กรณีตัวอย่างของผู้บริโภคที่ได้รับประสบการณ์เลวร้าย
จากการเข้าไปรักษาพยาบาล มีให้เราได้ยินบ่อยครั้ง
บางรายถึงขั้นสูญเสียคนที่รัก
บางคนพิการ
บางกลุ่มก็สิ้นเงินทองเกินกว่าคาดการณ์ไว้
...แต่ทุกเรื่องราวดูเหมือนชาวบ้านอยู่ในภาวะจำยอม...
สากล เจรจา รวบรวมกรณีตัวอย่างเหล่านั้น
พร้อมกับบทสรุปที่น่าสนใจ
ปัจจุบันปัญหาหรือทุกข์จากการใช้บริการทางการแพทย์
นับเป็นสิ่งที่กระทบต่อชีวิตประชาชนอย่างมาก
เนื่องจากบางกรณีนำไปสู่ความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ เช่น
สูญเสียผู้เป็นที่รัก บางรายต้องพิการตลอดชีวิต
บางครอบครัวล่มสลาย เสียทรัพย์สินจำนวนมาก
เสียสุขภาพจิต โดยสภาพปัญหาหลายกรณีที่ผ่านมา
ได้ถูกนำเสนอผ่านสื่อมวลชนต่างๆ
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากมาย
ตัวอย่างรูปธรรมของสภาพปัญหา เห็นได้จาก
สถิติการรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการประกอบโรคศิลปะ
และสถานพยาบาลของกองประกอบโรคศิลปะ
กระทรวงสาธารณสุข จำนวน 2 ปี
งบประมาณระหว่างเดือนตุลาคม 2539 -กันยายน 2541
พบว่า มีกรณีร้องเรียนทั้งสิ้นจำนวน 319 ราย
เป็นกรณีร้องเรียนในปี พ.ศ.2540 จำนวน 143 ราย
และเพิ่มเป็น 176 รายในปี พ.ศ. 2541
ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งจากผู้ให้บริการและสถานบริการ อาทิ
ร้องเรียนให้ตรวจสอบผู้ป่วยเสียชีวิตและไม่รู้สึกตัว
ใช้บุคลากรไม่ได้มาตรฐาน เรียกร้องค่าเสียหาย
ทำให้เด็กเป็นเจ้าชายนิทรา ผู้ป่วยตกเตียง
ค่ารักษาไม่เป็นธรรม สถานรับเลี้ยงคนชราสกปรก
วินิจฉัยโรคผิดพลาด รักษาไม่เป็นไปตามโปรแกรม
จ่ายยาให้ผู้ป่วยผิด
สถิติข้างต้นสอดคล้องกับการร้องเรียนของแพทยสภา
พบว่า มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน จาก 68 ราย
ในปี พ.ศ.2539 เป็น 106 รายในปี พ.ศ. 2540
โดยมีปัญหาจากกรณีร้องเรียน เช่น แพทย์ไม่รักษามาตรฐาน
ในการรักษา การโฆษณาโดยผิดจรรยาบรรณ
ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วย
ออกใบรับรองแพทย์เท็จ เป็นต้น
ขณะที่ความทุกข์หรือปัญหาที่เกิดขึ้นมีมากขึ้น
แต่ความเข้าใจในความทุกข์ของผู้ป่วยกลับมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ทำให้การแก้ไขปัญหาความทุกข์ที่ผ่านมาขาดความเข้าใจที่แท้จริง
ซึ่งสอดคล้องกับข่าวการฟ้องร้องแพทย์ในการรักษาพยาบาล
ที่ปรากฏมีมากขึ้น แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือสมาคมวิชาชีพต่างๆ
ไม่ได้แก้ไขหรือป้องกันปัญหาอย่างจริงจัง และมักลงความเห็นว่า
เป็นเรื่องความผิดส่วนบุคคลหรือสถานบริการ
ทำให้ทิศทางในการแก้ปัญหาเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
เป็นรายๆ ไป หรือแก้ปัญหาเฉพาะกรณีที่เป็นข่าวในสื่อมวลชน
กล่าวได้ว่าที่ผ่านมา ความทุกข์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าดังกล่าว
เป็นเสมือนความทุกข์สูญเปล่า เนื่องจากทุกข์เหล่านั้น
ไม่ได้รับการแก้ไขหรือทบทวนเพื่อนำไปสู่การปฏิรูป
ระบบบริการสาธารณสุข
สารี อ๋องสมหวัง ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
ผู้บริหารโครงการวิจัย 15 กรณีศึกษาว่าด้วย
ความทุกข์กับระบบบริการสุขภาพ โดยการสนับสนุน
ของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า
" จากที่ตนได้ทำงานวิจัยทำให้ทราบถึงความทุกข์ของผู้ป่วย
หลายประการที่เกิดขึ้นจากระบบบริการสุขภาพ
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการไม่ได้รับการบริการที่ดีจากโรงพยาบาล
ค่ารักษาพยาบาลที่แพงมากขึ้น การปฏิเสธการรักษาในกรณีฉุกเฉิน
ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ เกิดความพิการทางร่างกาย
จากการรับบริการโดยที่ไม่ทราบสาเหตุ
นอกจากนี้เรายังทราบถึงปัญหาคุณภาพบริการชั้นสอง
ภายใต้ระบบประกันสังคม การเปลี่ยนวิธีการรักษา
เมื่อทราบว่าผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี ตลอดจนการขาดข้อมูลข่าวสาร
ความรู้ด้านสุขภาพที่จำเป็น" สารีกล่าว
ระบบบริการสุขภาพ ทุกข์ที่ไม่อาจเยียวยา
จากรายงานการวิจัย 15 กรณีศึกษา ว่าด้วย
ความทุกข์กับระบบบริการสุขภาพ พบความทุกข์ที่สำคัญ
ได้แก่ ความสูญเสียคนที่รักและผูกพัน ซึ่งเป็นความสูญเสียที่ร้าวลึก
และบางครั้งระยะเวลาก็มิอาจที่จะเยียวยาได้ ดังเห็นได้ชัด
อย่างกรณีของ ภาสกร (กรณีที่ 3 ในรายงานการวิจัย)
ทุกวันนี้ครอบครัวจะไม่มีใครพูดถึงสมาชิกคนเล็กสุดที่จากไปแล้ว
โดยเฉพาะแม่จะทนไม่ได้ ส่วนพ่อเมื่อพูดถึงจะมีน้ำเสียงสั่นเครือ
ทั้งที่เวลาผ่านไปแล้วกว่า 1 ปี
อรสา ซึ่งสูญเสียบุตร (กรณีที่ 11) ยังไม่สามารถลืมเหตุการณ์นั้นได้
เธอบอกว่า
" ภาพที่เห็นลูกตายทำให้สุขภาพจิตเสียไปเกือบ 2 ปี
กินไม่ได้นอนไม่หลับ ฝันเห็นลูกตลอดเวลา
เด็กๆ 3 คน ถามว่าน้องตายหรือ เรากอดกัน 4
คนแม่ลูกร้องไห้ทุกคืน "
"พอบอกว่าเขาตายแล้ว เราอึ้งไปเลย ดิฉันไปเยี่ยมเขาตอนเช้า
