รศ.บัญญัติ สุขศรีงาม
ตามปกติแล้ว ในบรรยากาศของโลกจำแนกได้หลายชั้น แต่ละชั้นจะมีส่วนประกอบแตกต่างกันไป แต่ในชั้นบรรยากาศที่เรียกว่า สตราโตสเฟียร์ (statosphere) ที่อยู่สูงจากผิวโลกประมาณ 10-50 กิโลเมตร จะมีก๊าซโอโซนอยู่เป็นจำนวนมาก และก๊าซโอโซนจะช่วยกรองรังสีอัลตราไวโอเลต จากดวงอาทิตย์ให้เข้าสู่พื้นผิวโลกได้เพียงเล็กน้อย จึงไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์มากนัก แต่การที่มีการนำซีเอฟซีมาใช้เป็นจำนวนมาก สารนี้จะระเหยขึ้นสู่บรรยากาศ และไปทำปฏิกิริยากับโอโซน ทำให้โอโซนถูกทำลายจึงมีปริมาณลดลง ดังนั้นถ้าหากมีปริมาณ ซีเอฟซี จำนวนมาก จะทำให้ ปริมาณโอโซนลดลงมากเช่นกัน นอกจากนี้ ซีเอฟซียังสลายตัวได้ยาก ทำให้มีการตกค้างในบรรยากาศได้นาน ทำให้โอโซน ถูกทำลายได้อย่างต่อเนื่องด้วยและผลจากการที่โอโซนถูกทำลาย จะทำให้รังสีอัลตราไวโอเลตเข้าสู่พื้นผิวโลกได้มาก จึงเป็นอันตรายต่อมนุษย์ยิ่งขึ้น บุคคลที่มีบทบาทสำคัญคนหนึ่งในการศึกษาเกี่ยวกับ ชั้นของโอโซนได้แก่ โจนาธาร แซงคลิน นักอุตุนิยมวิทยาชาวอังกฤษ เป็นผู้ค้นพบการทำลายชั้นโอโซนในบรรยากาศ จนเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า รูรั่วของโอโซน และเป็นประกาศเตือนให้โลกได้รับรู้ เมื่อปี พ.ศ.2528จนเป็นผลให้ต้องมีการนำเรื่อง การทำลายโอโซนในบรรยากาศ มาเป็นปัญหาใหญ่ของเรื่องมลพิษจากสิ่งแวดล้อม
กล่าวคือ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาระดับโอโซนเหนือทวีปแอนตาร์กติกลดลง จนถึงระดับต่ำสุดโดยเหลือไม่ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณ ที่เคยวัดได้ในช่วงปี พ.ศ.2503-2513 แสดงว่า ยังคงมีการสร้างมลพิษ พวกที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ (เช่น คลอโรฟูลออโรคาร์บอน หรือซีเอฟซี) อย่างต่อเนื่อง
สำหรับอันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลตที่สำคัญ ได้แก่ การทำให้เกิดมะเร็งที่ผิวหนังโดยรังสีจะไปมีผลต่อดีเอนเอ (DNA) ซึ่งเป็นสารพันธุกรรมที่ทำให้หน้าที่ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม จากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง หรือจากพ่อแม่ไปสู่หลาน ในเซลล์ที่ได้รับรังสีในปริมาณมากจะทำให้ดีเอนเอไม่สามารถจำลองตัวเองได้ หรือไม่สามารถจำลองอาร์เอนเอ (RNA) เพื่อการสังเคราะห์โปรตีน มาใช้กิจกรรมต่างๆ ได้ หรือสามารถจำลองอาร์เอนเอ มาใช้สังเคราะห์โปรตีนได้แต่โปรตีนเหล่านี้ผิดปกติไปจากเดิม จนก่อให้เกิดควาามผิดปกติที่เรียกว่ามะเร็งขึ้นมา การที่รังสีอัลตราไวโอเลตทำให้เกิดโรคมะเร็งที่ผิวหนังได้นี้ ทำให้เกิดความหวาดวิตกกันมากในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประชาชน ในประเทศออสเตรเลียนั้นเป็นชาวแองโกลแซกซอนที่มีผิวขาว และมีพฤติกรรมไม่ค่อยชอบสวมเสื้อผ้าในฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่ได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงทำให้มีอัตราผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งที่ผิวหนังสูงที่สุด สำหรับในประเทศสหรัฐอเมริกาก็พบว่า มะเร็งที่ผิวหนัง จากรังสีอัลตราไวโอเลต กำลังเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว และมักจะเกิดกับผู้ที่ชอบอาบแดดอยู่ตามชายทะเล จากการศึกษาเปรียบเทียบกลุ่มประชากรในสหรัฐอเมริกา จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ รัฐเทกซัล ซึ่งเป็นรัฐที่มีอากาศค่อนข้างร้อน และแดดจัด กับรัฐไอโอวาที่มีอากาซค่อนข้างหนาวและมีหิมะปกคลุมอยู่เสมอ จึงมีแสงแดดไม่จัดนักพบว่า ประชาชนในรัฐเทกซัลเป็นมะเร็งที่ผิวหนัง มากกว่าประชาชนในรัฐไอโอวามากถึงสามเท่าทีเดียว ได้มีการศึกษาและได้สรุปผลที่แน่ชัดว่า การที่ชั้นโอโซนในบรรยากาศลดลง จะทำให้การเกิดมะเร็งที่ผิวหนังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น การลดลงของก๊าซโอโซนเพียง 1% จะทำให้มีรังสีอัลตราไวโอเลต เข้าสู่พื้นผิวโลกได้มากถึง 2% และจะทำให้ผู้ที่มีผิวขาวเป็นมะเร็งที่ผิวหนัง เพิ่มขึ้นมากถึง 8%ในกรณีดังกล่าวนี้เป็นผลให้ในสหรัฐอเมริกา มีผู้ปวยด้วยโรคมะเร็งที่ผิวหนังเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 6,000 คน
เรื่องราวของอันตรายที่เกิดจาการที่โอโซนถูกทำลาย นับเป็นวิบากกรรมที่มนุษย์ร่วมกันสร้างขึ้นมาแท้ๆ ปัญหานี้จะแก้ไขได้ ก็ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกๆ คน แต่อย่างไรก็ตามการตรวจพบรูรั่วของโอโซน ก็ช่วยให้ทุกฝ่ายพยายามหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้รวดเร็วขึ้น เพราะถ้าหากล่าช้าก็จะเกิดอันตรายมากขึ้นด้วย ดังนั้นจึงถือได้ว่า รูรั่วของโอโซนเป็นสัญญาณเตือนภัยได้ ของรังสีอัลตราไวโอเลตได้เป็นอย่างดีด้วยจริงไหมครับ |
รศ.บัญญัติ สุขศรีงาม
| main | ![]() |
![]() |
|
|
![]() |
|