มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือhey.to/yimyam
[ คัดลอกจากนิตยวารแม่และเด็ก ปีที่ 20 ฉบับที่ 304 มิถุนายน 2540]
คลอดยาก คลอดง่าย
น.พ.วีระ สุรเศรณีวงศ์
เมื่อวานพบคนรู้จักกันพาเพื่อนมาฝากให้ดูแล เนื่องจากตรวจพบว่า
เป็นเนื้องอกปากมดลูก ดูเธอแก่กว่าอายุจริงมาก ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ
ได้ความว่า เธอแต่งงานกับพ่อค้า มีลูก 5 คน คนเล็ก 9 ปีเศษ
มาติดใจตรงที่บอกว่าลูก 5 คน เพราะแม้จะเป็นหมอทางสูตินรีแต่ปัจจุบันนี้
โอกาสที่จะพบคนตั้งครรภ์ท้องที่ 4 ขึ้นไปมีน้อยลงมาก และจะยิ่งน้อยลงไปทุกที
ยิ่งเรียนมาก จะยิ่งมีลูกน้อย เรียกได้ว่ามุ่งคุณภาพมากกว่าปริมาณ
ตัวเธอก็ร่ำเรียนจนจบมหาวิทยาลัยเลยรู้สึกแปลกๆ
ยิ่งถ้าเป็นคนในวงการเดียวกัน คือเป็นหมอเป็นพยาบาลก็ดี
แทบจะหาไม่ได้ที่มีลูกเกิน 3 คน นอกจากเรื่องของเวลาที่จะมีให้ลูกเป็นตัวแปร
หรือปัจจัยที่สำคัญแล้ว ภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์และคลอด
ซึ่งยิ่งตั้งครรภ์หลังๆ โอกาสเกิดผลแทรกซ้อนตามมาจะมีมากขึ้น เช่น รกเกาะต่ำ ที่เป็นตัวสาเหตุทำให้มีเลือดออกระหว่างตั้งครรภ์ ครรภ์พิษหรือความดันสูง ยิ่งตั้งครรภ์มากขึ้นร่างกายทรุดโทรมลงๆ เพราะต้องแบกภาระ
ในการตั้งครรภ์แต่ละครั้งเหมือนมีกาฝาก คืออวัยวะทุกอวัยวะ
ตับไตไส้พุง ปอด หัวใจต้องทำงานเพิ่มมากขึ้น อวัยวะต่างๆ
ก็เหมือนเครื่องจักรเครื่องยนต์ ใช้มากก็จะเกิดการสึกหรอ ชำรุด
จริงอยู่แม้ร่างกายจะวิเศษกว่าเครื่องยนต์ที่สามารถจะซ่อมแซม
หรือบางครั้งก็สร้างใหม่บางส่วนให้กับอวัยวะนั้นๆ แต่ถ้าตั้งท้องหรือตั้งครรภ์ถี่ๆ ไม่มีระยะพักเพียงพอที่จะให้ร่างกาย หรือเนื้อเยื่อได้สร้าง ซ่อมบ้างเลย สภาวะชำรุดสึกหรอก็ยิ่งคงจะมีอยู่ ยังแก้ไขไม่ทันเสร็จ ว้าว! ท้องเสียอีกแล้ว
ถ้าซ้ำๆ กันมากครั้งโอกาสที่จะเกิดความเสื่อมโทรมก็จะมีมากกว่าพวกตั้งครรภ์
น้อยครั้ง ที่สำคัญของผลแทรกซ้อนที่น่ากลัวซึ่งเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ ไม่มีหรือไม่สามารถที่จะพยากรณ์ล่วงหน้าได้เลย คือไม่มีลางบอกเหตุ
และถ้าเกิดขึ้นแล้วโอกาสที่จะเสียชีวิตในผู้ตั้งครรภ์มีเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์
หรืออาจจะทั้งแม่และลูกในครรภ์เลยก็ได้ ซึ่งแม้แพทย์จะให้การรักษา
