดอัตราการเกิดความผิดปกติของการเต้นหัวใจ แพทย์อาจจะนัดตรวจการทำงานของหัวใจเป็นระยะๆ เพื่อดูว่า การใช้ยาได้ผลหรือไม่หรืออาจทำซ้ำในกรณีที่รับประทานอยู่ แต่มีอาการแย่ลงกว่าเดิม

การผ่าตัด

อาจโดยการขยายหลอดเลือดด้วยบัลลูน หรือการผ่าตัด เสริมหลอดเลือดหัวใจตีบ แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยบางรายมาโรงพยาบาลได้รวดเร็ว และผลการตรวจวิเคราะห์ชี้ไปในแนวทางที่ว่า อาจมีก้อนเลือดแข็งตัว แล้วมาอุดตันหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจภายใจ 4-6 ชั่วโมงที่ผ่านมา แพทย์อาจเลือกใช้วิธีฉีดยาละลายก้อนเลือดก็เป็นได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์โรคหัวใจที่ดูแลท่าน

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2542

ความดันโลหิตสูง

ปกติในหลอดเลือดต่างๆ ทั่วๆ ร่างกายจะมีเลือดไหลเวียนไปทั่วร่างกาย จากผลงานของหัวใจดวงน้อยของท่านในการบีบตัว และคลายตัวตลอดเวลา ที่ท่านมีชีวิตอยู่ เลือดจะไหลเวียนไปในหลอดเลือดแดงทั่วร่างกาย และไหลกลับสู่หัวใจทางหลอดเลือดดำ การวัดความดันโลหิต เป็นการวัดความดันในหลอดเลือด ขณะที่หัวใจบีบตัวและขณะ ที่หัวใจคลายตัว โดยมากจะวัดที่ต้นแขนเหนือข้อศอก

ดังนั้นทุกครั้งที่มีการวัดความดันโลหิตท่านจะต้องจำตัวเลข 2 ตัวเสมอ เช่น ความดันโลหิตของท่านคือ 120/80 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งแสดงว่า ขณะที่หัวใจของท่านบีบตัว ความดันในหลอดเลือดเท่ากับ 120 มิลลิเมตรปรอท หรือที่บางครั้งเรียกว่า ตัวบน และในขณะที่ หัวใจของท่านคลายตัว ความดันในหลอดเลือดยังคงมีอยู่ เพื่อให้เกิดมีการไหลเวียนของโลหิตมีความต่อเนื่องตลอดเวลา โดยมีความดันเท่ากับ 80 มิลลิเมตรปรอทหรือที่บางครั้งเรียกว่า ตัวล่าง

ความดันโลหิตปกติ ตัวบน จะมีค่าอยู่ในช่วงระหว่าง 90 ถึง 140 มิลลิเมตรปรอท และตัวล่าง จะมีค่าอยู่ระหว่าง 60-90 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งความหมายของความดันโลหิตสูง หมายถึง ผู้ที่ความดันโลหิตตัวล่าง สูงกว่า 90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นได้ ซึ่งมีการที่คนส่วนใหญ่ใช้ความดันโลหิตตัวล่าง เพราะว่า เป็นความดันโลหิตขณะที่หัวใจคลายตัว แล้วยังคงสูงอยู่ซึ่งมีความสำคัญมากกว่า

ขณะที่หัวใจของท่านสูบฉีดโลหิตผ่านหลอดเลือดแดง แล้วไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ทั่วร่างกาย แรงที่เกิดขึ้นในการทำให้ เลือดไหลเวียนอยู่นี้ จะมีผลต่อผนังหลอดเลือดแดงด้วย แรงมากระทำมากผนังหลอดเลือดแดงก็ต้องยืดขยายมากไปด้วย เปรียบเสมือนเวลาที่เราเติมลมให้ยางรถ ถ้าเราเติมลมมากไป ก็จะเกิดแรงดันที่มากขึ้น และมีผลต่ออายุการใช้งานของยาง ดังนั้นหากหัวใจของท่านสูบฉีดโลหิตด้วยความแรงที่สูงกว่าปกติตลอดเวลา

ในกรณีที่ท่านเป็นโรคความดันโลหิตสูง ระบบการไหลเวียนของโลหิตของท่านจะตกอยู่ในสภาพที่หลอดเลือดแดง รับบทหนักตลอดเวลา หากไม่ได้รับการรักษาให้ความดันที่สูงกลับไปสู่ปกติ ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร ถ้าหากท่านรับการตรวจรักษา และปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำอย่างสม่ำเสมอ

ดังนั้นท่านคงเห็นแล้วว่าความดันโลหิตสูงมีผลเสียที่สำคัญอย่างไร เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้รักษา จะทำให้เกิดมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้หัวใจโต ไตเสื่อม และสมองเสื่อมและมีความเสี่ยง ต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น หัวใจวาย หลอดเลือดในสมองแตก และไตล้มเหลวได้ภายในเวลาไม่กี่ปี

