มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน 2542]

วัยทองของสตรีมีกระดูกพรุน

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์



สตรีที่มีอายุช่วง 40 ปีตอนปลาย เป็นช่วงที่คนไทย เรียกกันทั่วไปว่า เป็นวัยหมดประจำเดือน มีอาการแสดงออกสำคัญคือ มีความไม่สม่ำเสมอของการมีรอบเดือน ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย และจิตใจหลายประการ บางคนเรียกตามคำไทยเดิมๆ ว่าเป็นวัย "เลือดจะไปลมจะมา"

สาเหตุสำคัญของสตรีวัยหมดประจำเดือนหรือเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง แม้เมื่อเริ่มใกล้วัยหมดประจำเดือน ก็เนื่องจากเป็นช่วงอายุที่รังไข่ เริ่มทำงานน้อยลง และมักจะน้อยลงไปตามลำดับตามวัยสูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น กล่าวคือ ไม่สามารถผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนได้ เท่าระดับที่เคยผลิตในวัยหนุ่มสาว โดยปกติฮอร์โมนทั้ง 2 ชนิดนี้ เป็นตัวกระตุ้นให้มีประจำเดือนตามปกติทุกๆ เดือน ดังนั้นเมื่อเริ่มเข้าสู่ วัยหมดประจำเดือน การมีรอบเดือนจึงเริ่มผิดปกติและเปลี่ยนแปลง ไปในทางน้อยลง จนกระทั่งไม่มีประจำเดือนอีกต่อไปและไม่สามารถตั้งครรภ์ได้

อาการที่พบหรือสังเกตได้ในระยะแรก ได้แก่

อาการร้อนวูบวาบตามตัว หน้าอก ใบหน้าเหงื่อออก ตอนกลางคืนนอนไม่หลับ ขาดสมาธิ หงุดหงิด โกรธง่าย ความรู้สึกทางเพศลดน้อยลง ผิวหนังบางและแห้ง ไม่มีน้ำมีนวล ช่องคลอดแห้งหรือมีอาการคัน เจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่

อาการที่เกิดขึ้นในระยะยาว ได้แก่

1. ภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis)

ในภาวะปกติฮอร์โมนเอสโตรเจนมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ที่ทำให้กระดูกแข็งแรง เมื่อระดับเอสโตรเจนลดลง เนื้อกระดูก จะมีการสลายมากกว่า และกระดูกก็จะบางทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุน มีผลทำให้กระดูกเปราะและหักง่าย กระดูกสันหลังอ่อนตัวทำให้หลังโก่ง รวมทั้งมีอาการปวดตามข้อ กล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ย ในวัยนี้กระดูก ส่วนที่เปราะบางและมักพบว่าหักได้ง่าย คือกระดูกสันหลัง กระดูกตะโพก และกระดูกข้อมือ ดังนั้นในวัยทองนี้ต้องระมัดระวังอุบัติเหตุไม่ให้ลื่น หรือหกล้ม เพราะมิฉะนั้นกระดูกตะโพกอาจจะหักเอาได้ง่ายๆ

2. โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน

ฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิงเป็นส่วนสำคัญที่ป้องกัน การเสื่อมของหลอดเลือด ทำให้ผู้หญิงเป็นโรคหัวใจ หรือโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดในสมองน้อยกว่าผู้ชาย แต่หลังจากผู้หญิงเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนแล้วจะมีความเสี่ยง ต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการวิจัยพบว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีส่วนสำคัญในการป้องกัน ภาวะเสี่ยงดังกล่าวได้