ได้ทันท่วงทีอย่างถูกต้องและรีบด่วน แต่ความรุนแรงของโรคก็สูงมาก
และอันตรายสูงสุดถึงชีวิต
ซึ่งเป็นสภาวะโรคที่แพทย์หรือสูติแพทย์ทุกคนกลัวเป็นหนักหนา
ว่าอย่าได้พบพานเลย เพราะพอเกิดแล้วคนไข้จะเสียชีวิตเกือบทุกราย
และญาติหรือสามีจะยอมรับไม่ได้ เกิดปัญหาฟ้องร้อง ซึ่งขณะนี้โรงพยาบาลบางแห่งก็กำลังมีเรื่องถึงโรงถึงศาลอยู่
เพราะความไม่เข้าใจของคนไข้และญาติ หรือกล่าวได้เลยว่า
ของคนไทยทุกคนที่ไม่ใช่บุคลากรของโรงพยาบาล ซึ่งเป็นจุดบอดอันหนึ่ง
ของการสาธารณสุขไทยที่จะต้องแก้ไขในการให้ความรู้ความเข้าใจ
แก่ประชาชนทุกกลุ่มเพื่อจะได้ระมัดระวังและเข้าใจถึงความเป็นไปอย่างคร่าวๆ
ของแต่ละโรค ในขบวนการฝากครรภ์จำเป็นต้องให้ความรู้
แก่ตัวผู้เป็นแม่และสามีถึงภาวะโรคนี้ด้วย คือ สภาวะน้ำคร่ำจุกอก
การคลอดลูกคลอดบุตรนั้นมีความเสี่ยงโดยตัวของมันเอง แพทย์ผู้ดูแลหรือสูติแพทย์จะต้องพยายามค้นหาและแก้ไขความเสี่ยงนั้นๆ
ก่อนที่จะเกิด หรือเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็พยายามแก้ไขให้เข้าสู่ภาวะปกติ
ซึ่งด้วยพัฒนาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าสามารถที่จะควบคุม
ขบวนการคลอดได้ตลอด แต่ก็จะมีความแตกต่าง
แต่ละบุคคลไปในขบวนการคลอด ปัจจุบันจึงมีแต่สภาวะคลอดยาก
หรือคลอดง่ายเท่านั้น สภาวะที่คลอดไม่ได้ไม่มีอีกต่อไป
คลอดยากคลอดง่ายนั้นที่จริงชาวบ้านทั่วๆ ไปเชื่อว่าเป็นเรื่องของบุญกรรม
หรือของเวรของกรรมแต่ละบุคคลซึ่งก็พอจะอนุมานได้ แต่เป็นเรื่องที่สามารถหาเหตุผล
มาอธิบายได้ทุกอย่างทุกขั้นตอน มีเหตุผลของกลไกต่างๆ ที่ชี้แจ้งได้ นี่คือข้อแตกต่างของอาชีพหมอกับนักการเมืองที่มักจะโมเมไปเรื่อยๆ จนหมอบางคนพอเข้าไปเล่นการเมืองเข้าก็เลยติดนิสัยโมเมเตชั่น คนจะถูกยิง
ยังว่าเรื่องชู้สาว เลยทำให้ภาพพจน์ของพวกหมอเสียหายไปด้วย
จนมีผู้ใหญ่บางท่านพูดให้ฟังดูก็เข้าท่าดี ท่านกล่าวว่า หลงดีใจว่า
ได้สูญเสียหมอที่
(ไม่ดี) นึกว่าจะได้นัการเมืองที่ดี กลับได้นัการเมืองที่
(ไม่ดี)
เพิ่มมาอีก ดูแล้วปลง เพราะอาชีพแพทย์ก่อนจะวินิจฉัยอะไร
จะต้องหาเหตุหาหลักฐานตรวจพิสูจน์จนแน่ใจจึงวิเคราะห์แยกโรคได้ ท่านอาจจะเผอิญไปดินเนื้อวัวที่อิมปอร์ตมาจากอังกฤษเข้ากระมัง
กำลังเขียนเรื่องคลอดไพล่ไปเป็นการวิจารณ์การเมืองไป
จริงๆ ก็ไม่แตกต่างกันเท่าใด เพราะดูถ้ารัฐธรรมนูญฉบับ ส.ส.ร.