สำหรับท่านที่ไม่ทราบว่าความดันโลหิตของท่านสูงหรือไม่ ท่านต้องไม่ชะล่าใจ เพราะส่วนใหญ่ในระยะเริ่มต้น มักไม่ทำให้เกิดอาการนอกจากบางรายอาจมีอาการเวียนศีรษะ งุน งง เลือดกำเดาไหล หรือปวดศีรษะ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากอย่างอื่นก็ได้ ดังนั้นทางที่ดีท่านควรจะได้รับการวัดความดันโลหิตจากแพทย์ หรือพยาบาลเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่อายุ 40 ปีขึ้นไป มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูง มีน้ำหนักตัวเกินกว่ามาตรฐาน สูบบุหรี่เป็นประจำและมีความเครียด วิตกกังวลอยู่เป็นประจำ

ปัจจุบันการรักษาโรคความดันโลหิตสูงค่อนข้างได้ผลดีมาก เพราะนอกเหนือจากยาที่มีประสิทธิภาพแล้ว คนไข้ยังมีความเข้าใจ และสนใจต่อสุขภาพมากขึ้น ปฏิบัติตนตามคำที่แพทย์แนะนำ งดสูบบุหรี่ ลดน้ำหนักตัว แก้ไขความเครียด งดรับประทานอาหารเค็ม และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ มีผู้ป่วยบางรายสามารถปฏิบัติตน จนไม่ต้องรับประทานยาก็มี

ไขมันในเลือดสูง

ปกติไขมันถือเป็นสารอาหารที่จำเป็นอย่างหนึ่งของคนเรา ไขมันบางประเภทยังให้กรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายขาดไม่ได้ ไขมันเป็นตัวช่วยดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ ดี อี และเค แต่ถ้าหากรับประทานอาหารที่มีไขมันมากไป ก็จะทำให้มีผลเสียเกิดขึ้นได้ จากไขมันในเลือดสูง เพราะไขมันอาจจะไปตกตะกอนในหลอดเลือดแดง โดยเฉพาะหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ อาจทำให้ตีบตันได้

ปกติไขมันในเลือดคนเราที่สำคัญมี 4 ชนิด แต่ที่จะกล่าวถึงคือ คอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งมีความสำคัญต่อโรคหัวใจขาดเลือด

ไขมันทั้ง 2 ชนิดนี้ ถ้ามีปริมาณสูงในเลือดจะมีส่วนที่ทำให้เกิด ความผิดปกติที่หลอดเลือดแดงแข็ง ในลักษณะที่เรียกว่า หลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ จากหลอดเลือดหัวใจตีบตัน และทำให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดได้ และยิ่งค่าของคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์สูงมากขึ้นเท่าใด อัตราเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจดังกล่าวจะสูงขึ้นไปเท่านั้น

การที่จะทราบว่าใครมีไขมันในเลือดสูงจะต้องเจาะเลือดไปตรวจ โดยท่านต้องงดอาหารทุกชนิดก่อนการเจาะเลือด 12 ชั่วโมง ควรเจาะดูทั้งคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ จึงจะนำมาวิเคราะห์ได้ เพื่อวางแผนลดไขมันทั้ง 2 ชนิดได้ดี ค่าปกติของคอเลสเตอรอลไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และไตรกลีเซอไรด์ไม่เกิน 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

สำหรับหลักการป้องกันและบำบัดภาวะไขมันในเลือดสูง ได้แก่การจำกัดรับประทานไขมัน รู้จักวิธีเลือกน้ำมันที่จะใช้ในการปรุงอาหาร การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การรักษาน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน และงดการสูบบุหรี่

การปรุงอาหารด้วยวิธีอบ นึ่ง และปิ้ง ช่วยลดปริมาณไขมันที่บริโภคได้ถึง 50-80% เลยทีเดียว ถ้าต้องใช้น้ำมันควรเป็นน้ำมันพืช ซึ่งเป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ดีกว่าที่จะใช้ไขมันชนิดอิ่มตัว หรือบางท่านเรียกว่าไขมันผู้ร้าย ซึ่งได้จากน้ำมันสัตว์ อาหารประเภทนมระเหย เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม

การสูบบุหรี่

เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า การสูบบุหรี่มีอันตรายต่อสุขภาพ ของตัวท่านเองและบุคคลใกล้ชิดหรือที่เรียกว่าผู้สูบบุหรี่มือสอง นอกจากจะพบว่าทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดได้สูงแล้ว เรายังพบว่าบุหรี่ทำให้เกิดโรคหัวใจจากหลอดเลือดหัวใจตีบตันได้อีกด้วย

