มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากนิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 21 ฉบับที่ 3 มีนาคม 2540]

การศึกษาค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับ "อิ๊กซี่"

พ.ต.ต.นพ.เสรี ธีรพงษ์


ในประเทศสหรัฐอเมริกา เคยมีการเสนอให้ปิดหน่วยงาน ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการจดทะเบียนลิขสิทธิ์ ของงานประดิษฐ์ความคิดใหม่ๆ เพราะคิดว่าสิ่งประดิษฐ์ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้มีมากเกินไป จนไม่น่าจะมีใครคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ ๆ ได้อีกแล้ว

ความคิดเช่นนี้ย่อมไม่เป็นจริงแน่นอนตราบใดที่คนเรายังมี "มันสมอง" รู้จักคิดรู้จักจิตนาการบนพื้นฐานแห่งเทคโนโลยีในปัจจุบัน นอกจากนั้น สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น และกำลังจะเกิดขึ้น มักจะสลับซับซ้อน และแปลกประหลาดมหัศจรรย์ยิ่งขึ้นด้วยจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้

การศึกษาวิจัยค้นคว้าช่วยให้การรักษาภาวะมีลูกยาก พัฒนาก้าวหน้าขึ้นมาก โดยเฉพาะการทำ "อิ๊กซี่" เพื่อรักษากรณีสามีที่ "เชื้ออ่อนมาก" หรือไม่มี "ตัวอสุจิ"ในน้ำเชื้อ

DR.BASIL TARLATZIS ได้รายงานไว้ในการประชุม "เอสเชอร์" (ESHRE WORKSHOP) ในเดือนธันวาคม ค.ศ.1995 (พ.ศ.2538) ภายหลังจากวิเคราะห์ข้อมูลจาก 65 สถาบันรักษาผู้มีบุตรยาก ตลอดปี ค.ศ.1993 และ ค.ศ.1994 (พ.ศ.2537 และ พ.ศ.2538) สรุปได้ดังนี้

  1. การทำ"อิ๊กซี่" ในโลกนี้มีเพิ่มขึ้นอย่างมากมายมหาศาล
  2. อัตราการถูกทำลายของ "ไข่" จากกรรมวิธี "อิ๊กซี่" ต่ำมาก (ประมาณร้อยละ 10)
  3. อัตราการปฏิสนธิ ไม่ว่าจะได้ "ตัวอสุจิ" จากแหล่งใด นับว่าสูง มาก ในราวร้อยละ 50-60 แม้ว่าคุณภาพของ "อสุจิ" จะแย่มากเพียงไรก็ตาม
  4. อัตราการตั้งครรภ์จากการทำ "อิ๊กซี่" เป็นที่น่าพอใจ
  5. การตั้งครรภ์ส่วนใหญ่มักจะไม่แท้งกลางคัน แต่จะดำเนินไป จนกระทั่งคลอด
  6. อัตราการตั้งครรภ์แฝดสูง ซึ่งอาจจำเป็นต้องพิจารณาทำหัตถ การลดจำนวนลง
  7. อัตราความพิการแต่กำเนินหรือโครโมโซมผิดปกติไม่แตกต่าง ไปจากธรรมชาติ

ข้อมูล การรักษาภาวะมีบุตรยากวิธี "อิ๊กซี่" จาก 58 สถาบัน ใน ปี ค.ศ.1994 (พ.ศ.2537)

จำนวนคนไข้ 8,313 คน
จำนวน "ไข่" (MII) ที่นำมาทำ"อิ๊กซี่" 86,165 ใบ
จำนวน "ไข่" ที่ถูกทำลายสลายไป 7,531 ใบ (8.7%)
จำนวน "ไข่" ที่มีการปฏิสนธิ 52,392 ใบ (60.8%)
จำนวนตัวอ่อนที่ใส่กลับเข้าสู่คนไข้สตรี 37,545 ตัวอ่อน
และแช่แข็ง (43.6% ของ "ไข่" ที่ทำ "อิ๊กซี่")