ก็ทำท่าจะคลอดยากเช่นกัน เพราะต้องใช้ 2 ขั้นตอนคือ
สภาและหรือประชาชนลงคะแนน การคลอดอย่างน้อยก็ต้องใช้คนไม่น้อยกว่า
400-500 คน (สมาชิกสภา) หรือถ้าสภาไม่รับไม่ผ่าน ก็ต้องให้ประชาชน
เป็นสิบๆ ล้านลงคะแนนตัดสิน ส่วนการคลอดบุตรนั้นใช้แพทย์ตัดสินเพียง
1 หรือ 2 หรือ 3 คนเท่านั้นง่ายกว่ากันมาก
การคลอดบุตรจะง่ายหรือยากมีปัจจัยตัวแปรอยู่ 3 ปัจจัยใหญ่ๆ สองในสามปัจจัยเป็นส่วนของตัวแม่ อีกหนึ่งปัจจัยเป็นจากตัวทารกในครรภ์
ส่วนสามีไม่มีส่วนในการคลอดเลย มีเพียงช่วยทางจิตใจเรียกได้ว่า
มีหน้าที่ทำครรภ์เพียงอย่างเดียว ที่เหลือเป็นหน้าที่ของภรรยาและหมอ
ดังนั้นเวลามีปัญหาฟ้องร้องเรื่องแย่งลูกกัน ศาลจึงมักจะให้แม่
เป็นผู้ครอบครองลูกเสียเป็นส่วนใหญ่
ปัจจัยทางแม่มีผลต่อขบวนการคลอดบุตรคือ
ลักษณะเชิงกราน หรือก็คือลักษณะช่องทางคลอดๆ นั้นจริงๆ
มีความยาวไม่เกินครึ่งของความยาวไม้บรรทัด หรือไม่เกินครึ่งฟุต
นับจากปากมดลูกจนมาถึงปากช่องคลอด แต่ขบวนการและกลไก
ในการที่จะได้เด็กทารกซึ่งใขนาดประมาณ 3 กิโลกรัมโดยเฉลี่ย ยาวประมาณ
เกือบ 2 ฟุต ได้ลอดออกมาผ่านช่องคลอดซึ่งกว้างไม่เกินลูกเทนนิสไปมากมายนัก
นั้นช่างสลับซับซ้อน มีขั้นตอนต่างๆ มากมายจนแทบไม่น่าเชื่อว่าธรรมชาติของมนุษย์
นี่จะพัฒนาขบวนการคลอดซึ่งสามารถจะนำสิ่งมีชีวิตที่แสนจะบอบบาง
ขนาดใหญ่กว่าช่องคลอดให้คลอดออกมาได้ 95 เปอร์เซ็นต์
โดยไม่มีผลเสียหายต่อตัวทารก
ระยะทางเพียงครึ่งฟุตหรืออาจจะน้อยกว่านั้นจากปากมดลูกถึงปากช่องคลอด ทารกในครรภ์ใช้เวลาในการเคลื่อนที่โดยเฉลี่ยประมาณ 8-10 ชั่วโมง
ถ้าท้องแรกก็นานหน่อย ถ้าท้องหลังๆ ก็จะเร็วขึ้น (แต่ก็ไม่เสมอไป
ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีก) ที่ใช้เวลานานเพราะตัวทารกที่เคลื่อนตัวลงมานั้น
จะต้องมีการปรับตัว ปรับหัวศีรษะ มีการก้มการตะแคงในแต่ละการเคลื่อนที่ลงมา
อย่างเป็นระบบ จากเข้าสู่เชิงกรานเคลื่อนที่ลงมาสู่ระดับกลางเชิงกราน
และต่อมาสู่ระยะโผล่พ้นช่องคลอด แต่ละช่วงจะมีการเอียงศีรษะ
การก้มของศีรษะเป็นมุมเฉพาะเพื่อให้มีเส้นผ่าศูนย์กลางของศีรษะ
เล็กมากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อให้มีการผ่านช่องคลอดจากบนลงสู่ส่วนล่าง
ได้อย่างสม่ำเสมอ
ลักษณะช่องคลอดเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการคลอดว่าจะราบรื่นหรือไม่
กระดูกเชิงกรานซึ่งเป็นโครงสร้างหลักที่ห่อหุ้มช่องทางคลอดอยู่เป็นตัวกำหนด
