วันนี้ได้รับสลิปเงินเดือน (ใบแจ้งยอดเงินเดือน)
เมื่อก่อนไม่ค่อยได้สังเกตว่า รับเท่าไร ถูกหักเท่าไร
ดูแค่ยอดรับสุทธิ เพราะรู้อยู่แล้วว่าเงินเดือนน้อย
ก็ต้องได้รับน้อยเป็นธรรมดา ไม่ค่อยตื่นเต้น
แต่วันนี้มีเวลาว่างเลยพิจารณารายละเอียดในสลิปดู
ยอดรับสุทธิเท่านี้ อือ...มีหักอะไรบ้างเนี่ยถึงเหลือเท่านี้
อ๋อ...หักค่าภาษีบุคคลธรรมดา หักเงินสะสม แล้วก็หักเงินประกันสังคม
เฮ้ย! เยอะขนาดนี้เชียวหรือเงินประกันสังคม
หักมากกว่าเงินภาษีอีก
ข้องใจมากเลยโทรไปถามฝ่ายบุคคลว่า
ตอนนี้เงินประกันสังคมหักร้อยละเท่าไรของเงินเดือน
ก็ได้คำตอบว่าหักร้อยละ 2 จากเดิมที่เคยหักปกติร้อยละ
1.5 ของเงินเดือน แต่ช่วงประมาณปลายปี 2541 ลดลง
เหลือหักร้อยละ 1 แต่พอขึ้นปี 2542 ก็เริ่มหักตามอัตราใหม่
คือร้อยละ 2 ของเงินเดือน และมีข่าวแว่วๆ มาจากสำนักงานประกันสังคม
ว่าปี 2543 อาจจะหักเพิ่มเป็นร้อยละ 3 ของเงินเดือน
(อันนี้ไม่ได้แว่วเองนะ เป็นแว่วมาจากฝ่ายบุคคล)
ไม่ใช่เฉพาะฉันหรอกที่จ่ายเงินประกันสังคม แต่เป็นทุกคนที่มีงานทำและมีรายได้โดยทำงานในบริษัท
ที่มีพนักงานเกิน 10 คนขึ้นไป ก็จะต้องเข้าระบบประกันสังคม
ทั้งชายหญิงไม่มีเว้น
แต่จะมีใครสักกี่คนที่รู้ว่าทำไมต้องจ่ายเงินประกันสังคม
และจ่ายแล้วจะได้อะไร ?
เอาง่ายๆ แค่ในฝ่ายฉัน เท่าที่ฉันถามมาไม่มีใครรู้เลยว่า ได้อะไรบ้างจากการจ่ายเงินประกันสังคม แต่จะว่าไม่รู้เลยก็ไม่ใช่
มีรู้อยู่อย่างว่า ถ้าท้องและคลอดลูกจะได้เงินจากประกันสังคม
4,000 บาท รู้แค่นี้จริงๆ สาบานได้
ความรู้ใหม่ที่ได้มาอีกอย่างคือ เราสามารถเข้ารักษา
จากโรงพยาบาลหรือคลินิกเครือข่ายในโครงการประกันสังคมได้
ถ้าหากเจ็บป่วย ฉันจึงค้นกระเป๋าใส่ (เศษ) เงินดู ก็พบกับบัตรรับรองสิทธิของโรงพยาบาลเอกชนโรงพยาบาลหนึ่ง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ฉันเลือกเมื่อตอนต้นปีว่า
จะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลนี้ ซึ่งอยู่ในโครงการประกันสังคม
ปีที่แล้วทั้งปี รู้สึกว่าฉันจะไม่เคยเข้ารับการรักษาเลย
แต่ที่โรงพยาบาลก็ได้รับเงินแบบเหมาจ่าย ถึงผู้ประกันตน
(คนที่จ่ายเงินเข้าประกันสังคม) จะไม่ได้เข้ารับการรักษา
แต่โรงพยาบาลก็ยังได้รับเงินอยู่ดี ว่าไปฉันนี่ก็แข็งแรงบึกบึนน้องๆ
แรมโบ้หญิงเหมือนกัน ฮัดเช้ยๆ (จามจริงๆ ไม่ใช่เพลงลูกทุ่ง) เอาหล่ะสิ ดันพูดว่าเป็นน้องแรมโบ้ไม่เคยเจ็บเคยไข้ มาตอนนี้เลยถูกไข้หวัด
เล่นงานเข้าให้ เอาวะลองใช้บริการประกันสังคมซักหน่อย
ปีหนึ่งๆ จ่ายไปตั้งเยอะ จะรอให้ท้องก่อนก็ไม่ไหว คงรออีกหลายปี
เผลอๆ คงเป็นชาติหน้าเพราะหาคน มาทำให้ท้อง ยังไม่เจอ
ว่าแล้วก่อนไปทำงานก็แวะไปโรงพยาบาลที่ตนเองเลือกไว้
เป็นโรงพยาบาลเอกชนแถวๆ บ้าน พอไปถึงโรงพยาบาลก็อือ..