ตอนเย็นเขาก็เสีย ตอนเขาเสียเรารู้สึกว่า เหมือนเราจะอยู่ไม่ได้
คิดอย่างนั้นจริงๆ" ภรรยาของ ยงค์ชัย (กรณีที่ 9) กล่าว
สำหรับพ่อของ ภักดี (กรณีที่ 12) เกิดความกลัว
แม้กระทั่งจะผ่านสถานที่ที่สูญเสียคนที่รักและผูกพันยังทำไม่ได้
"ผมไม่กล้าผ่านโรงพยาบาล (ที่เกิดเหตุ) ขนาดญาติไปรักษาตัว
ผมยังไม่ได้เยี่ยม ยังจำภาพไปตลอด ทุกวันนี้ก็ยังลืมไม่ได้"
พ่อของภักดีบอก
นอกจากนั้นในงานวิจัยยังพบความทุกข์คือ ความสูญเสียอวัยวะ
และโอกาสในการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติในวิถีชีวิต
เห็นได้ชัดในกรณีของ บุญมาก (กรณีที่ 1)
เด็กสาวที่มีเนื้องอกอยู่บริเวณสันจมูก คั่นกลางระหว่างดวงตาสองข้าง
ได้รับการแนะนำให้ผ่าตัด จากนี้ต้องกลายมาเป็นผู้ที่ตาบอด
ทำให้ไม่อาจประกอบอาชีพเดิม ซึ่งจำเป็นต้องใช้สายตาเป็นสำคัญ
ส่วนสกาวเดือน (รายที่ 5) สูญเสียโอกาสเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย,
อมรศรี (กรณีที่ 7) กลายเป็นคนพิการ เกิดข้อจำกัด
ในการประกอบอาชีพและไม่อาจดำเนินชีวิตตามปกติได้ดังเดิม
ทุกข์จากความเจ็บปวดที่ไม่สมควรเกิดขึ้นจากการรักษาพยาบาล
เห็นได้ชัดในกรณีต่อไปนี้
- สกาวเดือน (กรณีที่ 5) ต้องเจ็บปวดทั้งจากกระบวนการวินิจฉัย
และการรักษาอันไม่จำเป็น,
- อมรศรี (กรณีที่ 7) ต้องทำแท้ง ติดตามด้วยการถูกขูดมดลูก
อันเป็นผลจากการฉีดสี, การต้องผ่าตัดซ้ำสอง
- มีนา (กรณีที่ 10) เป็นความเจ็บปวดรุนแรงที่ไม่สมควรเกิดขึ้น,
- ชะลอ (กรณีที่ 13) ได้รับการผ่าตัดสองครั้งทั้งจากการใส่
และถอดเลนส์แก้วตาเทียม ซึ่งได้สร้างความเจ็บปวดให้อย่างมาก
จนกระทั่งเจ้าตัวไม่ยอมเผชิญความเจ็บปวดเช่นนั้นอีกเลย
แม้ว่าจะมีผู้เสนอออกค่าใช้จ่ายเพื่อให้ใส่เลนส์กลับเข้าไปก็ตาม
ทุกข์อีกประการก็คือ เกิดภาระเพิ่มเติมจากการใช้บริการ
และการใช้สิทธิอันพึ่งมีพึงได้ในฐานะผู้ป่วยหรือผู้บริโภค
ไม่ว่าจะเป็นภาระทางเศรษฐกิจ ภาระในการร้องเรียน ฟ้องร้อง
ติดตามเรื่องราว หรือแม้กระทั่งการพิสูจน์ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น
ดังเห็นได้ในกรณีของ
บุญมาก (กรณีที่ 1) เดิมนี้สามารถพึ่งตนเองได้ในทางเศรษฐกิจ
ทั้งยังเป็นที่พึ่งของแม่ในด้านการดำเนินชีวิตประจำวัน
แต่ภายหลังประสบทุกข์จากการรับบริการสาธารณสุขแล้ว
กลับกลายเป็นภาระแก่ครอบครัวในหลายๆ ด้าน
จินดา (กรณีที่ 2) ต้องประสบกับข้อจำกัดในการประกอบอาชีพ