ลักษณะช่องทางคลอด ในสตรีที่สูงยาวเข่าดีแบบนักมวยนั้น
กระดูกเชิงกรานจะผายใหญ่และโค้งดี เข้าลักษณะที่เรียกว่าพวก ไก่ย่นหรือก้นใหญ่
หรือพวกสะโพกใหญ่ที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่าสะโพกสุดเสียงสังข์
แล้วละก็ช่องทางคลอดจะใหญ่กว้างดี การคลอดจะค่อนข้างราบรื่น ในคนที่เตี้ยจะทำให้ช่องทางคลอดสั้นซึ่งน่าจะดีเพราะระยะทางที่ทารก
จะเคลื่อนผ่านในการคลอดสั้น การคลอดคงจะสั้นนั้นผิดเพราะในสตรีที่เตี้ย
กระดูกเชิงกรานมักจะเล็กและสอบเข้าหากันทำให้ช่องทางคลอดแคบ
เมื่อเชิงกรานแคบเพราะตัวผู้เป็นแม่เล็กช่องเชิงกรานก็จะแคบตามไปด้วย ทำให้การคลอดไม่ราบรื่นมักจะมีอุปสรรค บ้างอาจคลอดไม่ได้ทางช่องคลอด
ต้องใช้การผ่าตัด
โดยเฉลี่ยถ้าความสูงน้อยกว่า 150 เซนติเมตร แล้วถือเป็นข้อควรระวัง ในขบวนการคลอดมักจะมีปัญหาทารกอาจคลอดออกมาติดไหล่
ซึ่งเป็นสภาวะการคลอดที่ทุลักทุเล ถ้าไม่มีความพร้อมต่อทารก
อาจจะคลอดออกมาพิการหรืออาจจะเสียชีวิตได้ ความสูงเป็นตัวบอกทำนาย
การคลอดได้ ยิ่งสูงก็จะยิ่งได้เปรียบ แต่การได้เปรียบจะถูกชดเชยในทางลบทันที
ถ้ามีความอ้วนเข้ามาเกี่ยวในสตรี ตั้งครรภ์ที่อ้วนจากสถิติจะพบว่า
สตรีอ้วนจะใช้เวลาในการคลอดมากกว่าสตรีผอม และทารก
มักจะตัวใหญ่ตามแม่ไปด้วย ยิ่งอ้วนมากผลแทรกซ้อนทางการคลอด
ก็จะมากตามไปด้วย
โครงสร้างของกระดูกเชิงกรานนั้นนับเป็นหัวใจของการดำเนินการคลอด
เลยก็ว่าได้ เพราะลักษณะกระดูกเชิงกราน จะเป็นตัวกำหนดคุณลักษณะ
ของช่องทางคลอด กระดูกเชิงกรานมนุษย์นั้นเพศหญิงเพศชายต่างกัน ธรรมชาติสร้างสรรค์มาให้เหมาะสมกับหน้าที่ กระดูเชิงกรานสตรี
จะมีส่วนของปีกกระดูกเชิงกรานผายออก และส่วนฐานของกระดูกเชิงกรานจะกว้าง ทำให้โพรงหรือช่องว่างส่วนฐานดูจะมีลักษณะคล้ายรูปหัวใจ ในเพศชายจะมีลักษณะกระดูกเชิงกรานแบบราบกว่า ไม่ผายและงอน ทำให้เพศหญิงจะมีทรวดทรงองเอวและก้นงอนรับกับสะโพก ผิดกับผู้ชายที่ยืนหลังแนบข้างฝาจะแนบได้สนิทไม่มีช่องว่าง แต่ผูหญิงหรือสตรีเพศถ้าได้ยืนหลังชิดฝาผนังจะมีช่องว่าง
เนื่องจากมีส่วนโค้งส่วนเว้า
การโค้งงอนของกระดูกบันท้ายเชิงกรานจะทำให้ช่องทางคลอด
มีขนาดกว้างเพิ่มขึ้น พื้นที่หน้าตัดเพิ่มขึ้น จะทำให้ทารกผ่านได้ง่าย ในช่องทางคลอดภายในช่องเชิงกรานจะมีด่าน (เปรียบเทียบได้กับด่าน)
3 ด่าน ซึ่งจะมีเป็น 3 ระดับ ในทางเข้าช่องเชิงกราน ซึ่งจะมีลักษณะ
คล้ายวงรีมีส่วนสำคัญที่จะทำให้หัวทารกต้องตะแคงเข้าช่องเชิงกราน
ในแนวตะแคงเพื่อจะได้ค่อยๆ เคลื่อนหมุนเข้าสู่ด่านที่ 2 ซึ่งอยู่ระหว่างกลาง
