มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอกจากนิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 21 ฉบับที่ 6 มิถุนายน 2540 ]

รูรั่วของโอโซน

รศ.บัญญัติ สุขศรีงาม


นับตั้งแต่ได้มีการคิดค้นอุตสาหกรรมเครื่องทำความเย็นเป็นผลสำเร็จ ทำให้มนุษย์ได้รับความสะดวกสบายต่างๆ มากยิ่งขึ้น อุตสาหกรรมเครื่องทำความเย็นที่มีพบกันมากได้แก่ ตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศ โดยตู้เย็นจะใช้ในการถนอมอาหาร เป็นการลดการเน่าเสียของอาหาร ทำให้เก็บรักษาอาหารไว้ได้นานขึ้น ส่วนเครื่องปรับอากาศก็ใช้ปรับสภาพอุณหภูมิในสถานที่ต่างๆ ให้มีอุณหภูมิตามต้องการด้วยประโยชน์ดังกล่าวแล้ว จึงมีทางพบตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศกันทั่วไปในบ้านเรือนและสถานที่ทำงาน

แต่ไม่มีใครได้ให้ความสนใจกันเลยว่า อุตสาหกรรมเครื่องทำความเย็น จะก่อให้เกิดผลร้ายต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร

เพราะทุกฝ่ายมุ่งผลประโยชน์ที่จะได้รับกล่าวคือ ผู้บริโภคมุ่งในด้าน ความสะดวกสบายจากการมีตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศ ส่วนผู้ผลิตก็มุ่งจำหน่ายสินค้าให้ได้ตามเป้าหมาย แต่ไม่มีใครได้กล่าวถึงผลกระทบของสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นเลย จนกระทั่ง เมื่อประมาณ 10 กว่าปีมานี้ ได้มีการค้นพบว่า

ชั้นบรรยากาศบริเวณเหนือทวีปแอนตาร์กติก ได้เกิดรูรั่วขนาดใหญ่ของโอโซนขึ้นมา

และเมื่อเดือนมีนาคม 2540 อนาโตลี ยาโคฟเลฟ เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานของมอสโค ประเทศรัสเซีย ให้ข้อมูลว่า

ได้พบโอโซนขนาดใหญ่สองแห่งในชั้นบรรยากาศ รูโอโซนแรก อยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ มีอาณาบริเวณครอบคลุมตั้งแต่เมือง เซนต์ปิเตอร์เบิร์ก และหลายเมืองในเขตทะเลบอลติก เช่น เบรารุส และยูเครน

ส่วนรูโอโซนที่สองมีอาณาบริเวณครอบคลุม เมืองยาคุตส์และคราสโนยาร์สก์ ในเขตไซบีเรีย จากการศึกษาข้อมูลต่างๆ พบว่า

รูโอโซนเหล่านี้เกิดจากการที่ก๊าซโอโซนถูกทำลายไป มากถึง 20-30 เปอร์เซ็นต์ เป็นผลให้แสงอัลตราไวโอเลต เข้าสู่บริเวณเหล่านี้ได้มากถึง 40 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตามการค้นพบรูรั่วของโอโซนดังกล่าวนี้ แสดงให้เห็นว่า

รังสีอัลตราไวโอเลตเข้าสู่โลกในปริมาณมากและจะเป็นอันตราย ต่อมนุษย์อย่างมากด้วยซึ่งรูรั่วของโอโซนเหล่านี้เกิดจากการที่ โอโซนถูกทำลายด้วยสาร ซีเอฟซี หรือ คลอโรฟลูออโรคาร์บอน (Chlorofluorocarbon) และซีเอฟซี เป็นสารเคมีที่ใช้กันมาก ในอุตสาหกรรมเครื่องทำความเย็นและการผลิตโฟม

ตามปกติแล้ว ในบรรยากาศของโลกจำแนกได้หลายชั้น แต่ละชั้นจะมีส่วนประกอบแตกต่างกันไป แต่ในชั้นบรรยากาศที่เรียกว่า สตราโตสเฟียร์ (statosphere) ที่อยู่สูงจากผิวโลกประมาณ 10-50 กิโลเมตร จะมีก๊าซโอโซนอยู่เป็นจำนวนมาก และก๊าซโอโซนจะช่วยกรองรังสีอัลตราไวโอเลต จากดวงอาทิตย์ให้เข้าสู่พื้นผิวโลกได้เพียงเล็กน้อย จึงไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์มากนัก แต่การที่มีการนำซีเอฟซีมาใช้เป็นจำนวนมาก สารนี้จะระเหยขึ้นสู่บรรยากาศ และไปทำปฏิกิริยากับโอโซน ทำให้โอโซนถูกทำลายจึงมีปริมาณลดลง ดังนั้นถ้าหากมีปริมาณ ซีเอฟซี จำนวนมาก จะทำให้ ปริมาณโอโซนลดลงมากเช่นกัน นอกจากนี้ ซีเอฟซียังสลายตัวได้ยาก ทำให้มีการตกค้างในบรรยากาศได้นาน ทำให้โอโซน ถูกทำลายได้อย่างต่อเนื่องด้วยและผลจากการที่โอโซนถูกทำลาย จะทำให้รังสีอัลตราไวโอเลตเข้าสู่พื้นผิวโลกได้มาก จึงเป็นอันตรายต่อมนุษย์ยิ่งขึ้น