เวลาที่ท่านสูบบุหรี่ ควันบุหรี่ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้ ของใบยาสูบ ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์เข้าสู่ปอด และจะเข้าไปแย่งที่ของออกซิเจนในเม็ดเลือดแดง และจะอยู่ในเม็ดเลือดแดงจนกว่าเม็ดเลือดแดงจะหมดอายุ ยิ่งบุหรี่มวนสั้นเข้าจำนวนคาร์บอนมอนอกไซด์ก็ยิ่งมากขึ้น ในเลือดของผู้ที่สูบบุหรี่บางคน จะมีคาร์บอนมอนอกไซด์สูงถึง 2-15%

จากการทดลองพบว่า ผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอก เพราะโรคหัวใจจากหลอดเลือดหัวใจตีบตัน จะมีอาการเจ็บหน้าอกมากขึ้นและบ่อยขึ้น ถ้ายังสูบบุหรี่ ทั้งนี้เพราะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและหัวใจเต้นเร็วขึ้น พร้อมทั้งกล้ามเนื้อหัวใจได้รับออกซิเจนน้อยกว่าเดิม เพราะตัวพาออกซิเจนถูกแย่งที่โดยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์

สถิติโรคหัวใจจากหลอดเลือดหัวใจตีบตันมีมากขึ้นเรื่อยๆ ใกล้ตัวมากขึ้น และพรากชีวิตคนที่มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ บางครอบครัวผู้ที่เป็นที่รักถูกพรากชีวิตไปก่อนที่จะถึงวัยอันสมควร และพบว่าส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตประจำวันของคนเหล่านั้นคือการสูบบุหรี่

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันจันทร์ ที่ 28 มิถุนายน 2542

" การรับประทานอาหารที่ถูกต้อง" ซึ่งดูเหมือนกับว่าเป็นเรื่องง่ายๆ แต่บางครั้งก็เป็นเรื่องยากที่สุด ที่ไม่สามารถกระทำได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับตัวเราเองทั้งสิ้น คนส่วนใหญ่มักจะ "Enjoy Eating" เพราะถือเป็นความสุขอย่างหนึ่ง

บางคนมีความคิดว่า ตนอุตส่าห์หาเงินทองแทบแย่ ทำไมจะต้องระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหารกันด้วย ทำให้กิจการร้านอาหารทั่วไปในประเทศไทยเจริญเติบโตเป็นอย่างดี บางคนรับประทานอาหารแค่มื้อเดียวอาจใช้เวลาถึงสองสามชั่วโมง กว่าจะเสร็จเรียบร้อย เพราะจำนวนอาหารที่สั่งมีมากมายหลายชนิด ต้องทยอยเอามาวางทีละจานเรื่อยๆ บางคนรับประทานอาหารมื้อเดียว ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ของครอบครัวตลอดทั้งปีก็มี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย ท่านสามารถหาร้านอาหาร เพื่อรับประทานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งไม่มีประเทศใดในโลกนี้ จะมีบริการด้านร้านอาหารเสมอเหมือนเมืองไทยของเรา ซึ่งผมคิดว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไทยเราบริโภค อาหารจนเกินความจำเป็นต่อร่างกาย

ผมขอเอาคำแนะนำการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่คนทั่วโลกปฏิบัติตาม เพราะเป็นหลักปฏิบัติง่ายๆ ที่ทำตามได้ไม่ยากถ้ามีความตั้งใจจริง และคิดถึงสุขภาพของตนเองอยู่ตลอดเวลา

บัญญัติ 7 ประการสำหรับการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพมีดังต่อไปนี้

1. บริโภคอาหารให้ครบหมู่

โดยบริโภคอาหารให้หลากหลายครบหมู่อาหาร ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน และเกลือแร่ ซึ่งคนส่วนใหญ่ มักจะรับประทานพวกผัก ผลไม้น้อยเกินไป ร่างกายอาจได้รับวิตามิน และเกลือแร่ไม่เพียงพอที่จะให้อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผัก และผลไม้มีกากใยเป็นจำนวนมากทำให้ระบบขับถ่ายอุจจาระเป็นปกติ ถ่ายอุจจาระทุกวัน ซึ่งตรงกันข้ามกับพวกท้องผูก 2-3 วัน ถ่ายอุจจาระหนเดียว สารพิษต่างๆ รวมทั้งสารก่อมะเร็ง ที่หลงเหลืออยู่ในอาหารก็จะตกค้างอยู่ในลำไส้เป็นเวลานาน พวกที่ท้องผูกจึงอาจเกิดโรคต่างๆ ได้มากขึ้นกว่าคนอื่นๆ โดยเฉพาะโรคมะเร็ง

