มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ http://i.am/thaidoc หรือ http://hey.to/yimyam


ปัจจุบันความเจริญทางด้านวัตถุของสังคมรุดหน้าไปมาก หลายคนยังต้องรับผลพวงของสังคมไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ที่อยู่อาศัย ตลอดจนเรื่องอาหารการกิน อันเป็นผลพวง ของจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการเพิ่มประชาชนเท่ากับร้อยละ 1.4 และตามนโยบายของชาติต้องการให้อัตราการเพิ่มประชากร อยู่ที่ร้อยละ 1.2 (ข้อมูลปี 2537)

ท่านรู้จักวิธีคุมกำเนิดดีแค่ไหน?

การที่จะให้อัตราการเพิ่มประชากร บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ภาครัฐและโดยความร่วมมือของภาคเอกชน ได้เข้ามามีบทบาท รณรงค์เรื่องการคุมกำเนิดประชากร โดยนำเอาวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานยา การฉีดยา ตลอดจนการใส่ห้วงอนามัย และถุงยางอนามัย มาใช้อย่างแพร่หลาย

แต่ยังพบว่าการเข้าใจวิธีการที่ถูกต้องสมบูรณ์ยังมีข้อจำกัด ในเรื่องวิธีการแก้ไขเมื่อเกิดปัญหา อันเนื่องมาจากวิธีการคุมกำเนิดที่ใช้อยู่ เช่น ผลข้างเคียงจากการรับประทานยาหรือผลเสียของยา และผลของยาต่อยาอื่น อันจะเป็นอุปสรรคต่อการที่จะบรรลุเป้าหมาย ของรัฐที่ตั้งเอาไว้

บทความนี้จะกล่าวถึงเทคนิคและวิธีการคุมกำเนิดแบบต่างๆ ทั้งแบบชั่วคราวและแบบถาวร ซึ่งจริงๆ แล้วการจะเลือกว่า วิธีคุมกำเนิดแบบไหนดีหรือเหมาะสมกับผู้ใช้อย่างไร ควรจะได้ทราบถึงรายละเอียดปลีกย่อย ความพอใจ เศรษฐานะ และความเหมาะสมด้านร่างกายผู้ใช้โดยปรึกษา รับคำแนะนำจากแพทย์ พยาบาล เภสัชกร และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

วิธีการคุมกำเนิดจะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ แบบชั่วคราวและแบบถาวร

โดยแบบที่นิยมใช้กันมากคือ แบบชั่วคราว ซึ่งมีหลายวิธีการ กล่าวคือ การนับวันที่ที่ปลอดภัย หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า "หน้า 7 หลัง 7" ซึ่งหมายถึงนับจากวันที่มีประจำเดือนคราวที่แล้ว โดยคาดการณ์ว่าประจำเดือนจะมาอีกครั้งเป็นวันที่เท่าไร โดยช่วงก่อนประจำเดือนรอบใหม่มา 7 วัน และนับจากที่มีประจำเดือนมา ต่อไปอีก 7 วัน เบ็ดเสร็จรวม 14 วัน นับเป็นช่วงที่ปลอดภัย

เป็นวิธีการควบคุมกำเนิดแบบวิถีธรรมชาติ ทั้งนี้ในการนับจะได้ผลดีเมื่อมีรอบเดือนมาสม่ำเสมอ เป็นรอบที่แน่นอน แต่ก็เสี่ยงต่อการจำวันผิดพลาด ถ้าไม่ได้มีการจดบันทึก อีกประการหนึ่งคือ ช่วงที่มีประจำเดือนปากมดลูกจะเปิดเพื่อให้ขับเลือดออก ถ้ามีการร่วมเพศช่วงนั้นมีโอกาสที่จะติดเชื้อทำให้มดลูกอักเสบ มีมากกว่าช่วงปกติ เพราะเชื้ออสุจิจะนำเอาเชื้อโรคภายนอก เข้าสู่โพรงมดลูกที่มีการลอกหลุดทำให้เกิดปัญหาได้