ของโพรงกระดูกเชิงกราน ด่านที่สองจะมีระบบส่วนกว้างเริ่มอยู่ในแนวหน้าหลัง จะเป็นส่วนที่กว้างน้อยที่สุดของโพรงเชิงกราน ถ้าผ่านด่านนี้ได้ก็จะลงมาที่ด่านที่สาม คือด่านที่อยู่หลังต่อปากช่องคลอดอยู่ในระนาบของหัวเหน่า จะมีแนวระนาบ
กว้างที่สุดในแนวดิ่ง การที่ทารกจะเคลื่อนลงมาได้นั้นต้องอาศัยแรงขับเคลื่อน พูดเหมือนภาษารถยนต์ก็คงไม่ต่างกันมาก แรงขับเคลื่อนของทารก
คือแรงที่เกิดจากการหดตัวของมดลูก ซึ่งแรงหดตัวนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญอีกอันหนึ่ง
ในบรรดาด่าน 3 ด่าน ที่ทารกจะต้องเคลื่อนผ่านมานั้น ในแต่ละด่านจะมีกลไกตามธรรมชาติที่จะกระทำต่อทารกเพื่อให้ทารก
ปรับส่วนศีรษะให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กที่สุด โดยการก้มของศีรษะ
ให้งุ้มลง และเคลื่อนลงมาในระยะทางสั้นๆ ด้วยการเคลื่อนแบบซิกแซ็ก ซึ่งกลไกทั้งหมดเกิดจากผลทางฟิสิกส์ จากผลลัพธ์ของแรงกระทำต่อทารก
คือการบีบตัวของมดลูก และความเสียดทานของช่องทางคลอดในระดับต่างๆ
ที่แตกต่างกัน นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่พวกหมอต้องเรียนฟิสิกส์
เพื่อมาทำความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ ไม่เท่านั้นขบวนการคลอดของทารก
ยังสอนให้รู้จักธรรมชาติของการดำรงชีวิตว่ามนุษย์นั้นต้องปรับตัวให้เข้ากับ
หนทางข้างหน้าที่จะเดินไป ไม่เช่นนั้นคงต้องตายตั้งแต่ในท้องเพราะคลอดไม่ได้ การทำงานหรือดำเนินชีวิตก็เหมือนกัน
ในทารกที่จะคลอดนั้น 90 เปอร์เซ็นต์ ธรรมชาติทำให้การคลอด
เกิดได้เองตามธรรมชาติ ผ่านด่านต่างๆ ได้แต่ยากง่ายนั้นตัวแปรดังกล่าวคือ ผู้เป็นแม่เองก็เป็นส่วนสำคัญ โครงสร้างของแม่จะมีผลต่อ 3 ด่านนั้น
ในบรรดา 3 ด่านนั้น ทางที่ 3 หรือด่านสุดท้าย คือด่านใต้หัวเหน่า
เป็นด่านที่พอจะแก้ไขได้ให้กว้างขึ้น ซึ่งแพทย์มักจะชอบขยายขนาดให้โดยการตัด
เพื่อให้ศีรษะทารกคลอดได้ง่าย ถ้าไม่ตัดธรรมชาติก็จะทำให้กว้างได้
แต่จะเกิดการฉีกขาดซึ่งจะทำให้เกิดผลตามมา คือการหย่อนของปากช่องคลอด ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้ช่องคลอดหลวม (สามีบ่น) เท่านั้นยังจะพลอยทำให้
อวัยวะเพศภายใน คือมดลูกจะขาดตัวยึดรั้งจะทำให้มดลูกหย่อน
และถ้าไม่แก้ไขก็จะเกิดเป็นกระบังลมหย่อนจนอาจจะเคลื่อนที่
เคลื่อนเลื่อนต่ำออกมาข้างนอก
