มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือhey.to/yimyam

[ คัดลอกจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม 2542]

ประเทศไทยกับการฟื้นฟูชั้นโอโซน


หลายท่านคงเคยได้ทราบข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ของโอโซน ซึ่งเป็นก๊าซธรรมชาติที่เปรียบเสมือนเกราะกำบังโลกในท้องฟ้ากันมาบ้างแล้ว ที่นี้หมายถึง ชั้นโอโซนที่ปกคลุมโลกอยู่ในระดับความสูงประมาณ 10-60 กิโลเมตรเหนือพื้นผิวโลก (โอโซนมีอยู่ในชั้นบรรยากาศ ตั้งแต่ระดับผิวโลก จนถึงระดับความสูงประมาณ 60 กิโลเมตร) ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเกราะป้องกันมิให้รังสีอัลตราไวโอเลตชนิดบี หรือรังสียูวีบี ที่มีอยู่ในแสงอาทิตย์แล้วส่องผ่านมายังพื้นผิวโลกได้ เนื่องจากรังสียูวีบีเป็นรังสีที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตต่างๆ เช่น ก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง ตาต้อ ภูมิคุ้มกันโรคลดลง การเปลี่ยนแปลง ในระบบนิเวศวิทยา ลูกโซ่อาหารรวมทั้งมีผลต่อสภาพภูมิอากาศด้วย

เริ่มตั้งแต่ในปี พ.ศ. 2521 นักวิทยาศาสตร์ที่เฝ้าติดตาม ปริมาณของก๊าซต่างๆ ในบรรยากาศได้พบว่า ปริมาณของโอโซน มีแนวโน้มลดลงตลอดเวลา
ต่อมาในปี พ.ศ. 2528 นักสำรวจขั้วโลกชาวอังกฤษค้นพบว่า ปริมาณโอโซนบริเวณขั้วโลกใต้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิลดลงร้อยละ 50 ถึง 95 ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่าหลุมโอโซนที่ขั้วโลกใต้

จากการค้นพบนี้ทำให้เกิดการตื่นตัวอย่างมากและพยายาม ค้นหาสาเหตุที่ทำให้ชั้นโอโซนถูกทำลาย ต่อมาพบว่า ปริมาณโอโซนที่ลดลง มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของออกไซด์ของคลอรีนในบรรยากาศ ที่มาจากสารเคมีจำพวกฮาโลคาร์บอน ซึ่งประกอบด้วย คลอรีน ฟลูออรีน โบรมีน คาร์บอน และไฮโดรเจน

สารทำลายชั้นโอโซนที่รู้จักกันมากคือ สารจำพวกคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (Chlorofluoro carbons หรือ CFCs) ที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นเพื่อใช้เป็นน้ำยาทำความเย็นในตู้เย็น และเครื่องปรับอากาศ ต่อมามีการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมโฟม ใช้เป็นตัวทำละลายในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และใช้เป็นสารผลักดันในกระป๋องสเปรย์

จากปัญหาการลดลงของโอโซนในบรรยากาศนี้ ประเทศในซีกโลกตะวันตก เช่น ในทวีปอเมริกาเหนือ ประเทศสหรัฐอเมริกา มีความตื่นตัวและดำเนินการเพื่อการป้องกัน แก้ไขปัญหารณรงค์ให้สาธารณชนตระหนักถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2528 องค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ได้ผลักดันให้มีการลงนามในอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วย การป้องกันโอโซนได้สำเร็จและมีประเทศต่างๆ 28 ประเทศ ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาฉบับนี้ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2528

ต่อมาในวันที่ 16 กันยายน 2530 ที่นครมอนทรีออล ประเทศแคนาดา ได้มีประเทศต่างๆ ทั่วโลกจำนวน 47 ประเทศ ได้ประกาศให้สัตยาบัน ต่อข้อกำหนดที่ว่าด้วยการลดปริมาณการผลิตและเลิกใช้สารทำลายชั้นโอโซน และมีการเรียกข้อกำหนดนี้ว่า "พิธีสารมอนทรีออล"

นับจากวันที่มีการลงสัตยาบันในพิธีสารมอนทรีออลเป็นครั้งแรก จนถึงวันนี้มีประเทศที่ให้สัตยาบันต่อพิธีสารมอนทรีออลแล้วกว่า 167 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย

และเป็นที่น่ายินดีว่าผลจากความสำเร็จในการควบคุมการผลิต และการใช้สารทำลายชั้นโอโซนของพิธีสารมอนทรีออล คือ การค้นพบ และการพัฒนาสารทดแทน การดำเนินการใดๆ เพื่อให้มีสารทำลาย ชั้นโอโซนไว้ใช้กรณีที่จำเป็น รวมทั้งเทคโนโลยีในการผลิต ที่ไม่ใช้สารทำลายชั้นโอโซนซึ่งมีความแตกต่างจากวิธีเดิมโดยสิ้นเชิง และมีการจัดทำระบบเก็บสำรองสารทำลายชั้นโอโซนไว้ใช้ ในกรณีที่ไม่สามารถใช้สารทดแทนได้ หรือในระหว่างการรอการทดสอบ สารทดแทน เช่น จัดตั้งธนาคารเฮลอนเพื่อบริหารจัดการ ให้มีการใช้สารเฮเลนที่มีอยู่ให้ได้ผลประโยชน์สูงสุด และมีสารเฮเลนไว้ใช้ในกรณีจำเป็น เนื่องจากในพิธีสาร ได้กำหนดให้ประเทศอุตสาหกรรมเลิกผลิตสารนี้ตั้งแต่ พ.ศ.2536