ท่านต้องจำให้ดีว่าไม่มีอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ให้คุณค่าทางอาหารได้ครบถ้วนทุกชนิดต่อร่างกายของคนเรา ดังนั้นคนเราจึงต้องบริโภคอาหารหลายๆ ชนิดในทุกๆ วัน เพื่อให้ร่างกายของคนเราได้สารอาหารครบตามความจำเป็น และความต้องการใช้อวัยวะและเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย ท่านควรที่จะพยายามบริโภคสารอาหารหลากหลายชนิดในแต่ละวัน เช่น ข้าว เนื้อหมู เนื้อวัวที่มีไขมันน้อย เนื้อเป็ด เนื้อไก่ที่ไม่มีหนัง หรือเนื้อปลา ซึ่งจัดเป็นโปรตีนที่ควรบริโภคอย่างยิ่งเพราะไม่ค่อยไขมันเจือปน นอกจากนี้ก็ต้องบริโภคผักต่างๆ ผลไม้ชนิดต่างๆ ตลอดจน อาหารประเภทนมที่มีไขมันต่ำ

2. บริโภคอาหารในปริมาณที่พอเหมาะ

โดยการควบคุมน้ำหนักให้อยู่คงที่ตามความต้องการ การบริโภคอาหารมากเกินไปจะทำให้มีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีอันตรายต่อร่างกายหลายประการที่ค่อยๆ บ่อนทำลายอวัยวะต่างๆ และระบบต่างๆ ของร่างกายทีละน้อย โดยอาจจะไม่เห็นผลทันที ท่านต้องคิดไว้ในใจและตั้งมั่นเสมอว่า "เราจะต้องไม่อ้วน" หรือ "เราจะต้องไม่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน" โดยเฉพาะ พวกที่น้ำหนักเพิ่มมากขึ้นจนเกิดภาวะโรคอ้วน (Obesity) ซึ่งมีน้ำหนักเกินมาตรฐานกว่าที่ควรจะเป็น 20% ขึ้นไป ถือว่าเป็นคนที่มีอัตราเสี่ยงสูงที่จะมีโรคร้ายเกิดขึ้นได้ง่าย ได้แก่ โรคหัวใจ (หลอดเลือดหัวใจตีบ-ตัน) โรคไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน และโรคมะเร็งบางชนิด

3. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันมากไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่งไขมันชนิดอิ่มตัว การรับประทานอาหารที่มีไขมันน้อยจะลดอัตราเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดตีบตันจากไขมันอุดตัน นอกจากนี้พบว่า จะลดอัตราการเกิดมะเร็งเต้านม ต่อมลูกหมาก และลำไส้อีกด้วย

อาหารที่มีไขมันเห็นได้ชัด ๆ เช่น น้ำมันหมู หมูสามชั้น มันหมู มันวัว หนังไก่ ท่านคงหลีกเลี่ยงได้ง่ายๆ แต่มีบางคนเข้าใจว่า หมูเนื้อแดง เนื้อวัวที่ทำสเต็ก เนื้อไก่ นั้นไม่มีไขมันปนอยู่เลย ซึ่งความจริงไขมันจะมีแทรกในเนื้อเหล่านั้นอยู่ด้วย ไขมันจะมีน้อยลงมาก ในจำนวนพวกเนื้อปลา ซึ่งในขณะนี้มีผู้นิยมรับประทานกันมากขึ้นเรื่อยๆ

4. บริโภคอาหารที่มีปริมาณของแป้งและไฟเบอร์ (กากใย) ให้มากเพียงพอ

คนส่วนใหญ่มักบริโภคสารอาหารที่มีแป้งและไฟเบอร์น้อย โดยเฉพาะสารอาหารที่มีไฟเบอร์มาก ได้แก่ ผัก ผลไม้ ซึ่งเป็นอาหารที่มีไฟเบอร์สูง ไฟเบอร์เหล่านี้บางส่วนอาจถูกย่อย โดยกระเพาะอาหารและลำไส้ บางส่วนอาจไม่ถูกย่อย ไฟเบอร์เหล่านี้จะช่วยให้การขับเคลื่อนสารอาหารที่รับประทานเข้าไป จนกระทั่งไปถึงลำไส้ใหญ่ และขับถ่ายออกจากร่างกายในรูปของอุจจาระ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้สมบูรณ์ดี นอกจากนี้อาหารที่มีไฟเบอร์สูง และมีไขมันต่ำจะช่วยลดอัตราเสี่ยงของอุบัติการณ์ของมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย คุณสมบัติประการหนึ่งของไฟเบอร์เหล่านี้คือ เป็นตัวช่วยในการดูดซึม ของไขมันสู่ร่างกายลดน้อยลง

5. หลีกเลี่ยงการบริโภคสารอาหาร ที่ปรุงด้วยปริมาณน้ำตาลจำนวนมาก

นอกจากนี้อาหารที่มีปริมาณน้ำตาลจำนวนมาก จะทำให้เกิดโรคฟันผุแล้วอาหารเล่านี้มักมีปริมาณไขมันและแคลอรี ในจำนวนที่สูงกว่าอาหารประเภทอื่นๆ แต่มีปริมาณของวิตามิน และเกลือแร่จำนวนน้อย ดังนั้นกล่าวโดยรวมแล้ว การรับประทานอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูงเป็นจำนวนมาก มีแต่โทษมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ

6. หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีเกลือแร่โซเดียมมากเกินไป

การรับประทานอาหารที่เค็มจัดทำให้เกิดความดันโลหิตสูงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนที่มีประวัติโรคความดันโลหิตภายในครอบครัว ความดันโลหิตสูงในบุคคลที่ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องจะนำไปสู่ โรคอันตรายร้ายแรงต่าง ๆ ได้แก่ โรคหัวใจ โรคไต และโรคที่เกี่ยวกับภาวะการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองน้อยลง
บุคคลที่รับประทานแล้วต้องเติมน้ำปลาทุกครั้งไป อาจจะรับประทานเกลือโซเดียมมากเกินไป (เกินกว่า 10-20 กรัม) ควรจะลดลงได้ ถ้าท่านคิดอยู่ในใจเสมอว่า "การรับประทานอาหาร เค็มมีอันตราย"

7. ถ้าท่านดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นประจำ ขอให้ดื่มแต่พอประมาณ

การดื่มเป็นประจำมีโทษต่อร่างกายของเราหลายประการด้วยกัน มีสถิติของอัตราการเกิดโรคของตับสูงกว่าบุคคลทั่วไป อัตราการเกิดโรคมะเร็งของอวัยวะในช่องปาก ท่ออาหารและตับ สูงกว่าบุคคลทั่วไปอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ดื่มจัดร่วมกับการสูบบุหรี่ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมมักจะมีปริมาณของเกลือแร่และวิตามินจำนวนต่ำ แต่ให้แคลอรีสูงกว่าอาหารประเภทอื่น

สำหรับข้อคิดการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม ในการป้องกันโรคหัวใจจากหลอดเลือดหัวใจตีบ-ตัน ท่านพึงระวังเสมอว่าไขมันและมันอื่นๆ มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิด หลอดเลือดแข็งขาดความยืดหยุ่น อันจะนำไปสู่ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ-ตัน มีผลทำให้เกิดหัวใจพิบัติ หรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย

อาหารการกินที่พึงระวังและปฏิบัติตาม มีดังต่อไปนี้

1. ประเภทอาหารสัตว์ ควรรับประทาน ปลาทุกชนิด กุ้ง กระต่าย กบ และนก
รับประทานแต่น้อย ได้แก่ เนื้อวัว ลิ้นวัว ไข่เป็ด ไข่ไก่ หรือเนื้อไก่
ไม่ควรรับประทาน ได้แก่ หมูติดมัน ไส้กรอก แฮม ห่าน เป็ด ไก่ เครื่องใน เช่น สมองและตับ

2. ประเภทคาร์โบไฮเดรต ควรรับประทาน ข้าวสาร ข้าวโพด ข้าวเหนียว ก๋วยเตี๋ยว มักกะโรนี สปาเกตตี้ ขนมปัง
รับประทานแต่น้อย ได้แก่ บะหมี่ แคร็กเกอร์ ข้าวโพดคั่ว

3. ประเภทถั่วและนม ควรรับประทาน ถั่วเขียว ถั่วดำ เต้าหู้ขาว เต้าหู้เหลือง ถั่วฝักยาว ถั่วพู ถั่วลันเตา นมถั่วเหลือง ลูกเดือด
รับประทานแต่น้อย ได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วลิสงต้ม นมวัว และนมแพะ
ไม่ควรรับประทาน ได้แก่ ถั่วลิสง และมะม่วงหิมพานต์

4. ไขมัน รับประทานแต่น้อย ได้แก่ น้ำมันพืช น้ำมันรำ นมถั่วเหลือง
ไม่ควรรับประทาน ได้แก่ น้ำมันหมู ไขมันสัตว์ น้ำกะทิ และเนยสด

สำหรับพวกผักผลไม้มีไขมันน้อยกว่า 1% จึงรับประทานมากๆ ได้ แต่ต้องระวังผลไม้ที่มีรสหวานจัด ส่วนวิธีการปรุงอาหาร สมควรที่จะเปลี่ยนเป็น อบ ย่าง หรือนึ่ง เพื่อลดปริมาณของไขมันที่จะบริโภค

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม 2542

ก่อนอื่นผมต้องขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านเดลินิวส์ ที่ติดตามคอลัมน์นี้มาอย่างต่อเนื่อง เพราะผมได้รับจดหมาย และโทรศัพท์เข้ามาสอบถามเพิ่มเติม บางรายทราบด้วยว่า คอลัมน์นี้ขาดหายไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง ผมได้อธิบายไปให้ทราบแล้ว ถึงความจำเป็นของทางหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ที่จำเป็นต้องลดจำนวนหน้ากระดาษลง ในช่วงภาวะวิกฤติหลายๆ บริษัท ลดงบประมาณในการโฆษณาลง แต่มีแฟนเดลินิวส์อยู่รายหนึ่ง โทรศัพท์เข้ามาคุยกันประมาณ 1/2 ชั่วโมง เกี่ยวกับคอลัมน์ในสัปดาห์ที่แล้ว ที่กล่าวถึงอาหารการกินที่พึงระวังและปฏิบัติตาม โดยเฉพาะเกี่ยวกับถั่วเหลือง และน้ำมันชนิดต่างๆ รวมทั้งน้ำมันถั่วเหลืองด้วย