พอมดลูกเลื่อนต่ำก็จะพลอยดึงกระเพาะปัสสาวะโตหย่อนตามมาด้วย ก็จะเกิดความผิดปกติในระบบขับถ่าย เกิดปัสสาวะเรี่ยราด กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ และในส่วนของลำไส้ก็จะถูกดึงรั้งให้เลื่อนต่ำลงมา กองพองในช่องคลอด
ผลพวงตามมาคือท้องผูก ปวดถ่วงท้องน้อย นานๆ เข้า ก็จะมีสภาวะ
ที่มักจะก่อความรำคาญให้กับสามีคือการร่วมเพศมักจะเสียงดัง
ที่มักจะมาบ่นให้หมอแก้ไข คือการผายลมทางช่องคลอด ซึ่งเกิดจาก
มวลของลมในช่องคลอด ซึ่งปกติจะเป็นโพรงอากาศ พอกระบังลมหย่อม
หรือมดลูกที่เลื่อนต่ำลงเคลื่อนตัวไปมา รวมทั้งกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ตรง
ซึ่งหย่อนไม่ถูกตรึงอยู่กับที่เคลื่อนขึ้นลงตามแรงดันในช่องท้องและความถ่วง ก็จะทำให้ลมถูกผลักออกสู่ภายนอกก็จะเกิดเสียงคล้ายผายลม เป็นการทำลายบรรยากาศการร่วมเพศ หมอสูติจึงมักจะตัดปากช่องคลอด
เพื่อไม่ให้เกิดการฉีกขาดตามธรรมชาติ ซึ่งจะกะรุ่งกะริ่ง และป้องกันไม่ให้ศีรษะทารกมาดันปากช่องคลอดนานจนกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อช่องปากคลอดหย่อนเสียสภาพไป
พอตัดแล้วเมื่อทำคลอดทารกเรียบร้อย แพทย์หรือหมอสูติ บางครั้งอาจจะเป็นสูติกาก็จะเย็บซ่อมให้เหมือนเดิมหรือบางครั้งดีกว่าเดิม ก็โดยถ้าเห็นว่าเป็นการตั้งครรภ์ท้องหลังๆ มักจะมีการหย่อนของปากช่องคลอด
หรืออาจจะจากการใช้งานสมบุกสมบันมานาน ก็อาจจะทำการตัดซ่อมแล้วเย็บให้ใหม่ บางคนออกจากโรงพยาบาลอายุลดลงเกือบสิบปี คือจาก 30 เศษ สามีนึกว่าเพิ่งทำบัตร
เพราะหมอแก้ไขให้ใหม่ ก็เป็นการทำบุญอีกหนทางหนึ่ง การที่ช่วยให้ชีวิตครอบครัวมีความสุขทางเพศได้นั้นก็เป็นอานิสงฆ์อันหนึ่ง คนไทยก็เลยเรียกเนื้อเยื่อบริเวณใต้ปากช่องคลอดที่ต่อกับรูก้นว่าฝีเย็บ ซึ่งตรงตามสรรพคุณมาก
ปัจจัยทางแม่อันที่สองคือ แรงบีบตัวของมดลูกหรือแรงขับเคลื่อนทารกก็ว่าได้ ธรรมชาติสร้างให้แรงขับเคลื่อนทารกเกิดจากการที่มดลูกมีการบีบตัว
3 ครั้งใน 10 นาที ครั้งละไม่เกินนาทีเศษ และพักอีกนาทีเศษเพื่อให้มีระยะพัก
ทั้งในแม่และลูก เพราะเวลามดลูกบีบตัวแต่ละครั้งจะปวดและต้องใช้พลังงานมาก ขบวนการคลอดจะมีการบีบตัวทุกๆ 3 นาที ตลอด 8-10 ชั่วโมง ของการเจ็บครรภ์คลอด ความเจ็บของแต่ละครั้งของการบีบตัวจะไม่เท่ากันในแต่ละบุคคล บางคนปวดสลึงร้องบาท บางคนปวดบาทร้องสลึง ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูมาแต่เด็ก พวกเด็กที่พ่อแม่สปอยมาก
จะมีความอดทนน้อยจะปวดสองสลึงร้องบาทเสียส่วนใหญ่ ยิ่งร้องมากยิ่งใช้พลังมาก
ก็จะอ่อนเพลียมาก จะมีผลตอนขั้นตอนการเบ่งซึ่งอาศัยพลังกายจากแม่