บรรยากาศโรงพยาบาลนี่มันดีจริงๆ คนไม่พลุกพล่าน สถานที่ก็สวยงาม เจ้าหน้าที่และพยาบาลก็พูดจาเพราะ สมแล้วที่ค่ารักษาแพงหูฉี่ นึกในใจว่า โชคดีที่เราเลือกโรงพยาบาลนี้ (ฉันเพิ่งมาเป็นครั้งแรกเลยตื่นเต้น)
เดินไปที่เคาน์เตอร์ประชา สัมพันธ์แจ้งความประสงค์ว่า
จะมารักษา พยาบาลหน้าหวานถามว่าเป็นอะไรมาคะ
ซึ่งบางคนอาจจะฉุนว่า จะไปรู้เรอะว่าเป็นอะไร
ถ้ารู้แล้วจะมาหาหมอทำไม แต่สำหรับฉันมารยาทดีค่ะ
ตอบไปว่าเป็นหวัด
"รักษาปกติหรือเป็นผู้ประกันตนคะ" เธอถามต่อ
ฉันบอกว่ามีบัตรรับรองสิทธิของโรงพยาบาลนี้ เธอก็ขอบัตรประชาชนแล้วก็บัตรรับรองสิทธิพร้อมทั้งถามทั่วๆ
ไปว่าเคยมาหรือยัง แพ้ยาอะไรหรือไม่ แล้วก็ให้กรอกประวัติ
ทำบัตรโรงพยาบาล เชื่อหรือไม่ว่า ขั้นตอนทั้งหมด
ใช้เวลาแค่สิบห้านาทีเท่านั้น โรงพยาบาลเอกชนนี่มันดีจริงๆ
ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
"เรียบร้อยแล้วค่ะ เดี๋ยวไปรอพบหมอที่ห้องตรวจ
หมายเลข 3 นะคะ เดินตรงไปทางนี้แล้วก็เลี้ยวซ้ายก็จะเห็นค่ะ" พยาบาลหน้าหวานบอกพร้อมกับชี้ทางไปห้องตรวจ
นึกในใจว่า แป๊บเดียวก็คงเสร็จ จะได้ไม่ต้องลางานครึ่งวันเช้า
ตอนนี้แปดโมงครึ่ง เก้าโมงก็คงเสร็จ เข้างานสายหน่อย เจ้านายคงไม่ว่าเพราะโทรศัพท์ไปบอกทางฝ่ายบุคคลไว้แล้ว
เดินมาตามทางที่พยาบาลบอกก็นึกอีกว่า แหม..ช่างโอ่อ่าหะรูหะราจริงๆ
พอเลี้ยวซ้ายปุ๊บ ก็เจอปั๊บ ห้องตรวจหมายเลข 3 เปิดประตูเข้าไป
ก็เจอเข้ากับกองทัพคนป่วย โอ้โฮ้! เที่ยงวันฉันจะได้ตรวจมั้ยนี่
คนป่วยมารอพบหมอกันเพียบ เพียบจริงๆ ประมาณด้วยสายตา
น่าจะเกือบร้อยคน มายก๊อด! ทำไงได้ไหนๆ ก็มาแล้ว
ก็ต้องรอกันต่อไป สงสัยในใจตะหงิดๆ ว่าทำไมโรงพยาบาลก็ใหญ่โต
แต่มีแพทย์น้อยจัง ปล่อยให้คนป่วยมารอกันเยอะขนาดนี้
มาบางอ้อเอาก็ตอนที่เข้าไปนั่งรอคนที่นั่งข้างๆ ฉั
เป็นพี่ผู้หญิงคนหนึ่งดูจากเครื่องแต่งกายแล้ว น่าจะเป็นพวกแม่ค้า
ทำความสะอาด แล้วก็ใช่จริงๆ พี่คนนั้นบอกกับฉันว่า
เป็นพนักงานทำความสะอาดของบริษัทแถวๆ นี้ป่วยเป็นโรคไต