ระหว่างที่มีลำไส้เปิดอยู่ภายนอกช่องท้อง นอกจากนี้ยังเกิดภาระ
ด้านค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการต้องดูแลร่างกายที่มีสภาพพิเศษ
เป็นการซ้ำเติมภาระทางเศรษฐกิจที่หนักหน่วงอยู่แล้วของครอบครัว
และภาระหลายด้านในการต่อสู้ผ่านกระบวนการทางศาล
เห็นได้ในทุกกรณีที่มีการฟ้องร้องไม่ว่าจะเป็นสกาวเดือน, ดวงกมล,
อมรศรีและยงค์ชัย โดยเฉพาะ 3 กรณีหลังยังคงเป็นภาระต่อเนื่องยาวนาน
เมื่อฝ่ายผู้ร้องทุกข์ยืนยันจะต่อสู้จนถึงที่สุด
จากผลงานวิจัยยังพบอีกว่า การสูญเสียคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ก็เป็นความทุกข์ที่สำคัญ ทั้งจากการถูกตราหน้า การได้รับการปฏิบัติไม่ดี
การเกิดความรู้สึกในทางลบต่างๆ ความคับแค้น
และความทุกข์ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาให้กับตนเองได้
เห็นได้ชัดอย่างกรณีของจินด าถูกมองและถูกตัดสินว่า
เป็นคนที่มีระดับสติปัญญาต่ำกว่าผู้คนทั่วไป
ตอกย้ำความรู้สึกด้อยที่มีอยู่แล้ว
คำพูดของพ่อของภาสกร (กรณีที่ 3)
"ความรู้สึกตอนนั้นผมโกรธมาก ด่าอาละวาด
เสียงดัง ถ้ามีปืนอยู่ในมือ ผมได้ยิงแน่"
แสดงถึงความคับแค้นที่เกิดขึ้น
เนื่องจากตกอยู่ในภาวะที่ไม่อาจทวงถามหาคำตอบ
หรือความรับผิดชอบใดๆ ได้
นอกจากนี้อมรศรี (กรณีที่ 7) ก็ถูกตราหน้าว่าเป็นตัวยุ่ง
จากการที่พยายามแสวงหาช่องทางการช่วยเหลือ
หรือต่อสู้พิสูจน์เรื่องราวที่เกิดขึ้น
ยิ่งกว่านี้ยังถูกมองหรือบางครั้งเป็นการกล่าวหาว่า
กระทำการเรียกร้องเพราะต้องการเงินอย่างไม่รู้จักพอ
ต้องการเป็นที่สนใจ สติไม่ดี
ทุกข์ผู้ป่วยพบมาก เพราะยากจน
นอกจากนั้นยังมีผลงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งคือ
ปัญหาและทุกข์ของประชาชน เมื่อใช้บริการสถานบริการสาธารณสุข
โดย โยธิน แสวงดี, พิมลพรรณ อิศรภักดี, มาลี สันภูวรรณ
โดยการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ผ
ลการสำรวจข้อมูลพบว่า
ในกลุ่มตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการทางการแพทย์
และผู้ที่เกี่ยวข้อง การสื่อสารกันระหว่างบุคลากรทางการแพทย์
และสาธารณสุขกับผู้ป่วยและญาติ มีความสำคัญ
ที่นำไปสู่ความทุกข์และการหาทางดับทุกข์
ดังเช่นในกลุ่มผู้ป่วยนอกที่ส่วนใหญ่อธิบายว่า
- ต้องการให้แพทย์ใช้เวลาในการตรวจมากขึ้น
- ต้องการให้แพทย์ซักถามถึงอาการเจ็บป่วยก่อนที่จะเขียนใบสั่งยา
- ต้องการให้แพทย์อธิบายให้มากขึ้นว่าอาการที่เจ็บป่วยคือโรคอะไร