มีคำถามจากสตรีวัยสูงอายุอยู่เสมอว่าจำเป็นหรือไม่ ที่จะต้องใช้ฮอร์โมนเพื่อการรักษาหรือเพื่อทดแทนระดับของฮอร์โมน ในร่างกายที่ตกต่ำหรือขาดไป จำเป็นหรือไม่ที่ต้องรักษา โดยการใช้ฮอร์โมนทดแทนเมื่อมีอาการต่างๆ ของวัยใกล้หมดประจำเดือน คำตอบจากการวิจัยพบว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจนนั้นจะช่วยบรรเทาอาการต่างๆ ที่เกิดจากการหมดประจำเดือน ช่วยป้องกันภาวะกระดูกพรุน และเชื่อว่าช่วยให้อัตราการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันลดลง แต่ถ้าถามว่า จำเป็นต้องรับประทานฮอร์โมนทดแทนทุกราย ทุกรณีหรือไม่ ? คำตอบก็คือ ไม่จำเป็นเสมอไป อยู่ที่สภาพร่างกาย พฤติกรรมสุขภาพ การใช้ชีวิตประจำวัน การรับประทานอาหาร ภาวะร่างกายและจิตใจของสตรีแต่ละคน ซึ่งแตกต่างกันออกไป

ดังนั้นทุกครั้งก่อนที่จะใช้ฮอร์โมนทดแทน ควรได้รับการตรวจร่างกายโดยละเอียดและปรึกษาแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ เรื่องนี้นับว่าสำคัญเพราะการใช้ฮอร์โมน ต้องทำด้วยความระมัดระวัง และอยู่ภายใต้การควบคุมดูแล ของแพทย์อย่างใกล้ชิด การซื้อฮอร์โมนมารับประทานเอง หรือพยายามเพิ่มขนาดฮอร์โมนที่รับประทานอยู่ให้มากขึ้น เกินกว่าที่แพทย์สั่ง จะเกิดผลร้ายอย่างรุนแรงได้ และการรับประทาน ฮอร์โมนเองในขนาดสูงๆ อย่างต่อเนื่องนั้นจะไม่ทำให้ท่าน กลับมาเป็นวัยสาวใหม่แต่อย่างใดทั้งสิ้น

ข้อควรปฏิบัติของสตรีในวัยใกล้หมดประจำเดือน

ควรจะดูแลรักษาสุขภาพทั้งกายและใจอยู่อย่างสม่ำเสมอ โดยการปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้

1. การรับประทานอาหาร ควรต้องเลือกพิถีพิถันมากขึ้นโดย

1.1 เพิ่มอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมสูง ได้แก่ ปลาเล็กปลาน้อย งาดำ ถั่วเหลือง เต้าหู้ น้ำเต้าหู้ ถ้าชอบดื่มนมควรเป็นนมจืดพร่องมันเนย สำหรับท่านที่ไม่มีระดับไขมันในเลือดสูง อาจเพิ่มอาหารประเภทนม และผลิตภัณฑ์จากนม เช่น เนยแข็ง นมเปรี้ยว ปลาตัวเล็กๆ ของไทยทุกประเภท เช่น ปลาไส้ตัน ปลาแก้ว ปลาลิ้นหมา ปลาป่น กุ้งแห้ง กุ้งฝอย ล้วนมีแคลเซียมสูงทั้งสิ้น

1.2 เพิ่มอาหารที่มีเส้นใย เช่น ข้าวซ้อมมือ ผักใบเขียวเข้ม ซึ่งมีแคลเซียมมาก ถึงแม้การดูดซึมแคลเซียมจะไม่ดีเท่ากับ แคลเซียมจากสัตว์ก็ตาม แต่มักจะหาง่ายและราคาไม่แพงได้แก่ ผักกวางตุ้ง ผักตำลึง ผักคะน้า ถั่วลันเตา ใบชะพลู ยอดสะเดา ยอดแค ดอกบร็อคโคลี่

1.3 หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เช่น อาหารทะเลา ไข่แดง เนื้อสัตว์ติดมัน เบคอน เครื่องในสัตว์ น้ำมันตับปลา เป็นต้น เพราะอาหารไขมันสูงเหล่านี้ จะเป็นตัวเพิ่มปัจจัยเสี่ยง ของโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน

2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย วันเว้นวัน ครั้งละประมาณ 20-30 นาที
3. ควบคุมน้ำหนักตัว ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติระวังอย่าให้อ้วนเกินไป
4. พักผ่อนให้เพียงพอ และผ่อนคลายความตึงเครียด พยายามหลีกเลี่ยงการดื่มชา หรือกาแฟก่อนเข้านอน เพื่อจะได้นอนหลับได้สบาย
5. ตรวจสุขภาพประจำปี และควรรับการตรวจมะเร็งปากมดลูก (Pap smear) และการตรวจเต้านมร่วมด้วย เป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อป้องกันความเสี่ยงในด้านโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