ต้องมาหาหมอทุกเดือน แล้วก็ทำประกันสังคมโดยเลือกโรงพยาบาลนี้
เพราะอยู่ใกล้ที่ทำงานและที่พัก
ฉันเลยถามว่า โรงพยาบาลนี้ก็ใหญ่โตทำไมมีแพทย์น้อยจัง
แล้วมีคนไข้มารอกันเยอะ อย่างนี้ลำบากน่าดู เพราะขนาดฉัน
แค่เป็นไข้หวัดธรรมดาๆ ถ้าต้องนั่งรอนานๆ ยังทรมานเลย
แล้วพวกที่ป่วยมากๆ ไม่ลำบากกว่าฉันรึ
พี่สาวคนนั้นก็ได้ให้ความรู้มาประดับสมองน้อยๆ ของฉันว่า แพทย์ที่รักษาผู้ป่วยธรรมดาทั่วไปกับรักษาผู้ประกันตนนั้น
จะเป็นคนละส่วนกัน แต่ผู้ป่วยที่ใช้สิทธิประกันสังคมนั้น
รักษาฟรีไม่ต้องเสียสตางค์ ต้องมาตรวจรักษาจากแพทย์
แผนกประกันสังคมที่ทางโรงพยาบาลจัดให้
เค้าถึงได้ถามตอนทำบัตรผู้ป่วยไงว่า รักษาธรรมดาหรือใช้สิทธิ
ฉันไม่เคยรู้มาก่อนจริงๆ เพราะอย่างที่บอกตั้งแต่ต้นว่า
เป็นแรมโบ้หญิง ไม่เคยเจ็บป่วยจนต้องพบหมอ
หากไม่สบายนิดหน่อยเช่น ปวดหัวตัวร้อน ก็กินยาแก้ไข้
ที่มีขายทั่วไปก็หาย แต่หนนี้เป็นมากหน่อยเลยต้องมาหาหมอ
ถึงได้รู้ว่า เวลาจ่ายจริงนั้นเราไม่ต้องรอ
เพราะหักจากเงินเดือนของเราไปเลย แต่เวลาไปรับ (บริการ)
คืนนั้นมันไม่ง่ายเลย
และแล้วสิ่งที่ฉันคิดไว้แต่แรกว่า คนไข้เยอะขนาดนี้
กว่าจะถึงคิวฉัน คงปาเข้าไปเที่ยงก็ผิดถนัด เพราะคนไข้คนแล้วคนเล่า หายเข้าไปในห้องตรวจที่มีอยู่ห้องเดียว และแน่นอน
ต้องมีหมอคนเดียวด้วยเช่นกัน (เก่งทุกทางสารพัดโรค)
แต่ว่าแต่ละคนที่เข้าไปพบหมอ จะใช้เวลาแล้วเฉลี่ยแล้ว
ไม่เกิน 5 นาทีต่อคน ดังนั้น แค่ประมาณชั่วโมงเดียวก็ถึงคิวฉัน
แปลกใจเหมือนกันว่าทำไมเร็วขนาดนี้
แล้วก็หายแปลกใจ เมื่อเข้าไปพบหมอ
หมอหนุ่มอายุไม่น่าเกิน 35 ปี บอกให้ฉันนั่งลงตรงหน้า
แล้วถามว่า "เป็นอะไรมาครับ" อีกแล้ว
ฉันตอบ "เป็นไข้หวัดค่ะ"
"ไหนอ้าปากให้หมอดูหน่อยสิ"
อ้าค่ะอ้า
"ขอฟังเสียงปอดหน่อย" แล้วก็เอาหูฟังมากดๆ แถวๆ หน้าอก
"เรียบร้อยแล้วครับ เป็นไข้หวัดธรรมดา
เดี๋ยวรอรับยาข้างนอกนะครับ คนต่อไปเชิญ "
ไวเหมือนโกหกไม่เกิน 5 นาทีจริงๆ สงสัยคุณหมอถูกเซตระบบ