การรับประทานยาคุมกำเนิด

โดยทั่วไปยาคุมกำเนิดจะมี 2 แบบ คือ แบบ 21 เม็ด และแบบ 28 เม็ด โดยแบบ 28 เม็ดมี 7 เม็ดสุดท้ายจะเป็นวิตามิน ให้รับประทานเพื่อกันลืม ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน จะมีข้อห้ามใช้ในบางคนที่มีโรคหรือภาวะต่อไปนี้ คือ เส้นเลือดอุดตันที่สมอง เส้นเลือดอุดตันที่หัวใจ คนตั้งครรภ์ คนเป็นโรคตับหรือเคยตัวเหลือง ความผิดปกติของอวัยวะเพศ เช่น เป็นกะเทย เป็นมะเร็งเต้านม และคนที่มีเลือดออกจากช่องคลอด แบบผิดปกติที่ยังไม่ทราบสาเหตุการวินิจฉัย ดังนั้นก่อนจะเลือกวิธีคุมกำเนิดชนิดนี้ ควรได้มีการสอบถามรายละเอียดดังกล่าว นอกจากนี้อาการอื่นอันเป็นผลจาฮอร์โมนเอสโตรเจนจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อันเป็นผลข้างเคียงของยา ไม่ใช่อาการแพ้ยา

จริงๆ แล้วองค์ประกอบของฮอร์โมนในเม็ดยาคุมกำเนิดมี 3 แบบ
- แบบที่มีปริมาณเอสโตนเจนและโปรเจสเตอโรนเท่ากันทุกเม็ด
- แบบที่สองปริมาณเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนแต่ละเม็ดไม่เท่ากัน โดยเป็นสัดส่วนเลียนแบบธรรมชาติ
- แบบที่สามจะมีโปรเจสเตอโรนอย่างเดียวในปริมาณที่น้อย

การเลือกยาคุมกำเนิดชนิดไหนควรจะปรึกษากัน ระหว่างผู้ใช้กับผู้รู้ ส่วนเทคนิคการทานควรจะทานเป็นเวลาเดียวกัน ทุกวันเพื่อกันลืม โดยเริ่มยาคุมกำเนิดเม็ดแรกภายในวันที่ 5 ของวันที่มีประจำเดือนมา ถ้าลืมรับประทาน 1 เม็ด ให้รับประทานชดเชยวันรุ่งขึ้นเป็น 1 เม็ดเช้าเย็น ถ้าลืม 2 วัน ให้เพิ่มชดเชยเป็น 1 เม็ด เช้าเย็น 2 วัน ถ้าลืมรับประทานยา 3 เม็ด ให้งดยาแผงนั้นแล้วคุมกำเนิดโดยวิธีอื่น จนกว่าประจำเดือนจะมา ค่อยเริ่มรับประทานยาคุมกำเนิดแผงใหม่ ซึ่งยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน เหมาะสำหรับสาวที่เพิ่งแต่งงานใหม่ที่ยังไม่พร้อมที่จะมีบุตร

การฉีดยาคุมกำเนิด

ยาฉีดเป็นฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน โดยขนาดที่ใช้ 1 ขวด 3 มล. มียาอยู่ 150 มก. โดยฉีดทุก 84 วันหรือ 12 สัปดาห์ ไม่ใช่ 90 วัน เพราะโอกาสพลาดจะเพิ่มขึ้น ถ้านับ 90 วัน การใช้ยาฉีดจะพบว่า ประจำเดือนจะมาน้อยหรือขาดหายไป และถ้าฉีดช่วงแรกๆ อาจพบมีประจำเดือนมากระปริบกระปรอย (Estrogen Withdrowal Bleeding) การฉีดจะทำให้ไข่ไม่ตก และอาจเกิดภาวะหมันชั่วคราวได้ วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีบุตรมาแล้ว และผู้ที่ทนผลข้างเคียง ของยาคุมกำเนิดชนิดรับประทานไม่ไหว ข้อห้ามยาฉีดใกล้เคียงยารับประทาน การหยุดฉีดเพื่อให้มีบุตรต้องวางแผนล่วงหน้า 6-12 เดือน เพราะบางครั้งกว่าร่างกายจะปรับสมดุลย์ฮอร์โมนสู่ภาวะปกติ อาจต้องใช้เวลานานดังกล่าว