"วัยทอง" นั้นใช้เรียกเพื่อจะเตือนให้ผู้ที่เริ่มเข้าวัยสูงอายุว่า ท่านเหล่านี้ประกอบการงานมาด้วยดีและกำลังจะเข้าสู่วัยเสื่อมของร่างกาย จึงควรจะหาทางรักษาสภาพร่างกายให้ดีตลอดไปนานแสนนาน โดยพยายามรักษา และป้องกันความถดถอยหรือความเสื่อมสลาย ของอวัยวะต่างๆ ของร่างกายไว้ให้ดีที่สุด ให้สามารถทำหน้าที่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพยาวนานที่สุด

อาการของสตรีวัยทองและการวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน

คุณสำลี กิ่งชา พยาบาลวิชาชีพ 5 จาก โรงพยาบาล พระศรีมหาโพธิ์ ได้รวบรวมอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสตรีวัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือนออกเป็น 5 กลุ่มด้วยกันคือ

1. อาการแบบประสาทอัตโนมัติ เช่น อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมาก
2. อาการทางจิต ประสาท เช่น หงุดหงิดง่าย ซึมเศร้า หวาดกลัว โดยเฉพาะในเวลาที่จะต้องอยู่คนเดียว ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง เครียด เบื่อหน่าย จนบางครั้งทำงานไม่ได้ เวียนศรีษะ แน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม ใจสั่น นอนไม่หลับ
3. อาการระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น กลั้นปัสสาวะไม่อยู่เวลาไอ หรือจามจะมีปัสสาวะเล็ด ปัสสาวะบ่อย หรือปวดแสบเวลาถ่ายปัสสาวะ
4. อาการระบบอัวยวะสืบพันธ์ เช่น ช่องคลอดแห้ง หมดความต้องการทางเพศ คันบริเวณอวัยวะเพศ มีตกขาว เจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์
5. อาการในระบบอื่นๆ เช่น ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ เหนื่อย เพลียชา ตามบริเวณต่างๆ หลงลืมง่าย ตาแห้ง กระดูกพรุน กระดูกบาง กระดูกหักง่าย ๆฯลฯ

การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนถ้าลำพังอาศัยผลทางเอกซเรย์ จะไม่แม่นยำและเมื่อมีกระดูกบางโดยเห็นผลจากการอ่านเอกซเรย์ มักจะสูญเสียกระดูกไปแล้วมากกว่าร้อยละ 50 อย่างไรก็ดี บทบาทของเอกซเรย์ยังจำเป็นต้องใช้ในการวินิจฉัยเมื่อสงสัยว่า มีกระดูกหัก ซึ่งก็คือผลแทรกซ้อนจากการที่มีกระดูกพรุน หรือกระดุกบาง

วิธีการวัดความหนาแน่นของกระดูกทำได้หลายวิธีคือ

1. DXA (Dual energy x-ray absorptiometry) ตรวจที่กระดูกสันหลัง กระดูกขา กระดูกแขน
2. SXA (Single energy x-ray absorptiometry) ตรวจที่กระดูกแขน
3. SPA (Single photon absorptiometry) ตรวจที่กระดูกแขน
4. QCT (Quantitative compated tomography) ตรวจที่กระดูกสันหลัง กระดูกขา กระดูกแขน
5. BUA (Braodband ultrasound attennuation) ตรวจที่ส้นเท้า

จากประสบการณ์ซึ่งรวบรวมโดย อาจารย์ นายแพทย์อุดม วิศิษฏ์สุนทร พบว่า ปัจจุบันการวัดความหนาแน่น ของกระดูกโดยวิธี DXA เป็นที่แพร่หลายมากที่สุด และมีความแม่นยำสูงสุด แต่จะเสียค่าใช้จ่ายสูง

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์


ขอบคุณหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600