จากจำนวน "ไข่" สุกที่นำมาทำ "อิ๊กซี่" เกือบแสนใบมากกว่า 5 หมื่นใบ (60.8%) มีการปฏิสนธิเกิดขึ้นซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ถึงเกือบ 4 หมื่นใบ (43.6%) โดยส่วนหนึ่งเป็น "ตัวอ่อน" ที่นำกลับเข้าสู่ ร่างกายคนไข้สตรี อีกส่วนหนึ่งเป็น "ตัวอ่อน" ที่แช่แข็งไว้ใช้ในโอกาสต่อไป จากงานวิจัยนี้ พบมีอัตราการตั้งครรภ์เพียงร้อยละ 20.7 (กำลังตั้งครรภ์อยู่)

สำหรับการศึกษาค้นคว้าวิจัยในกรณีคู่สมรสที่ฝ่ายชายไม่มี "อสุจิ" ในน้ำเชื้อ นั้นก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงเช่นกันปัจจุบันนี้เราทราบ คุณสมบัติของ "ตัวอสุจิ" ในท่อน้ำเชื้อส่วน EPIDIDYMIS เป็นอย่างดี ทั้งกรณีท่อนำน้ำเชื้ออุดตัน และไม่อุดตัน (OBSTRUCTIVE AND NON-OB-STRUCTIVE AZOOSPERMIA)

ปกติ "ตัวอสุจิ" ที่ผลิตในอัณฑะ จะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง และความสามารถในการว่ายดีขึ้นตามระยะทางที่เคลื่อนออกมาเป็นลำดับ เมื่อมาถึงท่อนำน้ำเชื้อส่วน EPIDIDYMIS ซึ่งเป็นแหล่งที่พักและเจริญของ "อสุจิ" ก่อนหลั่งออกสู่ภายนอก "ตัวอสุจิ" จะมีรูปร่างสมบูรณ์แล้ว ส่วนความสามารถในการว่าย จะดีขึ้นตามระยะทางที่ผ่านออกมา

ในกรณีผู้ชายที่ไม่มี "อสุจิ" ออกมาภายนอก และท่อนำน้ำเชื้อภายใน ไม่มีการอุดตันสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากกลุ่มเซลล์ที่สร้าง "อสุจิ" ทำงานบกพร่อง "ตัวอสุจิ" ในส่วนที่แม้รูปร่างจะปกติ ก็ไม่มีความสามารถว่ายออกมาได้

แต่ในกรณีที่มีการอุดตันทางท่อนำน้ำเชื้อ (OBSTRUCTIVE AZOOSPERMIA) "ตัวอสุจิ" ที่อยู่ใกล้จุดอุดตัน มักจะแก่และเคลื่อนไหวได้น้อยมาก หรือตายสะสมกันอยู่บริเวณนั้น "ตัวอสุจิ" ที่อยู่ลึกเข้าไปข้างในส่วนต้นๆ ของ EPIDIDYMIS กลับเคลื่อนไหวได้ดีกว่าซึ่งตรงข้ามกับในภาวะปกติ นอกจากนั้น "ตัวอสุจิ" เหล่านี้ ยังมีคุณสมบัติในการว่ายเข้าไปปฏิสนธิกับ "ไข่" ได้เองด้วย

การทราบถึงคุณสมบัติของ "ตัวอสุจิ" ในส่วนต่าง ๆ ของท่อนำน้ำเชื้อ จะช่วยให้เราสามารถเลือกเจาะดูดหรือตัดชิ้นเนื้อบริเวณที่มี "อสุจิ" คุณภาพดีที่สุดออกมา

การศึกษาค้นคว้างานวิจัยจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน พบว่า

การฉีดเชื้อเข้าโพรงมดลูก (IUI) โดยใช้ "อสุจิ" ที่เจาะดูดได้จากอัณฑะ ด้วยวิธี "MESA" ให้ผลสำเร็จร้อยละ 0-4 เท่านั้นการทำ "เด็กหลอดแก้ว" วิธีมาตรฐาน (IVF-ET) โดยใช้ "อสุจิ" จากวิธี "MESA" ประสบความสำเร็จ มีอัตราการตั้งครรภ์เพียงร้อยละ 5-10 เท่านั้น การทำ "อิ๊กซี่" ด้วย "อสุจิ" จากวิธี "MESA" หรือ "TESA" ให้ผลสำเร็จสูงกว่ามาก