ยาคุมกำเนิดชนิดฝัง (Norplant)

เป็นยาคุมที่ประกอบด้วยฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนลักษณะเป็นหลอด ใช้ฝังบริเวณต้นแขนด้านใน โดยฮอร์โมนจะค่อยๆ กระจายสู่ร่างกายช้าๆ มีผลคุมกำเนิดนานประมาณ 5 ปี เหมาะสำหรับผู้มีบุตรเพียงพอแล้ว หรือต้องการเว้นระยะห่างของการมีบุตรนานๆ ปัจจุบันสะดวกสามารถรับบริการได้ตามโรงพยาบาลของรัฐ และคลีนิคทั่วไป

การใส่ห่วงอนามัย (IUD)

เป็นการคุมกำเนิดที่นิยมทำกันในกลุ่มแม่บ้าน ที่ต้องการคุมกำเนิดนานๆ อาจใส่หลังคลอดหรือช่วงประจำเดือนมา (จริงๆ ใส่ช่วงไหนก็ได้ที่ไม่ตั้งครรภ์)
ปัจจุบันมีห่วงที่นิยมใช้อยู่ 2 แบบ คือ คอปเปอร์ที่ (CU-T) และมัลติโลด (Multiload) การใส่ห่วงอนามัยต้องอาศัยบุลากร ที่ผ่านการอบรมด้านเทคนิค ห่วงสามารถคุมกำเนิดได้นานประมาณ 3 ปี หลังใส่อาจมีอาการปวดเกร็งท้องได้ ห่วงอนามัยไม่เหมาะกับ คนที่มีโอกาสติดเชื้อง่าย เช่น เป็นโรคเบาหวาน รับประทานยากดภูมิ เป็นมะเร็งหรือมีเพศสัมพันธ์แบบเปลี่ยนคู่บ่อย เพราะที่บริเวณต่อจากห่วงจะมีเชือกต่อออกมาบริเวณปากมดลูก ใช้เป็นตัวตรวจสอบสอบว่าห่วงยังอยู่ในตำแหน่งปกติหรือไม่ เชือกนี้จะเป็นจุดที่เชื้อเข้าสู่มดลูกได้ คนที่ใส่ห่วง นอกจากตรวจสอบดูเชือกแล้วต้องได้รับการตรวจมะเร็งปากมดลูกปีละครั้ง หรือเมื่อมีความปกติ เช่น เลือดออกทางช่องคลอด ปวดท้องเกร็ง หรือคลำเชือกไม่พบ

การสวมถุงยางอนามัยสตรี (Diaphragm)

เป็นถุงยางขนาดค่อนข้างใหญ่ให้ผู้หญิงสวมก่อนมีเพศสัมพันธ์มีมานานแล้ว แต่เพิ่งมาเพิ่มความนิยมช่วงที่มีการนำเอามาใช้ป้องกันโรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์ เช่น เอดส์ ปัจจุบันออกแบบใช้สะดวกขึ้น ไม่รำคาญ ใช้ง่าย ใช้ครั้งเดียวทิ้ง เหมาะสำหรับการคุมกำเนิด และป้องกันการติดเชื้อ กรณีผู้ชายปฏิเสธถุงยางอนามัยแบบผู้ชาย

การสวมถุงยางอนามัยผู้ชาย (Condom)

