มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[คัดลอกหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันจัทร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2542]

พืชจีเอ็มโอกับสังคมไทย


ช่วงสองสามปีมานี้ นักวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชนหลายแห่ง ได้เรียกร้องให้รัฐบาลและสาธารณชนให้ความสนใจ กับปฏิบัติการของบริษัทเอกชน และเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ บางส่วน ที่นำเอาพันธุ์พืชที่ผ่านการตกแต่งสารพันธุกรรม หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า จีเอ็มโอ (genetically modified organism) เข้ามาทำการทดลองปลูก และเผยแพร่ในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย

ประเด็นที่พยายามนำเสนอให้มีการพิจารณากันอย่างรอบคอบ คือ ประเด็นเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้บริโภค และผลกระทบที่พืชจีเอ็มโอ เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพด และล่าสุด คือ ฝ้ายบีที ของบริษัทมอนซานโต อาจก่อให้เกิดขึ้นกับสภาพแวดล้อม หรือระบบนิเวศเกษตร

คำเตือนของนักวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชนเหล่านั้น เป็นเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน และสาธารณชนเท่าใดนัก จนกระทั่งสหภาพยุโรปแสดงทีท่าชัดเจนว่า จะไม่รับซื้อผลิตภัณฑ์อาหารที่ผ่านการตัดแต่งสารพันธุกรรม รวมถึงเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงด้วยอาหารจีเอ็มโอ และฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต

ความกริ่งเกรงว่าอุตสาหกรรมอาหารของไทยจะถูกปฏิเสธ จากตลาดยุโรป ทำให้สังคมไทยเริ่มตื่นจากอาการหลับใหล และหันมาสนใจประเด็นนี้เพิ่มขึ้น

ทั้งฝ่ายต่อต้านและสนับสนุนพืชจีเอ็มโอ ต่างก็หยิบยกเอาข้อมูลเชิงเทคนิคมาสนับสนุน ข้อถกเถียงของตนอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า ยังไม่มีใครมีข้อมูลแท้จริง ยังไม่มีใครทำการพิสูจน์ทดลองหรือทำการวิจัยอย่างจริงจังว่า พืชจีเอ็มโอจะมีผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ในแง่มุมใดบ้าง ยังไม่เคยมีการทำวิจัยกันอย่างจริงจังว่า พืชจีเอ็มโอจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างไร ระบบห่วงโซ่อาหารจะผิดเพี้ยนไปหรือไม่ เมื่อแมลงศัตรูพืชถูกพืชจีเอ็มโอฆ่าจนหมดไปจากวงจร

สังคมไทยชอบถกเถียงกันบนพื้นฐานของความไม่รู้นี่แหละ แล้วก็เดินตามก้นฝรั่งไปอย่างเชื่องช้า แทนที่จะสนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัยผลกระทบกันอย่างจริงจัง

เมื่อสี่ทศวรรษก่อน ฝรั่งบอกให้เราเลียนแบบอย่างความสำเร็จ ของตะวันตกด้วยการปรับเปลี่ยนทิศทางของการพัฒนาประเทศ ไปสู่การผลิตในภาคอุตสาหกรรม เราก็กู้เงินเขามาทำตาม โดยไม่เคยสำรวจตรวจสอบ เมื่อองค์การอาหารและการเกษตร หรือ FAO นำเสนอแนวคิดเรื่องการปฏิวัติเขียว (Green Revolution) โดยเสนอว่า ประเทศด้อยพัฒนาควรเพิ่มผลผลิตในภาคเกษตร เพื่อสร้างรายได้และอาหารให้พอเพียงกับความต้องการ ภายในประเทศและการส่งออก โดยนำเอาเมล็ดพันธุ์มหัศจรรย์ (miracle seeds) ซึ่งเป็นผลผลิตจากการค้นคว้าของฝรั่ง เข้ามาใช้แทนสายพันธุ์พืชพื้นบ้าน เราก็เดินตามเขาไปอย่างเชื่องเชื่ออีก

แต่เรามักหลงลืมไปว่า บ้านเราตั้งอยู่ในเขตร้อน ไม่ใช่เขตอบอุ่นเหมือนอย่างจีนหรือสหรัฐอเมริกา เรามีหลากหลายของสายพันธุ์พืชพื้นบ้านมากมายกว่าของเขา หลายเท่าตัวนัก ระบบนิเวศเขตร้อนของเราอุดมสมบูรณ์ ไปด้วยพืชพรรณธัญญาหาร สัตว์ แมลง จุลินทรีย์ และทรัพยากรพันธุกรรมอันทรงคุณค่ามากมายเหลือคณานับ เรายังมีเกษตรกรหลายกลุ่มหลายเผ่าพันธุ์ที่สั่งสมความรู้ และภูมิปัญญาเกี่ยวกับระบบนิเวศ พืช อาหาร สมุนไพร และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรมมาเนิ่นนานหลายร้อยปี