ได้มีการศึกษาเปรียบเทียบ โดย SILBER และคณะ ในปี ค.ศ.1994 (พ.ศ.2537) ถึงผลของการใช้ "ตัวอสุจิ" ที่ได้จากวิธี "MESA" ว่า เมื่อนำมาทำ "เด็กหลอดแก้ว" (IVF) และ "อิ๊กซี่" (ICSI) แล้ว จะมีการปฏิสนธิและตั้งครรภ์แตกต่างกันอย่างไร

ตารางเปรียบเทียบผลของ IVF (MESA) กับ ICSI (MESA) ในกลุ่มประชากรที่คล้าย ๆ กัน

จำนวน จำนวนไข่สุก จำนวนตัวอ่อน อัตราการปฏิสนธิ (%) อัตราการตั้งครรภ์ (%)
IVF (MESA)
67 ราย
1427 98 6.9% 9% (4.5%)
ICSI (MESA)
17 ราย
197 80 41% 47% (30%)

จะเห็นว่าการทำ "เด็กหลอดแก้ว" วิธีมาตรฐาน (MESA/IVF) จากจำนวนคนไข้ 67 ราย มีอัตราการปฏิสนธิเพียงร้อยละ 6.9 และอัตราการตั้งครรภ์ร้อยละ 9 เท่านั้น และจากจำนวนการตั้งครรภ์ทั้งหมด มีเพียงครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 4.5) เท่านั้นที่อยู่จนครบกำหนดและคลอดออกมามีชีวิต
สำหรับการทำ "อิ๊กซี่" (MESA/ICSI) ในคนไข้เหล่านี้จำนวน 17 ราย มีอัตราการปฏิสนธิร้อยละ 41 และอัตราการตั้งครรภ์ถึงร้อยละ 47

จากจำนวนการตั้งครรภ์ทั้งหมดจะมีอัตราการตั้งครรภ์จนได้ทารก กลับบ้านจริง ๆ ร้อยละ 30 (ส่วนที่เหลือจะเป็นการตั้งครรภ์ที่ไม่สมบูรณ์ จนมีการสูญเสีย "ตัวอ่อน" หรือแท้งไปในที่สุดขณะที่อายุครรภ์ยังน้อยๆ อยู่)

นอกจากนี้ในปี ค.ศ.1995 (พ.ศ.2538) SILBER และคณะ ยังเปรียบเทียบผลการปฏิสนธิและการตั้งครรภ์ด้วยวิธี "อิ๊กซี่" เช่นเดียวกัน แต่ต่างกันตรงที่ใช้ "อสุจิ" จากการเจาะดูดจากท่อนำน้ำเชื้อ(MESA/ICSI) กับจากการบดชิ้นเชื้ออัณฑะที่ตัดออกมา (TESE/ICSI) จะเห็นว่า อัตราการปฏิสนธิและอัตราการตั้งครรภ์ของวิธีMESA/ICSI และ TESE/ICSI จัดอยู่ในอัตราที่สูงมากทีเดียว แต่จำนวนรายที่นำมาศึกษายังน้อยอยู่

DR.TARLATZIS ได้รวบรวมข้อมูลที่มากกว่าจากรายงานของ 33 ศูนย์รักษามีบุตรยาก พบว่าได้ผลสำเร็จสูงพอสมควร ดังนี้

ตารางเปรียบเทียบการปฏิสนธิและการตั้งครรภ์ภายหลังจากทำ
"อิ๊กซี่" ด้วย "อสุจิ"จากวิธี "MESA" และจากวิธี "TESE"

จำนวนราย อัตราการปฏิสนธิ อัตราการตั้งครรภ์ในเบื้องต้น การตั้งครรภ์กำลังดำเนินอยู่
MESA 33 47% 20 (65%) 12 (30%)
TESE 32 49% 14 (52%) 10 (37%)