ช่วยเบ่งขับเคลื่อทารกออก ในแม่ที่เข้มแข็งเตรียมตัวมาดี มีความอดทน
เข้าใจขบวนการคลอดและร่วมมือ เวลาปวดก็จะทำตามคำแนะนำ
ไม่ดิ้น ไม่โวยวาย เรียกว่าปวดแบบสงบ จะมีผลให้ช่องทางคลอด
ไม่บิดเบี้ยวไปจากปกติ พลังงานจึงไม่สิ้นเปลืองทารกก็จะขับเคลื่อนลงมาได้ง่าย
ในขบวนการคลอดในปัจจุบันหมอจะให้น้ำเกลือซึ่งก็คือสารอาหารทางหนึ่ง
ให้พลังงานแก่ผู้เป็นแม่ เพราะฉะนั้นในคุณแม่ที่ร่างกายแข็งแรงเป็นนักกีฬา
หรือพวกที่มีพลังกล้ามเนื้อแข็งแรงจะได้เปรียบเวลาเบ่งคลอดจะมีผลให้คลอดได้ง่าย
ไม่น่าแปลกใจที่ทำไมคนหาเช้ากินค่ำ พวกกรรมกรจึงมีลูกได้มากมาย เพราะชีวิตลำบากมาตลอดหล่อหลอมให้เป็นคนอดทนสูง ข่มเจ็บได้ดี กล้ามเนื้อที่แข็งแรงจากการแบกหามทำให้พลังการขับเคลื่อนทารกมีประสิทธิภาพ เด็กทารกจะคลอดได้ง่ายได้เร็ว ทำให้ทรมานจากการคลอดสั้น เลยไม่กลัวการคลอด ทำให้มีลูกได้มาก เรียกว่าไม่มีอาการบาดเจ็บทางจิตใจจากการคลอด
ปัจจัยทางเด็กทารก นับว่าสำคัญมากเพราะเด็กทารกในครรภ์
แสนจะบอบบางและอ่อนแอ แต่ธรรมชาติก็ช่วยให้ทารก 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ ให้มีความสมบูรณ์และอยู่ในวิสัยที่จะคลอดได้เองตามธรรมชาติ ในสภาวะปกติของการคลอดเองตามธรรมชาตินั้นทารกจะต้องเอาศีรษะ
ลงสู่ช่องเชิงกรานช่องทางคลอด ถ้าผิดไปจากท่าศีรษะ โดยเฉพาะท่าขวาง
หรือท่าผสมต่างๆ เช่น ท่าไหล่ ท่ามือไพล่ ฯลฯ จะคลอดไม่ได้เอง ถ้าปล่อยให้ดันทุรังคลอดทารกจะเสียชีวิตถึงจะคลอดได้ ท่าก้นก็เป็นท่าคลอด
ที่ผิดปกติ แต่ก็อาจจะคลอดได้แต่ค่อนข้างจะทุลักทุเลและเด็กมีโอกาสพิการ
หรือเสียชีวิตสูง รวมทั้งผู้เป็นแม่ด้วย
โดยสรีระของเด็กทารกในครรภ์นั้นศีรษะเป็นส่วนที่ใหญ่
แต่ใหญ่น้อยกว่าไหล่ ไหล่แม้จะใหญ่ในแง่ของเส้นผ่าศูนย์กลาง
แต่สามารถจะปรับขนาดได้ เพราะเนื้อเยื่อและข้อต่อยืดหยุ่นได้ แต่ศีรษะนั้นจะเป็นส่วนที่มีกระดูกแม้จะบางและบุ๋มได้ แต่ก็จะเป็นอันตราย
ต่อสมองที่ถูกห่อหุ้มอยู่ภายใน การลดขนาดของศีรษะจึงต้องใช้กลไกการก้ม
หรือปรับแกนมีไม่มากนักที่หัวหรือศีรษะคลอดออกมาได้ แต่เกิดติดไหล่
เพราะความผิดปกติของช่องทางคลอดหรืออาจจะจากความผิดปกติทางสรีระของเด็ก เช่นในแม่ที่เป็นเบาหวาน เด็กทารกจะตัวใหญ่มีไขมันมากมาพอกตามลำตัว ทำให้ขัดขวางการห่อการงองุ้มของไหล่ทารกเมื่อคลอดหัวจะติดไหล่ ซึ่งต้องแก้ไขทำการคลอดด้วยเทคนิคเฉพาะเพื่อทำคลอดทารกออกมา มิฉะนั้นจะเกิดการบาดเจ็บต่อทารกมากจนอาจจะพิการทางระบบสมอง หรือที่พบบ่อยมากคือพิการของแขน เพราะดึงชนเส้นประสาทหัวไหล่ฉีกขาด เป็นความพิการติดตัวทารกไปตลอด