บุคคลที่มีบทบาทสำคัญคนหนึ่งในการศึกษาเกี่ยวกับ ชั้นของโอโซนได้แก่ โจนาธาร แซงคลิน นักอุตุนิยมวิทยาชาวอังกฤษ เป็นผู้ค้นพบการทำลายชั้นโอโซนในบรรยากาศ จนเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า รูรั่วของโอโซน และเป็นประกาศเตือนให้โลกได้รับรู้ เมื่อปี พ.ศ.2528จนเป็นผลให้ต้องมีการนำเรื่อง การทำลายโอโซนในบรรยากาศ มาเป็นปัญหาใหญ่ของเรื่องมลพิษจากสิ่งแวดล้อม

เมื่อไม่นานมานี้ โจนาธาร แซงคลิน ก็ได้เสนอข้อมูล จากการศึกษาเกี่ยวกับโอโซนในบรรยากาศ พบว่า

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2528-2537) มีอัตราการสูญเสียโอโซนในบรรยากาศบริเวณเหนือทวีปแอนตาร์ติก เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และการสูญเสียนี้กำลังจะถึงระดับอันตรายที่สุดแล้ว ทั้งนี้เพราะการทำลายโอโซนในบรรยากาศไม่ได้ลดน้อยลง หรือดีขึ้นจากเดิมแต่อย่างใด

กล่าวคือ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาระดับโอโซนเหนือทวีปแอนตาร์กติกลดลง จนถึงระดับต่ำสุดโดยเหลือไม่ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณ ที่เคยวัดได้ในช่วงปี พ.ศ.2503-2513 แสดงว่า ยังคงมีการสร้างมลพิษ พวกที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ (เช่น คลอโรฟูลออโรคาร์บอน หรือซีเอฟซี) อย่างต่อเนื่อง

ตามปกติแล้วหากในบรรยากาศมีสารมลพิษ พวกซีเอฟซีอยู่ไม่มากนัก สารเหล่านี้จะไปรวมอยู่กับก้อนเมฆในระดับสูง และทำลายโอโซน ในบรรยากาศ ทำให้ปริมาณโอโซนบริเวณที่ถูกทำลายลดลง และเมื่ออากาศมีอุณหภูมิสูงขึ้น ก้อนเมฆ (ที่มีสารมลพิษพวกซีเอฟซี) ได้สลายตัว ที่อยู่บริเวณข้างเคียงจะเคลื่อนย้ายเข้ามาแทนที่ ทำให้ระดับของโอโซนมีจำนวนมากขึ้น แต่การที่ได้พบ รูรั่วของโอโซนในบรรยากาศแสดงให้เห็นว่า

ได้มีการสร้างมลพิษของอากาศที่เกิดจาก ซีเอฟซี อย่างต่อเนื่อง จนทำให้โอโซนที่เคลื่อนย้ายเข้ามาแทนที่ ได้ถูกทำลายอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่สามารถ จะปิดรูรั่วของโอโซนได้เลย

สำหรับอันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลตที่สำคัญ ได้แก่ การทำให้เกิดมะเร็งที่ผิวหนังโดยรังสีจะไปมีผลต่อดีเอนเอ (DNA) ซึ่งเป็นสารพันธุกรรมที่ทำให้หน้าที่ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง หรือจากพ่อแม่ไปสู่หลาน ในเซลล์ที่ได้รับรังสีในปริมาณมากจะทำให้ดีเอนเอไม่สามารถจำลองตัวเองได้ หรือไม่สามารถจำลองอาร์เอนเอ (RNA) เพื่อการสังเคราะห์โปรตีน มาใช้กิจกรรมต่างๆ ได้ หรือสามารถจำลองอาร์เอนเอ มาใช้สังเคราะห์โปรตีนได้แต่โปรตีนเหล่านี้ผิดปกติไปจากเดิม จนก่อให้เกิดควาามผิดปกติที่เรียกว่ามะเร็งขึ้นมา