การทำ "อิ๊กซี่" โดยอาศัย "ตัวอสุจิ" ที่เจาะดูดออกมาจากอัณฑะ (MESA/ICSI: มีซ่า/อิ๊กซี่) ของคนไข้ที่มารักษา 335 คน ประสบความสำเร็จ มีอัตราการตั้งครรภ์ถึงร้อยละ 30.8 และคนไข้อีกจำนวนหนึ่ง 170 คน ได้ทำ "อิ๊กซี่" โดยอาศัย "ตัวอสุจิ" ที่สกัดจากการบดชิ้นเนื้อเล็กๆ ของอัณฑะที่ตัดออกมา (TESE/ICSI: เทเซ่/อิ๊กซี่) ประสบผลสำเร็จ มีอัตราการตั้งครรภ์ร้อยละ 22.2

ความพิการแต่กำเนิดของทารกที่เกิดจากการทำ "อิ๊กซี่"

ทารกที่คลอดออกมาแล้วจำนวนมากกว่า 800 คน พบเพียง 21 คน (2.6%) เท่านั้นที่มีความพิการแต่กำเนิดชนิดรุนแรง และอีก 8 ราย (1%) มีความผิดปกติเพียงเล็กน้อย ซึ่งเมื่อเทียบกับทารกที่คลอดออกมาตามธรรมชาติจะเห็นว่า ไม่มีความแตกต่างกันเลย
นอกจากนี้ได้มีการตรวจหาโครโมโซม (PREBATAL KARYOTYPE) ของทารกในขณะตั้งครรภ์จาก 9 ศูนย์รักษามีบุตรยากจำนวน 316 คน พบว่า 354 คน (ร้อยละ 98) ทารกมีโครโมโซมปกติ

ภาวะตั้งครรภ์แฝด

พบร้อยละ 17.6 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแฝดสองมีส่วนน้อยประมาณร้อยละ 1 เป็นแฝดสามความพิการแต่กำเนิดในเด็กแฝด ก็พบเพียงเล็กน้อย ประมาณร้อยละ 2.5 ซึ่งไม่ต่างจากทารกทั่ว ๆ ไป

ความสำเร็จของการตั้งครรภ์

เท่าที่มีรายงาน จะอยู่ในราวร้อยละ 20-40 ขึ้นอยู่กับสถาบันที่ทำการรักษา สำหรับในประเทศเบลเยียม ซึ่งเป็นประเทศผู้นำในการทำ "อิ๊กซี่" จะพบว่า มีอัตราการตั้งครรภ์โดยเฉลี่ยร้อยละ 30

ผลสำเร็จของการทำ "อิ๊กซี่" เป็นที่แน่นอนแล้วว่า ไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหรือสภาพของ "ตัวอสุจิ" แต่ขึ้นอยู่กับอายุของสตรี ที่มารักษาเป็นสำคัญ โดยพบว่า
สตรีที่มีอายุต่ำกว่า 34 ปี มีอัตราการตั้งครรภ์ร้อยละ 38
สตรีมีอายุระหว่าง 35-39 ปี มีอัตราการตั้งครรภ์ร้อยละ 23
สตรีอายุมากกว่า 40 ปี มีอัตราการตั้งครรภ์ร้อยละ 6

ผลสำเร็จ จากวิธี "อิ๊กซี่" นี้ขึ้นอยู่กับความชำนาญของทีมแพทย์ผู้รักษา, เครื่องมือที่ทันสมัย และห้องปฏิบัติการเลี้ยง "ตัวอ่อน" ที่มีคุณภาพอย่างยิ่ง
สำหรับค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับสถานที่รักษา หากทำในสถาบันของรัฐคาดว่า คงอยู่ในระหว่าง 3-5 หมื่นบาท ต่อ 1 ครั้งดำเนินการ แต่ในสถาบันเอกชน จะแพงขึ้นไปอีก 2-3 เท่า

การเป็นหมันชายตามความเข้าใจสมัยก่อนที่ว่าไม่มี "ตัวอสุจิ" ในน้ำเชื้อที่หลั่งออกมาไม่เป็นจริงเสียแล้วในปัจจุบัน ขอเพียงแต่ให้มี "ตัวอสุจิ" หลงเหลืออยู่ในอัณฑะ ท่านจะสามารถสร้างฝันมีลูกสมบูรณ์เองได้ โดยไม่ต้องเดินทางไปยังต่างประเทศ เพราะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ของประเทศไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก

กรรมวิธีช่วยเหลือชายที่เป็นหมัน สร้างฝันมีลูกของตัวเองให้เป็นจริง

ใครจะคิดว่า ผู้ชายที่เป็นหมัน เพราะไม่มี "ตัวอสุจิ" ในน้ำเชื้อ จะสามารถมีลูกเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองได้ และเป็นลูกที่สมบูรณ์ เหมือนลูกคนอื่น ๆ ด้วย ความพยายามของมนุษย์ที่จะช่วยเหลือ ให้ชายที่เป็นหมันมีลูกได้นั้น มีมานานแล้ว

ปี ค.ศ.1948 (พ.ศ.2481)ได้มีการรายงานครั้งแรก ถึงประโยชน์ของการตรวจหาพยาธิสภาพของอัณฑะชายที่เป็นหมัน

ค.ศ.1969 (พ.ศ.2512) GIRGIS และคณะ ได้ทำการวิเคราะห์จนสามารถแบ่งกลุ่มลักษณะทางพยาธิวิทยา ของชายที่เป็นหมันจำนวน 843 คนออกได้เป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มที่หนึ่ง เกิดจากการอุดตันของท่อนำน้ำเชื้อ (OBSTRUCTIVE AZOOSPERMIA) พบประมาณร้อยละ 55 ซึ่งเกิดจากการอุดตันมาแต่กำเนิด หรือเกิดอุดตันขึ้นมาภายหลัง ตัวอย่างเช่น ภาวะไม่มีท่อนำน้ำเชื้ออสุจิแต่แรกเกิด (CONGENITAL ABSENCE OF THE VAS DEFERENS)

กลุ่มที่สอง เกิดจากกระบวนการทำงานของกลุ่มเซลล์ ที่สร้าง "ตัวอสุจิ" บกพร่อง (FUNCTIONAL AZOOSPERMIA) พบร้อยละ 45 ซึ่งลักษณะหนึ่งเกิดจากกลุ่มเซลล์ที่สร้าง "อสุจิ" หยุดทำงานถาวร และอีกลักษณะหนึ่งกลุ่มเซลล์ดังกล่าวทำงานได้บ้างแต่สร้าง "ตัวอสุจิ" ไม่สมบูรณ์พอที่จะหลั่งออกมาสู่ภายนอกกลุ่มที่สองนี้ไม่มีการอุดตันของท่อนำน้ำเชื้อ แต่มักมีประวัติการติดเชื้อจำพวก คางทูม, วัณโรค นำมาก่อน การแบ่งกลุ่มพยาธิสภาพเช่นนี้ ช่วยให้เราคาดคะเน แนวทางการรักษาและการพยากรณ์โรคได้ดีพอสมควรทีเดียว

ค.ศ.1984 (พ.ศ.2527) PRYORและคณะ ได้จุดประกายความหวังโดยก่อให้เกิดการตั้งครรภ์สำเร็จเป็นครั้งแรก ในการทำ "เด็กหลอดแก้ว" (IVF-ET) ด้วยการใช้ "ตัวอสุจิ" ที่เจาะดูด ออกจากท่อนำน้ำเชื้อ (EPIDIDYMIS) ของผู้ชายเป็นหมันคนหนึ่ง โดยมีชื่อเรียกวิธีนี้ในเชิงวิชาการว่า "MESA" ("มีซ่า" ย่อมาจาก MICROSURGICAL EPIDIDYMIS SPERM ASPIRATION) โชคไม่ดี ที่การตั้งครรภ์ครั้งนี้สิ้นสุดลงด้วยการแท้งเพียงแค่อายุครรภ์ 9 สัปดาห์

จนกระทั่งปี ค.ศ.1988 (พ.ศ.2531) SILBER และคณะ ได้ใช้วิธีการเดียวกัน (MESA/IVF) ประสบความสำเร็จได้ทารกรายแรกของโลก จากคู่สมรสที่สามีไม่มี "ตัวอสุจิ" ในน้ำเชื้อ แต่พบว่าการทำ "เด็กหลอดแก้ว" มีวิธีมาตรฐาน (IVF-ET) โดยใช้ "อสุจิ" ที่เจาะดูดออกจากอัณฑะส่วน EPIDIDYMIS ได้ผลสำเร็จค่อนข้างน้อย จึงมีการค้นหาวิธีอื่นมาช่วยเหลือต่อไป