เป็นวิธีคุมกำเนิดที่ง่ายสะดวกและมีความปลอดภัย ในการป้องกันการตั้งครรภ์ และป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เอดส์ หนองใน แผลริมอ่อน ซิฟิลิส ฯลฯ เทคนิควิธีการใช้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ กล่าวคือ ต้องมีการพิจารณาถึงคุณภาพ และชนิดของถุงยาง โดยดูวันหมดอายุ การฉีกซองต้องระวังถุงยางจะรั่วขาด การสวมต้องขณะอวัยวะเพศชายแข็งตัว โดยบีบที่ปลายถุง แล้วสวมเพื่อให้ส่วนปลายเป็นที่รองรับน้ำอสุจิที่จะหลั่งออกมา ห้ามใช้วาสลินหรือน้ำมันเป็นสารหล่อลื่น แต่ให้ใช้เจลหรือน้ำแทน เมื่อใช้เสร็จการถอดต้องใช้กระดาษทิชชูพันรอบ แล้วดึงออกมานำทิ้งในภาชนะที่จัดไว้ เป็นวิธีที่สะดวก ปลอดภัย ราคาไม่แพง

การคุมกำเนิดแบบถาวร

จะทำให้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย โดยทำกันในผู้หญิง โดยอาจทำหลังจากคลอดขณะอยู่โรงพยาบาลภายใน 1 สัปดาห์แรก เรียกว่า หมันเปียก สะดวกสำหรับผู้ที่มีบุตรพอเพียง การผ่าตัดใช้เวลาไม่นาน โดยทำการผูกและตัดท่อนำไข่ การทำวิธีนี้อาจทำร่วมกับผ่าตัดช่องท้องอย่างอื่น หรือทำช่วงไหนก็ได้เรียกมันแห้ง

การทำหมันถาวรในผู้ชายโดยการตัดท่อนำอสุจิ ทำเวลาไหนก็ได้ที่ร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง แผลเล็กใช้เวลาสั้น ประมาณ 20 นาทีก็เสร็จ หลังจากทำแล้วต้องชี้แจงให้ทราบว่า ยังคงมีเชื้ออสุจิค้างอยู่ในท่อนำน้ำเชื้อ จึงต้องใช้วิธีคุมกำเนิดอย่างอื่น เช่นสวมถุงยางอนามัย 15 ครั้ง หรือรอจนนานกว่า 3 เดือน เพราะการสร้างเชื้ออสุจิใช้เวลาประมาณนั้น วิธีการทำหมันถาวรทั้งผู้หญิงและผู้ชายประสบผลสำเร็จสูง

นอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้น ยังมีการนำวิธีคุมกำเนิด มาใช้หลังจากมีเพศสัมพันธ์แล้ว คือ คุมกำเนิดหลังร่วมเพศ ซึ่งพบเป็นจำนวนมากในสังคมปัจจุบัน เพราะมีอิสระในการหาซื้อยา และมีอิสระในเรื่องเพศ

วิธีการคุมกำเนิดหลังร่วมเพศมีหลายวิธีดังต่อไปนี้

การรับประทานยาคุมกำเนิดที่มีปริมาณเอสโตรเจนสูง เพื่อป้องกันการฝังตัวของตัวอ่อน โดยเพิ่มการเคลื่อนไหว บีบตัวของมดลุกและท่อนำไข่ ทำให้การผสมกันระหว่างไข่ และเชื้ออสุจิเป็นไปได้ยาก ยากลุ่มนี้ชื่อ ออพรอล (Ovral) โดยรับประทานครั้งเดียว 4 เม็ด หลังร่วมเพศ พบว่า มีผลคุมกำเนิดหลังมีเพศสัมพันธ์ได้ อาการข้างเคียงจากยา คือ คลื่นไส้ อาเจียน พบได้บ่อย