โดยมีข้อมูลบางประการที่ผมขอตรวจสอบกับแหล่งข้อมูล ทั้งกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขและสถาบัน วิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อที่จะเขียนถึงโดยละเอียด ในโอกาสต่อไป ผมต้องขอขอบพระคุณท่านที่ได้ทักท้วงข้อเขียนของผม ด้วยความเต็มใจยิ่ง เพราะการแพร่ข้อมูลและคำแนะนำสำหรับประชาชน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง มีแหล่งข้อมูลที่อ้างอิงถึงได้

สัปดาห์นี้ผมขอให้คำแนะนำเกี่ยวกับ "การปฏิบัติตนให้พ้นจากโรคหัวใจ" ในการปฏิบัติตัวพื้นฐานที่ทุกท่านสามารถทำได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร

หากท่านได้ติดตามความเคลื่อนไหวข่าวคราว เกี่ยวกับการแพทย์ในปัจจุบัน ท่านคงจะเข้าใจได้ดีขึ้นแล้วว่า วิทยาศาสตร์การแพทย์สามารถช่วยให้มนุษย์มีอายุยืนยาวมากขึ้นเรื่อยๆ นอกเหนือจากอุปกรณ์ทางการแพทย์ในการให้การรักษาพยาบาลแล้ว สิ่งที่สำคัญมากอย่างหนึ่งคือ การป้องกันโรคและโรคหัวใจ ก็ถือเป็นโรคหนึ่งซึ่งมนุษย์เราสามารถป้องกันได้เกือบ 100% ถ้าหากมีความตั้งใจจริงที่จะกระทำ

สำหรับวัยเด็ก

นอกเหนือจากการดูแลสุขภาพทั่วไปให้แข็งแรงแล้ว เมื่อมีอาการไข้หรือเจ็บคอ สมควรจะได้รับการตรวจรักษา เพื่อป้องกันโรคหัวใจรูห์มาติก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเด็กมีอาการไข้ และเจ็บคอเกินกว่า 2 วัน ท่านควรพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาต่อไป

สำหรับสตรีวัยเจริญพันธุ์

เนื่องจากเป็นวัยที่จะให้กำเนิดบุตร ท่านควรหลีกเลี่ยงสิ่งเสพย์ติด เหล้า และบุหรี่ เพราะทำให้เป็นพิษต่อทารกในครรภ์ ก่อนมีครรภ์ควรฉีดวัคซีนป้องกันหัดเยอรมันเสียก่อน และขณะมีครรภ์ควรรักษาสุขภาพให้ดี

สำหรับชายและหญิงวัยกลางคน

ถ้ามีความดันโลหิตสูงหรือเป็นเบาหวาน ควรได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ตามที่แพทย์แนะนำ อย่าคิดว่าหายจากโรคแล้วหยุดรับประทานยาเอง เพราะโรคแทรกซ้อนของทั้งสองโรคนี้ คือ โรคหัวใจจากหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ส่วนผู้ไม่มีโรคประจำตัวก็ควรรับการตรวจร่างกายประจำปีให้สม่ำเสมอ และตรวจสอบระดับไขมันในเลือดเป็นระยะๆ ด้วย จะช่วยวางแผน ป้องกันในระยะยาวได้ดี เพราะถ้าไขมันในเลือดสูงระยะแรกจะไม่ปรากฏอาการ แต่ถ้าทิ้งไว้นานเป็น 10 ปีก็จะเกิดโรคหลอดเลือดตีบตันได้ แม้อายุ 60 ปี การลดไขมันลงได้ก็ยังมีประโยชน์เพราะคนในปัจจุบันอายุยืนมากขึ้น

นอกจากนี้แล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่สำคัญ 5 ประการ ก็จะช่วยให้ท่านไม่เป็นโรคหัวใจได้ ดังนี้คือ
  1. ไม่สูบบุหรี่
  2. หลีกหนีอาหารมัน
  3. ออกกำลังกายเป็นประจำ
  4. คุมความดันโลหิตได้ดี
  5. หาวิธีผ่อนคลายความเครียด

หากท่านมีความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงมาจากภาษาอังกฤษว่า Hypertension โดย Hyper แปลว่า มากหรือสูงส่วน Tension แปลว่าความตึงเครียด ดังนั้นจึงหมายรวมว่าความเครียดสูงนั่นเอง