ค.ศ.1992 (พ.ศ.2535) PALERMO และคณะ ทำ "อิ๊กซี่" สำเร็จได้หนูน้อย "อิ๊กซี่" เป็นรายแรกของโลก หลังจากนั้น จึงมีการนำเอาวิธี "อิ๊กซี่" มารักษาร่วมด้วยในคู่สมรสที่สามีเป็นหมัน โดยหากใช้ตัว"อสุจิ" ที่ได้จากการเจาะดูดออกมาจากท่อนำน้ำเชื้อ (EPIDIDYMIS) เพื่อมาทำ "อิ๊กซี่" ก็เรียกว่า "MESA/ICSI" (มีซ่า/อิ๊กซี่) หากใช้ "ตัวอสุจิ" ที่ได้จากการบดชิ้นเนื้อเล็ก ๆ ของอัณฑะที่ตัดออกมา ก็เรียกว่า "TESE/ICSI" ("เทเซ่/อิ๊กซี่" ย่อมาจาก "TESTICULAR SPERM EXTRATION/INTRACYTOPLASMIC SPERM INJECTION")

สำหรับข้อบ่งชี้ในการทำ "มีซ่า/อิ๊กซี่" ได้แก่
  1. ภาวะที่ไม่มีท่อนำน้ำเชื้อทั้งสองข้างแต่กำเนิด (CONGENITAL BILATERAL ABSENCE OF THE VAS DEFERENCE)
  2. การต่อหมันชายที่ล้มเหลว (FAILED VASO VASOTOMY OR VASEPIDIDYMOSTOMY)
  3. การอุดตันของท่อฉีดน้ำเชื้อ (OBSTRUCTIONS AT THE LEVEL OF BOTH EJACULATORY DUCTS)
  4. ภาวะผิดปกติที่มีการไหลย้อนกลับของ "น้ำอสุจิ" ที่หลั่งออกมา เข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ (RETOGRADE EJACULATION)
  5. ภาวะที่อวัยวะเพศชายไม่แข็งตัวเนื่องจากไขสันหลังถูกทำลาย (ANEJACULATION BECAUSE OF SPINAL CORD INJURY)

ข้อบ่งชี้ในการทำ "เทเซ่/อิ๊กซี่" ได้แก่
  1. ทุกข้อบ่งชี้ของการทำ "มีซ่า/อิ๊กซี่"
  2. ภาวะที่มีผังพืดในอัณฑะจนทำ "มีซ่า" ไม่ได้
  3. ภาวะที่กลุ่มเซลล์สร้าง "อสุจิ" ทำงานบกพร่อง (GERM CELL HYPOPLASIA ; INCOMPLETE SERTOLI CELL ONLY SYNDROM ; INCOMPLETE MATURATION ARREST ; TUBULAR SCLEROSIS)
  4. ชายที่มีปัญหาด้านการหลั่ง "น้ำอสุจิ" ในกรณีจะทำ "เด็กหลอดแก้ว"
  5. ภาวะที่ "ตัวอสุจิ" มีความพิการอย่างมาก(NECROZOOSPERMIA)

ทารกรายแรกของโลกทั้งจากวิธี "มีซ่า/อิ๊กซี่" และ "เทเซ่/อิ๊กซี่" เกิดในปีเดียวกันคือ ปี ค.ศ.1994 (พ.ศ.2537) ที่ประเทศเดียวกัน คือ เบลเยี่ยม

สำหรับประเทศไทย มีการทำ "เทเซ่/อิ๊กซี่" สำเร็จเป็นครั้งแรก ที่โรงพยาบาลตำรวจ โดย พ.ต.อ.นายแพทย์ จงเจตน์ อาวเจนพงษ์ ประกาศอย่างเป็นทางการ เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2539 ทารกที่ได้เป็นทารกคู่แฝด แข็งแรง สมบูรณ์ดี

