|
หลายท่านคงเคยได้ทราบข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ของโอโซน ซึ่งเป็นก๊าซธรรมชาติที่เปรียบเสมือนเกราะกำบังโลกในท้องฟ้ากันมาบ้างแล้ว
ที่นี้หมายถึง ชั้นโอโซนที่ปกคลุมโลกอยู่ในระดับความสูงประมาณ
10-60 กิโลเมตรเหนือพื้นผิวโลก (โอโซนมีอยู่ในชั้นบรรยากาศ
ตั้งแต่ระดับผิวโลก จนถึงระดับความสูงประมาณ 60 กิโลเมตร) ซึ่งทำหน้าที่เสมือนเกราะป้องกันมิให้รังสีอัลตราไวโอเลตชนิดบี
หรือรังสียูวีบี ที่มีอยู่ในแสงอาทิตย์แล้วส่องผ่านมายังพื้นผิวโลกได้ เนื่องจากรังสียูวีบีเป็นรังสีที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตต่างๆ เช่น
ก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง ตาต้อ ภูมิคุ้มกันโรคลดลง การเปลี่ยนแปลง
ในระบบนิเวศวิทยา ลูกโซ่อาหารรวมทั้งมีผลต่อสภาพภูมิอากาศด้วย
เริ่มตั้งแต่ในปี พ.ศ. 2521 นักวิทยาศาสตร์ที่เฝ้าติดตาม
ปริมาณของก๊าซต่างๆ ในบรรยากาศได้พบว่า ปริมาณของโอโซน
มีแนวโน้มลดลงตลอดเวลา
ต่อมาในปี พ.ศ. 2528 นักสำรวจขั้วโลกชาวอังกฤษค้นพบว่า ปริมาณโอโซนบริเวณขั้วโลกใต้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิลดลงร้อยละ 50 ถึง 95 ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่าหลุมโอโซนที่ขั้วโลกใต้
จากการค้นพบนี้ทำให้เกิดการตื่นตัวอย่างมากและพยายาม
ค้นหาสาเหตุที่ทำให้ชั้นโอโซนถูกทำลาย ต่อมาพบว่า ปริมาณโอโซนที่ลดลง
มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของออกไซด์ของคลอรีนในบรรยากาศ ที่มาจากสารเคมีจำพวกฮาโลคาร์บอน ซึ่งประกอบด้วย คลอรีน
ฟลูออรีน โบรมีน คาร์บอน และไฮโดรเจน
สารทำลายชั้นโอโซนที่รู้จักกันมากคือ สารจำพวกคลอโรฟลูออโรคาร์บอน
(Chlorofluoro carbons หรือ CFCs)
ที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นเพื่อใช้เป็นน้ำยาทำความเย็นในตู้เย็น
และเครื่องปรับอากาศ ต่อมามีการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมโฟม ใช้เป็นตัวทำละลายในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
และใช้เป็นสารผลักดันในกระป๋องสเปรย์
จากปัญหาการลดลงของโอโซนในบรรยากาศนี้
ประเทศในซีกโลกตะวันตก เช่น ในทวีปอเมริกาเหนือ
ประเทศสหรัฐอเมริกา มีความตื่นตัวและดำเนินการเพื่อการป้องกัน แก้ไขปัญหารณรงค์ให้สาธารณชนตระหนักถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น
จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2528 องค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ
ได้ผลักดันให้มีการลงนามในอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วย การป้องกันโอโซนได้สำเร็จและมีประเทศต่างๆ 28 ประเทศ
ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาฉบับนี้ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2528
ต่อมาในวันที่ 16 กันยายน 2530 ที่นครมอนทรีออล ประเทศแคนาดา
ได้มีประเทศต่างๆ ทั่วโลกจำนวน 47 ประเทศ ได้ประกาศให้สัตยาบัน
ต่อข้อกำหนดที่ว่าด้วยการลดปริมาณการผลิตและเลิกใช้สารทำลายชั้นโอโซน และมีการเรียกข้อกำหนดนี้ว่า "พิธีสารมอนทรีออล"
นับจากวันที่มีการลงสัตยาบันในพิธีสารมอนทรีออลเป็นครั้งแรก
จนถึงวันนี้มีประเทศที่ให้สัตยาบันต่อพิธีสารมอนทรีออลแล้วกว่า 167 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย
และเป็นที่น่ายินดีว่าผลจากความสำเร็จในการควบคุมการผลิต
และการใช้สารทำลายชั้นโอโซนของพิธีสารมอนทรีออล คือ การค้นพบ
และการพัฒนาสารทดแทน การดำเนินการใดๆ เพื่อให้มีสารทำลาย
ชั้นโอโซนไว้ใช้กรณีที่จำเป็น รวมทั้งเทคโนโลยีในการผลิต
ที่ไม่ใช้สารทำลายชั้นโอโซนซึ่งมีความแตกต่างจากวิธีเดิมโดยสิ้นเชิง และมีการจัดทำระบบเก็บสำรองสารทำลายชั้นโอโซนไว้ใช้
ในกรณีที่ไม่สามารถใช้สารทดแทนได้ หรือในระหว่างการรอการทดสอบ
สารทดแทน เช่น จัดตั้งธนาคารเฮลอนเพื่อบริหารจัดการ
ให้มีการใช้สารเฮเลนที่มีอยู่ให้ได้ผลประโยชน์สูงสุด