ความเชื่อที่ว่าการบำรุงครรภ์ให้คนตั้งครรภ์ยิ่งอ้วนยิ่งดีนั้นไม่ถูกต้อง เพราะถ้าอ้วนมากจะทำให้ทารกตัวใหญ่เกินพิกัดจะก่อปัญหาในขบวนการคลอด ดังนั้นการควบคุมน้ำหนักของแม่ในระหว่างตั้งครรภ์จึงจำเป็นมาก ต้องทานอาหารให้ได้ครบหมวดหมู่รวมทั้งอาหารเสริมด้วย
เบาหวานเป็นสภาวะผิดปกติในแม่ที่ตั้งครรภ์ที่พบบ่อยขึ้น
และอาจจะแอบแฝงโดยไม่รู้ตัว และถ้าเป็นจะก่อให้เกิดทารกที่มีตัว
โตกว่าปกติและอ่อนแอ ผลแทรกซ้อนหลังคลอดสูง การฝากครรภ์
ปัจจุบันจึงต้องเจาะเลือดดูระดับน้ำตาล ตรวจสอบผู้ตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยง
ต่อการเป็นเป็นเบาหวาน เพื่อคัดกรองและค้นหาให้การแก้ไขแต่เนิ่นๆ กลุ่มนี้ได้แก่ผู้ที่มีประวัติเบาหวานในครอบครัว, อายุมาก (แม่) มีประวัติทารกตายหรือเสียชีวิตในครรภ์ เคยมีทารกพิการมาก่อน
ความพิการในทารกเป็นตัวแปรต่อการคลอดง่ายคลอดยากเช่นกัน ความพิการบางชนิดจะขัดขวางการขับเคลื่อนของทารกให้คลอดง่าย
เช่นเป็นเนื้องอกของต่อมน้ำเหลือง เป็นโรคเลือด ความพิการชนิดหัวบาตร ซึ่งปัจจุบันการตรวจพบคลื่นเสียงความถี่สูงสามารถบอกถึงความผิดปกติดังกล่าวได้ การตรวจหาความผิดปกติทางพันธุกรรมก็สามารถทำการวินิจฉัยได้ ความพิการหรือความผิดปกติในทารกบางชนิดแก้ไขได้ การคลอด
จึงต้องเตรียมการล่วงหน้า ขบวนการคลอดที่จะเกิดกับทารกที่ผิดปกติ
ก็จะต้องวางแผนดูแลอย่างดี ถ้าในสถาบันที่ใหญ่และเครื่องมือพร้อม
ก็จะใช้เครื่องตรวจสอบทารก (Monitor) ตลอด ถ้าเห็นว่าจะเกิดอันตรายต่อทารก
และหรือแม่ก็จะใช้การผ่าตัดคลอดเข้าแก้ปัญหา ไม่ใช่ใช้การผ่าตัดเป็นสรณะ
คือ เอะอะอะไรก็ผ่าตัดคลอด หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าซีซาร์ ซี่งผลแทรกซ้อน
ต่อทั้งแม่และทารกสูงมากกว่าการคลอดปกติทางช่องคลอดมากมายนัก
จะเห็นว่าปัจจัยของทารกต่อการคลอดง่ายหรือคลอดยากเป็นปัจจัยที่หมอ
ควบคุมแทบไม่ได้ เพียงแต่แพทย์ต้องรู้สภาวะของทารก
ความเป็นไปตลอดตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนเข้าสู่ขบวนการคลอด
อันเป็นปลายทางของหน้าที่สูติแพทย์ยิ่งต้องดูแลให้ทั้งแม่และทารก
คลอดง่ายคลอดปลอดภัยทั้งคู่
น.พ.วีระ สุรเศรณีวงศ์
ขอบคุณนิตยสารแม่และเด็ก ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่
[ BACK TO LIST]
มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600