ปัจจัยของความดันโลหิตสูง ส่วนใหญ่ มาจากขบวนการที่เกิดจากความเครียดที่ต้องผจญอยู่เป็นประจำ ส่วนน้อยที่เกิดจากความผิดปกติภายในร่างกายที่สามารถจะแก้ไขได้ และหายเป็นปกติ ดังนั้นหากท่านมีความดันโลหิตสูง ควรที่จะปรึกษาแพทย์ทันที เพราะอาจหาสาเหตุและรักษาให้หายขาดได้ ส่วนใหญ่ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง มักจะไม่ทราบสาเหตุที่เป็นรูปธรรม ต้องมาสนใจกับนามธรรมคือ ความเครียดนั่นเอง

สำหรับการลดความดันโลหิตโดยธรรมชาติก่อนที่จะต้องใช้ยาลดความดัน ได้แก่ การควบคุมน้ำหนัก การควบคุมอาหาร โดยเฉพาะลดอาหารเค็ม และการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่ผ่อนคลายความเครียดจากปัญหาต่างๆ

สำหรับกิจกรรมที่ทำให้เกิดการผ่อนคลายความเครียดจากปัญหาต่างๆ ได้ดีคือ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนั่นเอง ซึ่งนอกจากความเครียด จะหายไปแล้ว การออกกำลังกายจะมีผลต่อความแข็งแรงของหัวใจ และระบบไหลเวียนของโลหิตด้วย ผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ แม้ขณะพักอยู่หัวใจก็จะเต้นเร็ว ซึ่งเราจะพูดกันติดปากว่า "ไม่ฟิต" ตรงกันข้ามกับผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ชีพจรจะเต้นช้ากว่า และเมื่อออกกำลังกายหัวใจเต้นเร็วขึ้นแต่ก็จะกลับลงสู่ปกติได้โดยเร็ว

หากท่านมีไขมันในเลือดสูง

ระดับของไขมันในเลือดสูงเมื่อบริโภคอาหาร เกินความต้องการของร่างกาย เพราะอาหารทุกชนิดคือ แป้ง เนื้อสัตว์ หรือไขมัน เมื่อบริโภคเกินความต้องการของร่างกาย ก็จะเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมได้ทันที

ตัวท่านเองนี่แหละที่จะมีส่วนทำให้ไขมันในเลือดลดลงได้ โดยที่จะต้องมีความตั้งใจและมุ่งมั่นว่าต้องทำได้ ถ้าท่านเป็นคนรับประทานจุ ก็ต้องรู้จักประมาณตนเอง อาหารที่รับประทานควรมีคุณค่าทางโภชนาการ อาหารที่ควรงดได้แก่อาหารที่มีไขมันพวกเครื่องในต่างๆ ไข่แดง สัตว์ที่มีกระดอง พวกที่รสหวานจัด น้ำอัดลม ขนมหวาน ถ้าท่านมีงานสังสรรค์บ่อย รับประทานอาหารตามภัตตาคาร ซึ่งมักจะเป็นอาหารที่มีไขมันสูง ท่านต้องพยายามหลีกเลี่ยง

การเลือกบริโภคไขมันมีความสำคัญมาก คือ การเกิดโรคหัวใจตีบ-ตัน ท่านควรเลือกบริโภคไขมันจากพืช ยกเว้นกระทิและน้ำมันปาล์มที่ท่านไม่ควรบริโภค หากท่าน มีไขมันในเลือดสูง ท่านควรละเว้นการบริโภคไขมันจากสัตว์ สรุปแล้วก็คือไขมันที่ท่านควรเลือกบริโภคคือ ไขมันชนิดไม่อิ่มตัว เห็นได้จากไม่เป็นไขเวลาใส่ไว้ในตู้เย็น

การเลือกบริโภคอาหารที่ถูกต้อง นอกจากจะช่วยป้องกันโรคหัวใจแล้ว ยังช่วยป้องกันโรคมะเร็งอีกด้วย ประเทศไทยเป็นประเทศ ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชผักผลไม้ จึงสมควรที่จะหาประโยชน์ จากการเลือกบริโภคอาหารที่ให้คุณค่าราคาถูกอย่างถูกวิธี โดยสรุปได้ดังนี้ คือ

  1. รับประทานผักใบเขียว ผลไม้สีแดง และสีส้มเป็นประจำ เช่น ผักตำลึง มะละกอสุก
  2. รับประทานไขมันอิ่มตัว พวกเนย เนยเทียม แต่น้อย
  3. ใช้ไขมันไม่อิ่มตัวปรุงอาหาร เช่น น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด และน้ำมันถั่วเหลือง ซึ่งทั้งสี่ชนิดราคาอาจจะสูงต่ำแตกต่างกันไป
  4. รับประทานเมล็ดธัญพืช เช่น ข้าวซ้อมมือ ถั่ว เป็นต้น