และมีสารเฮเลนไว้ใช้ในกรณีจำเป็น เนื่องจากในพิธีสาร
ได้กำหนดให้ประเทศอุตสาหกรรมเลิกผลิตสารนี้ตั้งแต่ พ.ศ.2536
ผลจากการอนุรักษ์ชั้นโอโซน จากข้อกำหนดที่เข้มงวด
ของพิธีสารมอนทรีออลและความร่วมมือของประเทศภาคีสมาชิก ถึงแม้ว่าปริมาณการผลิตและการใช้สารทำลายชั้นโอโซนจะเพิ่มขึ้น
ในประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากได้รับการยกเว้นตามพิธีสาร
ทำให้ปริมาณการผลิตและการใช้สารทำลายชั้นโอโซน
แต่ปริมาณการผลิตโดยรวมของโลกลดลงเป็นอย่างมาก
นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า ในระหว่างปี พ.ศ. 2541-2543
จะเกิดการทำลายชั้นโอโซนสูงสุด โดยคาดว่าจะมีการทำลายโอโซน
ทางตอนเหนือของโลกประมาณร้อยละ 12-13 ในฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ
และร้อยละ 6-7 ในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง และทางตอนใต้ปริมาณการทำลาย
ตลอดปีประมาณร้อยละ 11 และหากเกิดเหตุการณ์ เช่น ภูเขาไฟระเบิด หรือฤดูหนาวที่หนาวผิดปกติของทวีปอาร์กติก การาทำลายจะมีมากขึ้น และถ้าการควบคุมตามพิธีสารมอนทรีออลได้รับการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดแล้ว ระดับโอโซนในชั้นสตาร์โตสเฟียร์จะเริ่มฟื้นตัวขึ้นหลังจากปี พ.ศ. 2543 และคาดว่าหลุมโอโซนเหนือทวีปอาร์กติกก็จะปิดอย่างสมบูรณ์
ในกลางศตวรรษหน้าหรือในปี พ.ศ. 2593
ประเทศไทยแม้จะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง
จาการที่ชั้นโอโซนถูกทำลายแต่เพื่อเป็นการป้องกันปัญาหา
ที่อาจจะเกิดขึ้นในภาคอุตสาหกรรมที่มีการใช้สารทำลายชั้นโอโซน
และอุตสาหกรรมการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่ผลิตหรือบรรจุด้วยสารประเภทนี้
กับประเทศนอกภาคีสมาชิก นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบ
ร่วมกับนานาประเทศในการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมโลกจึงได้ให้สัตยาบัน
ต่ออนุสัญญาเวียนนาและพิธีมอนทรีออล เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2532
และนับตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคมในปีเดียวกัน ประเทศไทยต้องดำเนินการ
ตามพันธกรณี อันได้แก่ การดำนินการเพื่อลดและเลิกใช้สารทำลายชั้นโอโซน
ให้สอดคล้องตามระยะเวลาที่กำหนด และต้องรายงานปริมาณการใช้สารควบคุม
ต่อ UNEP ซึ่งทำหน้าที่เป็นสำนักเลขาธิการของพิธีสาร รวมทั้งการติดต่อ
ประสานงานกับองค์การต่างๆ เพื่อขอรับเงินช่วยจากกองทุนพหุภาคี
ในการเลิกใช้สารทำลายชั้นโอโซนด้วย เป็นต้น
กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม จัดทำแผนการ
เพื่อกำหนดระยะเวลาการเลิกใช้สารทำลายชั้นโอโซน ดังนี้
สารทำลายชั้นโอโซนกลุ่มแรก (Annex A ตามพิธีสารมอนทรีออล)
คือสาร CFC-11, CFC-12 ในการผลิตสินค้าใหม่ในปีพ.ศ. 2541 และการนำไปใช้เพื่อการซ่อมบำรุง
ส่วนสาร CFC-113, CFC-114, CFC-115 เมทิล คลอโรฟอร์ม และเฮลอน
ได้กำหนดให้เลิกใช้ในปี พ.ศ. 2541
การกำหนดไว้ล่วงหน้านี้เพื่อให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภค
มีช่วงเวลาในการเตียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น
เช่น ปริมาณการผลิตสารที่ลดลงซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการขาดแคลนสาร
ในการผลิตหรือซ่อมบำรุงเครื่องมืออุปกรณ์ที่มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน
เช่น ตู้เย็น เป็นต้น
นอกจากนี้ยังเป็นการป้องกันมิให้เกิดปัญหาการกีดกันสินค้า
ที่ผลิตหรือบรรจุด้วยสารทำลายชั้นโอโซน ทำให้อุตสาหกรรมไทย
ไม่ถูกกีดกันทางการค้าและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
โดยการสนับสนุนให้มีการลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมที่ไม่ใช้สารทำลายชั้นโอโซน ในขณะเดียวกันก็ได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโลกด้วย
|