ขั้นตอน การทำ "มีซ่า/อิ๊กซี่" และ "เทเซ่/อิ๊กซี่" คล้ายคลึงกันมาก มีแตกต่างกันเล็กน้อยดังนี้

ในส่วนของสามี มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

ขั้นตอนที่ 1 ตรวจอัวยะสืบพันธุ์ โดยตรวจดูลักษณะและขนาดของอัณฑะ รวมทั้งพยาธิสภาพบริเวณนั้นด้วยว่า ผิดปกติหรือไม่

กรณีที่อยู่ในเกณฑ์ปกติ แนะนำให้ทำการตัดชิ้นเนื้อ ตรวจพยาธิสภาพชิ้นเล็กๆ เสียก่อนว่า ยังมีการสร้าง "ตัวอสุจิ" หรือไม่ แล้วจึงทำขั้นตอนต่อไป
กรณีที่ผิดปกติ ซึ่งส่วนใหญ่ที่พบ คือ อัณฑะฝ่อลีบเล็ก แนะนำว่า โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการรักษามีน้อยมาก คู่สมรสมีทางเลือกที่จะใช้ "เชื้ออสุจิ" ของชายอื่นแทน หรือจะเสี่ยงรักษาต่อซึ่งต้องทำการตัดชิ้นเนื้ออัณฑะ เพื่อตรวจพยาธิสภาพก่อนเช่นกัน

ขั้นตอนที่ 2 การตรวจทางพยาธิสภาพ

เป็นการตรวจทางพยาธิสภาพของชิ้นเนื้ออัณฑะก่อนให้การรักษา โดยการตัดชิ้นเนื้ออัณฑะเล็ก ๆ ขนาดประมาณ 7-10 มม. โดยศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะเพื่อตรวจพิสูจน์ว่า อัณฑะยังมีการสร้าง "อสุจิ" อยู่หรือไม่

กรณีที่ภายในอัณฑะไม่มีการสร้าง "อสุจิ" แล้วแนะนำให้ยุติการรักษา หรือใช้ "เชื้ออสุจิ" ของชายอื่นแทน
กรณีที่อัณฑะยังสร้าง "ตัวอสุจิ" อยู่จะนัดให้ฝ่ายชาย มาตัดชิ้นเนื้ออัณฑะอีกครั้งหนึ่งในวันที่เจาะ "ไข่" ของฝ่ายหญิงเพื่อทำ "อิ๊กซี่"

ในบางกรณี อาจไม่จำเป็นต้องตัดชิ้นเนื้อของอัณฑะ มาตรวจพยาธิสภาพก่อน เช่น เคยทำหมันชายแล้วแก้หมันไม่สำเร็จ เพราะเชื่อว่า ยังมีการสร้าง "อสุจิ" อยู่อย่างแน่นอน เพียงแต่ถูกขัดขวางไม่ให้ออกมาสู่ภายนอกได้เท่านั้น ส่วนกรรมวิธีนำเอา "ตัวอสุจิ" ออกมาจากอัณฑะ จะเลือกใช้วิธี "มีซ่า" หรือ "เทเซ่" นั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสม

ขั้นตอนที่ 3 กรรมวิธีนำเอา "ตัวอสุจิ" ออกมาจากอัณฑะ

ในขณะที่ฝ่ายภรรยาเข้าห้องผ่าตัดเจาะดูด "ไข่" ฝ่ายสามี ก็ต้องเข้าห้องผ่าตัดเช่นกัน เพื่อดำเนินกรรมวิธีนำเอา "ตัวอสุจิ" ออกมา

กรรมวิธี "มีซ่า" จะเป็นการใช้เข็มที่ทำขึ้นเป็นพิเศษโดยเฉพาะ (MICROPUNCTURE PIPET) เจาะลงบริเวณ EPIDIDYMIS ของอัณฑะแล้วดูดเอา "อสุจิ" ออกมา
กรรมวิธี "เทเซ่" จะเป็นการกรีดตัดชื้นเนื้อของอัณฑะเป็นชิ้น เล็กๆ ขนาดประมาณ 7-10 มม. แล้วส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ ไปบดและเขี่ยหา "ตัวอสุจิ" ออกมา เมื่อพบ "ตัวอสุจิ" แล้วจะนำไปล้างน้ำยา จากนั้นจึงนำไปทำ "อิ๊กซี่" ต่อไป