ผลจากการอนุรักษ์ชั้นโอโซน จากข้อกำหนดที่เข้มงวด ของพิธีสารมอนทรีออลและความร่วมมือของประเทศภาคีสมาชิก ถึงแม้ว่าปริมาณการผลิตและการใช้สารทำลายชั้นโอโซนจะเพิ่มขึ้น ในประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากได้รับการยกเว้นตามพิธีสาร ทำให้ปริมาณการผลิตและการใช้สารทำลายชั้นโอโซน แต่ปริมาณการผลิตโดยรวมของโลกลดลงเป็นอย่างมาก

นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า ในระหว่างปี พ.ศ. 2541-2543 จะเกิดการทำลายชั้นโอโซนสูงสุด โดยคาดว่าจะมีการทำลายโอโซน ทางตอนเหนือของโลกประมาณร้อยละ 12-13 ในฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ และร้อยละ 6-7 ในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง และทางตอนใต้ปริมาณการทำลาย ตลอดปีประมาณร้อยละ 11 และหากเกิดเหตุการณ์ เช่น ภูเขาไฟระเบิด หรือฤดูหนาวที่หนาวผิดปกติของทวีปอาร์กติก การาทำลายจะมีมากขึ้น และถ้าการควบคุมตามพิธีสารมอนทรีออลได้รับการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดแล้ว ระดับโอโซนในชั้นสตาร์โตสเฟียร์จะเริ่มฟื้นตัวขึ้นหลังจากปี พ.ศ. 2543 และคาดว่าหลุมโอโซนเหนือทวีปอาร์กติกก็จะปิดอย่างสมบูรณ์ ในกลางศตวรรษหน้าหรือในปี พ.ศ. 2593

ประเทศไทยแม้จะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง จาการที่ชั้นโอโซนถูกทำลายแต่เพื่อเป็นการป้องกันปัญาหา ที่อาจจะเกิดขึ้นในภาคอุตสาหกรรมที่มีการใช้สารทำลายชั้นโอโซน และอุตสาหกรรมการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่ผลิตหรือบรรจุด้วยสารประเภทนี้ กับประเทศนอกภาคีสมาชิก นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบ ร่วมกับนานาประเทศในการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมโลกจึงได้ให้สัตยาบัน ต่ออนุสัญญาเวียนนาและพิธีมอนทรีออล เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2532 และนับตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคมในปีเดียวกัน ประเทศไทยต้องดำเนินการ ตามพันธกรณี อันได้แก่ การดำนินการเพื่อลดและเลิกใช้สารทำลายชั้นโอโซน ให้สอดคล้องตามระยะเวลาที่กำหนด และต้องรายงานปริมาณการใช้สารควบคุม ต่อ UNEP ซึ่งทำหน้าที่เป็นสำนักเลขาธิการของพิธีสาร รวมทั้งการติดต่อ ประสานงานกับองค์การต่างๆ เพื่อขอรับเงินช่วยจากกองทุนพหุภาคี ในการเลิกใช้สารทำลายชั้นโอโซนด้วย เป็นต้น

กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม จัดทำแผนการ เพื่อกำหนดระยะเวลาการเลิกใช้สารทำลายชั้นโอโซน ดังนี้
สารทำลายชั้นโอโซนกลุ่มแรก (Annex A ตามพิธีสารมอนทรีออล) คือสาร CFC-11, CFC-12 ในการผลิตสินค้าใหม่ในปีพ.ศ. 2541 และการนำไปใช้เพื่อการซ่อมบำรุง
ส่วนสาร CFC-113, CFC-114, CFC-115 เมทิล คลอโรฟอร์ม และเฮลอน ได้กำหนดให้เลิกใช้ในปี พ.ศ. 2541

การกำหนดไว้ล่วงหน้านี้เพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภค มีช่วงเวลาในการเตียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น เช่น ปริมาณการผลิตสารที่ลดลงซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการขาดแคลนสาร ในการผลิตหรือซ่อมบำรุงเครื่องมืออุปกรณ์ที่มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน เช่น ตู้เย็น เป็นต้น

นอกจากนี้ยังเป็นการป้องกันมิให้เกิดปัญหาการกีดกันสินค้า ที่ผลิตหรือบรรจุด้วยสารทำลายชั้นโอโซน ทำให้อุตสาหกรรมไทย ไม่ถูกกีดกันทางการค้าและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก โดยการสนับสนุนให้มีการลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมที่ไม่ใช้สารทำลายชั้นโอโซน ในขณะเดียวกันก็ได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโลกด้วย


ขอบคุณหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600