จากงานวิจัยเรื่อง 15 กรณีศึกษาว่าด้วยความทุกข์กับระบบบริการสุขภาพ
มีข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาความทุกข์ที่ผู้ป่วยได้รับดังนี้
1. กระทรวงสาธารณสุขควรสนับสนุนให้เกิดระบบตรวจสอบ
และควบคุมคุณภาพการให้บริการในสถานบริการ
ซึ่งกลไกข้างต้นควรพัฒนาให้เป็นกลไกส่วนหนึ่ง
ที่จะต้องมีให้บริการกับผู้ป่วยและครอบครัวในสถานบริการทุกระดับ ที่มีบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขโดยเร่งด่วน
2. ปรับปรุงประสิทธิภาพในการให้ความช่วยเหลือ
จากกลไกภายนอกในระยะเร่งด่วน กลไกภายนอก
ไม่ว่าจะเป็นกลไกในองค์กรวิชาชีพหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เช่นแพทยสภา กองประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุข
กองเงินทุนทดแทน ประกันสังคม ฯลฯ จะปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพ
ในการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นด้านความโปร่งใส
การมีส่วนร่วมจากครอบครัว ภาคีอื่นๆ ในสังคมมากขึ้น
เช่น องค์กรผู้บริโภคที่มีกิจกรรมด้านนี้ สื่อมวลชน และที่สำคัญจะทำอย่างไรให้กลไกเหล่านี้มีความเป็นอิสระในการตัดสินใจ
3. รัฐควรให้การสนับสนุน ทั้งในด้านงบประมาณและปัจจัยอื่น ในการสร้างความเข้มแข็งให้ผู้บริโภคและกลุ่มผู้บริโภค เพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนาและส่งเสริมให้มีกลไก
ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากระบบบริการสุขภาพ
ที่มีประสิทธิภาพที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่าย
และมีความเป็นอิสระในการพิจารณาและตัดสินใจ
ตลอดจนสนับสนุนข้อมูลที่จำเป็นต่อผู้บริโภค
4. การบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยที่จริงจังและเข้มงวด และการปฏิรูปกระบวนการทางศาล ตลอดจนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เช่น การแก้ไขกฎหมายประกอบโรคศิลปะ และกฎหมายวิชาชีพ
ให้คุ้มครองสิทธิผู้ป่วยมากขึ้นและเพิ่มเติมสิทธิผู้บริโภค
ที่จะได้รับความเป็นธรรมจากการพิสูจน์ความผิด
การพิสูจน์ความผิดถือเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการ และการพัฒนากระบวนการทางศาลให้มีประสิทธิภาพ
และรวดเร็วมากขึ้น
5. จัดทำมาตรฐานในการชดเชยความเสียหาย
ความเจ็บปวดที่ไม่สมควรจะเกิดขึ้น ตลอดจนการสูญเสียโอกาสในการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติในวิถีชีวิต ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่และสถานบริการ
อย่างมีรูปธรรมชัดเจน เช่น การลืมสิ่งของไว้ในช่องท้องจากการผ่าตัด
การสูญเสียโอกาสในการเรียน
6. ปฏิรูประบบบริการ ให้ผู้บริโภคทุกคนมีหลักประกันด้านสุขภาพ โดยให้ความสำคัญกับการป้องกันความทุกข์ที่เกิดขึ้น
จากหลักประกันด้านสุขภาพ และน่าจะมีการแลกเปลี่ยน
ให้รับรู้อย่างกว้างขวาง ว่าหลักประกันแบบใดถึงจะเหมาะสม
ประหยัดและมีประสิทธิภาพมากที่สุด
7. การให้การศึกษาพัฒนาและรณรงค์ให้ประชาชน
เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องสุขภาพที่ตกอยู่ภายใต้กระแสบริโภคนิยม ตลอดจนส่งเสริมการพึ่งตนเองของประชาชน
ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบายในการรับบริการ
การใช้เทคโนโลยีทำให้การพึ่งตนเองด้านสุขภาพลดลง
สุขภาพกลายเป็นเรื่องแพทย์ พยาบาล สถานบริการ โรงพยาบาล
ยา หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ทำให้เป็นภาระกับโรงพยาบาลโดยตรง และเกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพการบริการที่ได้รับ
และปัญหาระบบบริการสาธารณสุขในปัจจุบัน
8. การปฏิรูประบบบริการสุขภาพที่จะเกิดขึ้น
ต้องให้ความสำคัญกับความทุกข์ของผู้ป่วย ครอบครัวและสังคม
ต้องเป็นระบบที่โปร่งใส สามารถตรวจสอบและมีส่วนร่วม
จากบุคลากรภายนอกได้ ตลอดจนการมีตัวแทนของผู้ป่วยหรือผู้บริโภค สื่อมวลชนที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาระบบบริการที่พึงประสงค์
|