ในส่วนของภรรยา มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

ขั้นตอนที่ 1 กระตุ้น "ไข่" และเจาะเก็บ "ไข่"

โดยใช้ยาหรือฮอร์โมนฉีดกระตุ้นเพื่อให้ได้ "ไข่" หลายๆ ใบ เมื่อ "ไข่" เหล่านั้นโตได้ขนาดที่เหมาะสมจึงเจาะเก็บออกมา

ขั้นตอนที่ 2 ทำ "อิ๊กซี่"

เมื่อได้ "ไข่" ออกมาแล้ว จะนำมาคัดเลือกเอาเฉพาะ "ไข่" ที่สุกเต็มที่ (ระยะ METAPHASE II) เท่านั้น ขณะเดียวกันจะให้สามีเข้าห้องผ่าตัด เพื่อทำการเจาะดูด "ตัวอสุจิ" ที่บริเวณEPIDIDYMIS (วิธี MESA) หรือกรีดตัดเอาชิ้นเนื้ออัณฑะชิ้นเล็ก ๆ ไปบดและเขี่ยหา "ตัวอสุจิ" (วิธี "TESE") เมื่อพบ "ตัวอสุจิ" แล้วก็จะนำเอามาเจาะใส่ "ไข่" เพียงตัวเดียวโดยใช้เครื่องมือพิเศษ (MICROMANIPULATOR)

ขั้นตอนที่ 3 การประเมินสภาพการปฏิสนธิของ "ตัวอ่อน"

"ไข่" ที่ทำ "อิ๊กซี่" แล้วจะถูกนำมาเลี้ยงไว้ในน้ำยาเลี้ยง "ตัวอ่อน" ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซนติเกรด ภายใต้บรรยากาศที่เหมาะสม ทิ้งไว้ประมาณ 16-18 ชั่วโมง จึงมาตรวจดูว่า มีการปฏิสนธิเกิดขึ้นหรือไม่ หากมีการปฏิสนธิ จึงจะพิจารณานำ "ตัวอ่อน" กลับเข้าสู่ร่างกายคนไข้สตรีต่อไป

ขั้นตอนที่ 4 การนำ "ตัวอ่อน" กลับเข้าสู่ร่างกายคนไข้สตรี

โดยอาจจะดำเนินการกลับเข้าทางปากมดลูกหรือปีกมดลูก ก็แล้วแต่ความเหมาะสม"มีซ่า/อิ๊กซี่" และ "เทเซ่/อิ๊กซี่" เป็นกรรมวิธีที่ใช้ได้ผลอย่างยิ่ง ในกรณีสามีเป็นหมัน ประสบความสำเร็จ ใกล้เคียงกัน แนวทางการรักษาคล้ายๆ กัน แต่ก็มีส่วนที่แตกต่างกันบ้างเล็กน้อย คือ "มีซ่า/อิ๊กซี่"จะเลือกใช้ในกรณีที่คาดว่า มี "ตัวอสุจิ" ที่บริเวณส่วน ของอัณฑะ ส่วน "เทเซ่/อิ๊กซี่" ใช้ได้กับทุกกรณี

คนเราแต่งงานกันใช่ว่า จะมีความสุขเพียงสองคนได้ตลอดชีวิต บางทีการใช้ชีวิตร่วมกันเพียงแค่สองคน อาจจะจำเจ, หงอยเหงาและ เนื่อย ๆ ราวกับว่า เราใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมาย ปราศจากคุณค่า

"ลูก" อันเป็นตัวแทนและพยานแห่งความรักเป็นสิ่งซึ่งทำให้เรารู้จัก "คุณค่า" ของตัวเองอย่างแท้จริง คุณค่าในการ "เสียสละ" และ "ให้" โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เพียงแต่ว่า "คุณค่า" เหล่านี้มักจะสงวนไว้ เฉพาะ สายเลือดของเรา เท่านั้น

พ.ต.ต.นพ.เสรี ธีรพงษ์


ขอบคุณนิตยสารใกล้หมอ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600