มาให้รักษาตามเวลาแน่ๆ
ฉันออกมานั่งรอยาด้วยอาการ งงๆ BELIEVE IT OR NOT
เชื่อหรือ ไม่ คุณภาพชีวิตของเรานี่มันอยู่ในขั้นวิกฤติแล้วนะเนี่ย แค่ห้านาทีสามารถวินิจฉัยโรคได้หมด รัฐบาลท่านจะรู้ไหมว่า
เงินที่พวกเราจ่ายไปเดือนๆ หนึ่ง ไม่ใช่น้อย
จ่ายโดยไม่มีสิทธิโต้แย้งเพื่อนำไปแลกกับความหวังว่า
จะทำให้เรามีคุณภาพชีวิตดีขึ้น หากฉันเป็นหวัดธรรมดาจริงๆ
ก็คงไม่เป็นไร กินยาแก้ไขแก้ปวดเดี๋ยวเดียวก็หาย
แต่สำหรับพวกที่เจ็บป่วยมากๆ อันนี้น่าคิด มิน่าล่ะ
พี่แม่บ้านคนเมื่อกี้ถึงได้มาทุกเดือน (คิดมากไปหรือเปล่าก็ไม่รู้)
ฉันบอกไม่ถูกเหมือนกันว่า รู้สึกอย่างไร แต่บอกได้อย่างเดียวว่า โรงพยาบาลดังกล่าวช่างเห็นแก่ตัวเหลือเกิน
เงินทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นการค้า แม้กระทั่งชีวิต
ค้าความเจ็บปวดของผู้คน ปีหน้าเวลาจะเลือกโรงพยาบาล
ฉันคงต้องคิดพิจารณาให้ดี เพื่อจะได้ไม่ต้องเกิดความรู้สึกเสียดายเงิน
ที่จ่ายเข้าประกันสังคมอีก แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า
มันจะมีดีให้เลือกหรือไม่ หรืออาจจะเหมือนๆ กันหมด
ถ้าเป็นแบบนั้นก็ต้องทำใจ เพราะคนอื่นๆ เขาก็จ่ายกัน
ฉันคงไม่มีปัญญาไปแก้ไขทั้งระบบได้ เฮ้อ...
"หมอประกันสังคมกับหมอรักษาคนไข้ทั่วไป คนเดียวกันหรือเปล่า" ฉันกำลังจะเดินออกประตูโรงพยาบาล ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่ง
พูดกับพยาบาลหน้าหวานคนเดิมที่เคาน์เตอร์
"เราจัดไว้คนละส่วนกันค่ะ" พยาบาลตอบ
"คนละส่วนหมายความว่าหมอคนละคนงั้นเหรอ
แล้วยาที่ใช้รักษาก็ไม่เหมือนกันด้วยนะสิ
อะไรกันจ่ายเงินประกันสังคมไปตั้งเยอะแล้ว
เวลารักษากลับรักษาไม่เหมือนกัน อย่างนี้ทำไมโรงพยาบาล
ถึงรับคนป่วยประกันสังคมล่ะ"
ฉันหยุดเดินหันไปมองแวบหนึ่ง ยายนี่เก่งแฮะ
แต่จะเก่งได้แค่ไหนก็ไม่รู้ เผลอๆ เข้าไปพบหมอ
อาจจะถูกฉีดยาให้ปากพูดไม่ได้ไปตลอดชีวิต โทษฐานปากดีนัก
เปล่าประชดนะ พูดจริงๆ เพราะคนพูดดี พูดถูก แล้วก็พูดจริงน่ะ
มักจะอยู่ได้ไม่นาน
|