การที่รังสีอัลตราไวโอเลตทำให้เกิดโรคมะเร็งที่ผิวหนังได้นี้ ทำให้เกิดความหวาดวิตกกันมากในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประชาชน ในประเทศออสเตรเลียนั้นเป็นชาวแองโกลแซกซอนที่มีผิวขาว และมีพฤติกรรมไม่ค่อยชอบสวมเสื้อผ้าในฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่ได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงทำให้มีอัตราผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งที่ผิวหนังสูงที่สุด สำหรับในประเทศสหรัฐอเมริกาก็พบว่า มะเร็งที่ผิวหนัง จากรังสีอัลตราไวโอเลต กำลังเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว และมักจะเกิดกับผู้ที่ชอบอาบแดดอยู่ตามชายทะเล จากการศึกษาเปรียบเทียบกลุ่มประชากรในสหรัฐอเมริกา จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ รัฐเทกซัล ซึ่งเป็นรัฐที่มีอากาศค่อนข้างร้อน และแดดจัด กับรัฐไอโอวาที่มีอากาซค่อนข้างหนาวและมีหิมะปกคลุมอยู่เสมอ จึงมีแสงแดดไม่จัดนักพบว่า ประชาชนในรัฐเทกซัลเป็นมะเร็งที่ผิวหนัง มากกว่าประชาชนในรัฐไอโอวามากถึงสามเท่าทีเดียว

ได้มีการศึกษาและได้สรุปผลที่แน่ชัดว่า การที่ชั้นโอโซนในบรรยากาศลดลง จะทำให้การเกิดมะเร็งที่ผิวหนังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น การลดลงของก๊าซโอโซนเพียง 1% จะทำให้มีรังสีอัลตราไวโอเลต เข้าสู่พื้นผิวโลกได้มากถึง 2% และจะทำให้ผู้ที่มีผิวขาวเป็นมะเร็งที่ผิวหนัง เพิ่มขึ้นมากถึง 8%ในกรณีดังกล่าวนี้เป็นผลให้ในสหรัฐอเมริกา มีผู้ปวยด้วยโรคมะเร็งที่ผิวหนังเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 6,000 คน

เนื่องจากอันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลตต่อมนุษย์มีสาเหตุมาจาก การที่โอโซนถูกทำลาย จึงมีผลกระทบต่อความอยู่รอดของมนุษยชาติ ดังนั้นปัญหาในเรื่องนี้ที่ทำให้ทุกๆ ประเทศให้ความสนใจอย่างมาก และได้ทำไปเป็นหัวข้อหนึ่งในการประชุมสหประชาชาติเกี่ยวกับ สิ่งแวดล้อมที่เมืองริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล เมื่อปี พ.ศ.2535 และได้สรุปแต่เพียงว่า ให้ทุกประเทศร่วมมือกันในการลดการใช้ซีเอฟซี ให้ได้ผลอย่างเร่งด่วน แต่โจนาธาร แซงคลิน ก็ให้ข้อคิดว่า

ทุกประเทศจะลดระดับการใช้สารมลพิษเหลือปริมาณน้อย ที่จะไม่ทำลายโอโซนให้เกิดสภาพวิกฤติได้นั้นก็จะต้องรอจนถึง ศตวรรษที่ 21 (พ.ศ.2543) นั่นแหละจึงจะเห็นผล แต่ถึงกระนั่นก็ตาม รูรั่วของโอโซนที่เกิดขึ้นแล้วจะยังคงไม่หายไปง่ายๆ เนื่องจากสารมลพิษพวกซีเอฟซียังคงมีอยู่ในบรรยากาศ จะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 50 ปี จึงจะสามารถกลับมาสู่สภาพเดิมได้

เรื่องราวของอันตรายที่เกิดจาการที่โอโซนถูกทำลาย นับเป็นวิบากกรรมที่มนุษย์ร่วมกันสร้างขึ้นมาแท้ๆ ปัญหานี้จะแก้ไขได้ ก็ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกๆ คน แต่อย่างไรก็ตามการตรวจพบรูรั่วของโอโซน ก็ช่วยให้ทุกฝ่ายพยายามหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้รวดเร็วขึ้น เพราะถ้าหากล่าช้าก็จะเกิดอันตรายมากขึ้นด้วย ดังนั้นจึงถือได้ว่า รูรั่วของโอโซนเป็นสัญญาณเตือนภัยได้ ของรังสีอัลตราไวโอเลตได้เป็นอย่างดีด้วยจริงไหมครับ

รศ.บัญญัติ สุขศรีงาม


ขอบคุณนิตยสารใกล้หมอ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600