ยาอีกตัวที่นำมาใช้คือ โพสตินอร์ (Postinor) ซึ่งมีปริมาณโปรเจสเตอโรนสูง แต่ความเป็นจริงแล้ว ไม่ควรรับประทานมากกว่า 4 เม็ดต่อเดือน และควรใช้หลังร่วมเพศภายใน 3 ชั่วโมง ไม่ควรเกิน 12 ชั่วโมง ผลระยะยาวของยาตัวนี้คือ เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งของมดลูกได้ นอกจากนี้ยาฉีดที่มีปริมาณโปรเจสเตอโรนสูง ก็มีการนำมาใช้โดยหวังผลการออกฤทธิ์ ทำให้เกิดภาวะเหมือนมีประจำเดือนคือ ผนังมดลูกลอกหลุด แบบช่วงมีประจำเดือน การใช้ห่วงอนามัยคุมกำเนิดหลังมีเพศสัมพันธ์ก็มีการนำมาใช้ โดยใส่ห่วงอนามัยภายใน 5 วันหลังมีเพศสัมพันธ์ นับว่าป้องกันการตั้งครรภ์ก็ได้ผลดี

ทั้งนี้ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้เตรียมการป้องกันการตั้งครรภ์ คือ ยังไม่พร้อม แต่มีเพศสัมพันธ์แล้วเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นมา ก็พยายามหาทางที่จะทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลง อาจจะหาซื้อยาขับเลือดตามท้องตลาดหรือใช้วิธีบีบรัดหน้าท้อง หรือหาผู้รับจ้างทำแท้งเถื่อนด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง ก่อให้เกิดการติดเชื้อจนถึงเสียชีวิตปีละจำนวนมาก

ปัจจุบันปัญหานี้ได้มีการพิจารณาและเปิดเป็นคลีนิค ดาวพระศุกร์ตามโรงพยาบาลของรัฐ เพื่อช่วยแก้ปัญหา สำหรับผู้ที่ยังไม่พร้อมจะตั้งครรภ์ต่อไป จริงๆ แล้วการทำแท้งเถื่อน เป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่มีข้อยกเว้นสำหรับกรณีต่อไปนี้คือ เพื่อสุขภาพของแม่ทั้งร่างกายและจิตใจ ทางคดีที่เกี่ยวข้องกับการข่มขื่น โดยต้องมีใบแจ้งความจากเจ้าพนักงาน นอกเหนือจากนี้ถือเป็นการทำแท้งเถื่อนทั้งนั้น

การทำแท้งทางการแพทย์เมื่อมีข้อบ่งชี้จะมีหลักคร่าวๆ ดังนี้ ถ้าอายุครรภ์น้อยกว่า 6 สัปดาห์ สามารถใช้กระบอก ที่มีจุดต่อกับเครื่องดูดดูดออก ถ้าอายุครรภ์มากกว่า 6 สัปดาห์ ต้องใช้วิธีการขูดมดลูกจึงจะได้ผล ถ้าอายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์ การทำแท้งจะอันตรายมาก ควรจะหาวิธีอื่นในการแก้ปัญหาแทน การพิจารณาทำแท้ง และการป้องกันการตั้งครรภ์ ควรจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ที่ผ่านมาการฝึกอบรมทางด้านนี้มาโดยเฉพาะ เพื่อจะได้รับข้อมูลที่ละเอียด ถูกต้องเป็นพื้นฐานสำหรับการตัดสินใจที่ดีต่อไป

วิธีการคุมกำเนิดหรือการวางแผนครอบครัวเป็นเรื่องใกล้ตัว การจะบอกว่าวิธีไหนดีที่สุดคงบอกไม่ได้ แต่ถ้าได้มีการปรึกษา ถึงเรื่องข้อดี ข้อด้อยของแต่ละวิธี ความพร้อมของผู้ใช้ ความถี่ของการมีเพศสัมพันธ์ ตลอดจนปัจจัยทางด้านสุขภาพ และเศรษฐกิจก็จะหาวิธีที่เหมาะสมของแต่ละคนได้ การวางแผนล่วงหน้าจะทำให้เกิดปัญหาได้น้อยมาก

มาถึงตอนนี้ ท่านคงสามารถตอบได้แล้วว่า ท่านรู้จักวิธีการคุมกำเนิดดีแค่ไหน ???

นายแพทย์พิทยา จารุพูนผล


[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600