หากเราสำรวจตัวเองให้ลึกซึ้งและถ่องแท้ เราจะเห็นได้โดยไม่ยากนัก สังคมไทยพัฒนารากเหง้าและภูมิปัญญาบนพื้นฐาน ของการผลิตภาคเกษตร ในลักษณะที่หลากหลายออกไป ตามกลุ่มชาติพันธุ์และภูมิภาค แต่เราทอดทิ้งภูมิปัญญาท้องถิ่นของเรา มานานแสนนาน

สังคมไทยเคยมีสายพันธุ์ข้าวกว่าสองหมื่นสายพันธุ์ แต่ในปัจจุบันเราปลูกข้าวอยู่ไม่กี่สายพันธุ์เท่านั้น
เรามีศักยภาพและความรู้อย่างลึกซึ้งในการคัดเลือก และพัฒนาสายพันธุ์พืช ทั้งที่เป็นอาหารและยา ดังมีประจักษ์พยานให้เห็นอยู่มากมาย
เรามีทุเรียนสายพันธุ์ดีที่สุดในโลก
เรามีมะม่วงหลากหลายสายพันธุ์และมีรสชาติดีที่สุด
เรามีข้าวที่อร่อยและหอมที่สุดในโลก จนไอ้กันต้องมาขโมยไปปลูกขาย
เรามีพืชสมุนไพรที่ฝรั่งและญี่ปุ่นคอยจ้องที่จะเข้ามาขโมยไปปลูกขาย
เรามีพืชสมุนไพรที่ฝรั่งและญี่ปุ่นคอยจ้องที่จะเข้ามาขโมยความรู้ และภูมิปัญญาเอาไปขายอีกมากมายหลายชนิด

แต่เรากลับไม่เคยให้ความสนใจที่จะสานต่อ และพัฒนาภูมิปัญญาเหล่านี้อย่างจริงจัง

ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะพัฒนาไปเป็นมหาอำนาจ ทางด้านอุตสาหกรรมอาหารและสาธารณสุขทางเลือก เป็นคลังความรู้ และแหล่งทรัพยากรพันธุกรรมของพืชอาหารที่สำคัญที่สุดของโลก แต่เรากำลังทอดทิ้งโอกาสนี้ไปอย่างน่าเสียดาย

แถมยังดันทะลึ่งเปิดโอกาสให้บริษัทข้ามชาติเข้ามาผูกขาดเมล็ดพันธุ์ เอาปุ๋ยและสารเคมีซึ่งก่อมลพิษในดินและแหล่งน้ำมาขายโกยเงินทำกำไร ทิ้งไว้แต่สภาพแวดล้อมที่เลวร้ายย่ำแย่ลงอย่างต่อเนื่อง ยิ่งนานวันเข้า การผูกขาดเมล็ดพันธุ์และสารเคมีก็ยิ่งมีแนวโน้ม ที่จะมีลักษณะเบ็ดเสร็จมากยิ่งขึ้น

พืชจีเอ็มโอ จึงเป็นความพยายามเฮือกสุดท้าย ของแนวคิดแบบปฏิวัติเขียว ที่มุ่งทำลายสายพันธุ์พืชพื้นบ้าน อันหลากหลายให้หมดสิ้นไป เหลือไว้ก็แต่สายพันธุ์ของบริษัท ที่เกษตรกรต้องซื้อและสาดใส่สารเคมีตามที่บริษัท กำหนดเอาไว้อย่างเคร่งครัด

เราก็ปล่อยให้เขาเข้ามาทดลองและเผยแพร่ โดยไม่เคยรู้เลยว่าจะมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม และระบบนิเวศเกษตรของเราอย่างไร?
เราจะให้เขากำหนดชีวิตและอนาคตของเราไปอีกนานเพียงใด?

เราจะยังคงจมจ่อมอยู่กับแนวคิดแบบปฏิวัติเขียว อันล้าสมัยในขณะที่ส่วนอื่นๆ ของโลกหันมาให้ความสนใจกับ "อาหารธรรมชาติ" หรือ "อาหารอินทรีย์" (organicfood) ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายและเป็นมิตรกับธรรมชาติแวดล้อม อาหารธรรมชาติที่มีอยู่อย่างหลากหลายในบ้านเรา อาหารที่ปู่ย่าตายายพัฒนาสายพันธุ์และภูมิปัญญาเอาไว้ให้กับเรา

สานต่อมรดกทางวัฒนธรรม และสร้างองค์ความรู้ของเราเองกันบ้างจะดีไหม?

ยศ สันตสมบัติ


ขอบคุณหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600