หวังว่าไขมันในเส้นเลือดที่สูงของท่านคงจะลดลงมาได้ โดยไม่ต้องอาศัยยารักษา แล้วท่านจะปลอดภัยจากโรคหัวใจตลอดไป

การผ่อนคลายความเครียด

ความเครียดถือเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของการเกิดโรค มิใช่เฉพาะโรคหัวใจอย่างเดียว อาจทำให้เกิด โรคแผลในกระเพาะอาหาร กลุ่มอาการที่ปวดเมื่อย ตามกล้ามเนื้อหลังบริเวณสะบัก และยังเชื่อกันว่า อาจเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งอีกด้วย

ความเครียดหรือความวิตกกังวล อาจเกิดขึ้น ตามหลังการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่า หากใครต้องเดินทางไปรับการรักษาจากแพทย์บ่อยๆ เพราะโรคต่างๆ แล้ว ย่อมต้องเกิดความเครียดวิตกกังวลไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่สิ่งแวดล้อมแย่ลงเรื่อยๆ ผู้ที่อยู่ในเมืองใหญ่ๆ ย่อมต้องมีปัญหามากมายเกี่ยวกับการเดินทาง เพราะการจราจร ที่ยากจะแก้ไขให้ดีได้

ดังนั้นในกรณีที่ควรเครียดเกิดตามหลังโรคต่างๆ ท่านก็สามารถที่จะป้องกัน ไม่ให้เกิดความเครียดได้โดยดูแลตัวเองให้มีสุขภาพกายที่ดี รับประทานอาหารที่เหมาะสม ควบคุมน้ำหนักตัว ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ ตรวจเช็กร่างกายตามระยะเวลาที่เหมาะสม และหลีกหนีจาการรับ สารที่มีพิษเข้าสู่ร่างกาย เช่น บุหรี่ เหล้า ยาเสพย์ติด เป็นต้น

สำหรับความเครียดที่เกิดขึ้นในคนเรามีความเชื่อกันว่า ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในคนที่มีบุคลิกภาพชนิด A (Type A Personality) มีลักษณะของ 4ร เรือ ดังนี้คือ

เร่ง เพราะมีจุดมุ่งหมายสูง มีความหวังสูง
รีบ เพราะขีดเส้นตายให้แก่ตนทุกโครงการ
เร็ว เพราะต้องแข่งขันกับคนรอบข้าง
ไร้ เพราะไม่มีความอดทน

บุคลิกภาพที่กล่าวมาแล้วนี้ มีส่วนที่ทำให้ความโน้มเอียง ที่จะเป็นโรคหัวใจได้ง่าย ดังนั้นจงสำรวจตนเองว่า ท่านมีบุคลิกภาพแบบนี้หรือไม่ ถ้าท่านสามารถปรับเปลี่ยน ให้อยู่ในทางสายกลางได้ โดยฝึกที่จะมีการประนีประนอม ฝึกที่จะให้อภัย ให้เวลากับตนเองและครอบครัวมากขึ้นกว่าเดิม พักผ่อนให้เพียงพอ หากิจกรรมที่ชอบและออกกำลังกายที่เหมาะสมตามวัย เชื่อว่าจะทำให้ท่านปราศจากความเครียด และโรคหัวใจ ก็จะไม่มาเบียดเบียนท่าน

ผมขอประชาสัมพันธ์ให้ "โครงการผ่าตัดผู้ป่วยโรคหัวใจ เฉลิมพระเกียรติฯ" สำหรับผู้ป่วยผู้ยากไร้ 72 รายที่รอผ่าตัด ของ รพ.ภาครัฐซึ่งจะถูกคัดเลือกและส่งมาให้คณะกรรมการพิจารณานำมาผ่าตัดใน รพ.เอกชนต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งผู้ป่วยเหล่านี้ จะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ในขณะนี้ผู้ป่วยรายแรก (ชาวบุรีรัมย์) ได้รับการผ่านตัดโดยทีมแพทย์ของศูนย์โรคหัวใจ รพ.กรุงเทพไปเรียบร้อยแล้ว

โครงการฯ นี้คาดว่าจะใช้เวลาที่จะผ่าตัดให้ครบ 72 ราย โดยความร่วมมือของ รพ.เอกชนต่างๆ จนถึงสิ้นปี 2543 และใช้งบประมาณทั้งงาน 20 ล้านบาท หากท่านมีจิตศรัทธาที่จะบริจาค ช่วยเหลือผู้ป่วยผู้ยากไร้เหล่านี้มากน้อยเพียงใดก็ตาม หรือท่านจะร่วมกันบริจาคเพื่อจัดหาลิ้นหัวใจเพื่อช่วยผู้ป่วย 1 ราย จำนวน 42,000 บาท ก็สามารถกระทำได้ ท่านสามารถติดต่อบริจาค ได้ที่สำนักงานโครงการฯ โทรศัพท์ 310-3337 และ 310-3351

นายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์


ขอบคุณหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600