ซึ่งความทุกข์ที่เกิดจากสาเหตุนี้น่าจะมาจากระบบการให้บริการ
ที่แพทย์เป็นผู้กำหนดเวลาให้กับผู้ป่วย
โดยที่ผู้ป่วยไม่มีโอกาสต่อรอง เพราะแพทย์มีจำกัด
นอกจากนั้นยังพบว่า ความขัดแย้งระหว่างผู้ให้บริการ เช่น
- ระหว่างแพทย์กับพยาบาล
- แพทย์กับฝ่ายเภสัชกรรมมีผลนำไปสู่ความทุกข์แก่ผู้ป่วย
- กริยาท่าทางของแพทย์ที่ไม่สุภาพ
- กริยาท่าทางของพยาบาลหน้าห้องตรวจที่ไม่สุภาพ
เป็นตัวแปรที่นำไปสู่ความทุกข์ของผู้รับบริการ
ซึ่งปัญหานี้วิเคราะห์พบว่า จะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่มีฐานะทางเศรษฐกิจ
และสังคมยากจน เป็นการถูกเอาเปรียบในด้านคุณภาพการให้บริการที่ดี
ที่เกิดจากการแบ่งชั้นทางสังคม ซึ่งพบมากในโรงพยาบาลของรัฐ
ที่เป็นสภาพบริการที่จัดให้บริการแบบผูกขาดกับกลุ่มประชาชนที่ยากจน
ระยะเวลาการรอแพทย์ที่ยาวนาน ก็นับเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง
ที่ทำให้เกิดทุกข์ เพราะบางรายมีอาการปวดที่รุนแรง
ประสงค์ที่จะได้รับการตรวจทันทีแต่ต้องเข้าคิวรอ
ซึ่งทำให้เกิดความทุกข์ที่เกิดจากการทรมาน
ซึ่งสาเหตุนี้เกิดจากระบบการรับผู้ป่วยที่ไม่อธิบายให้ผู้ป่วยได้ทราบคือ
ขั้นตอนการขอตรวจเป็นกรณีพิเศษหรือขั้นตอนการเข้าตรวจห้องฉุกเฉิน
เพราะผู้ป่วยคิดว่าห้องฉุกเฉินสำหรับอุบัติเหตุเท่านั้น
ส่วนในกลุ่มผู้ป่วยในทุกข์ที่เกิดจากบุคลากรทางการแพทย์
ได้แก่ ทุกข์ที่เกิดจากเรียกหาคนช่วยไม่มีเมื่อเจ็บปวด
ซึ่งคาดว่าเป็นผลกระทบจากการจัดระบบเวรพยาบาลไม่เพียงพอ
กับการดูแลผู้ป่วย นอกจากนั้นการมอบหมายงานธุรการ
บัญชีให้พยาบาลในห้องพักผู้ป่วยปฏิบัติ
เป็นการเพิ่มภาระงานเกินความจำเป็น
ทำให้ไม่สามารถแบ่งเวลาดูแลผู้ป่วยได้เต็มที่
นอกจากนี้ทุกข์ที่เกิดจากวิธีการรักษาจากผู้ให้บริการ
ที่อยู่ในขณะฝึกฝนเป็นตัวแปรที่อธิบายได้ว่า
คุณภาพของฝีมือและความไม่ชำนาญของผู้ให้บริการ
ก็มีผลไปสู่ความทุกข์ของผู้ป่วย ทุกข์ที่เกิดจากการตรวจพิเศษ
ซ้ำแล้วซ้ำเล่าของแพทย์โดยไม่บอกเหตุผล
ปัจจัยนี้ก็มีผลต่อความกังวลใจในชนิดของโรคที่เป็น
ระยะเวลาในการรักษาและการวิตกในค่าใช้จ่ายที่ต้องเสีย
เนื่องจากผู้ป่วยวิตกว่าฝีมือการรักษาของแพทย์ไม่ชำนาญ
จึงมีการตรวจซ้ำและก็เกรงว่าจะถูกเอาเปรียบและล่อลวง
ในเรื่องค่ารักษาพยาบาลเพราะผู้ป่วยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย
ซึ่งประเด็นนี้จะพบมากในกลุ่มผู้ป่วยที่รักษาในโรงพยาบาลเอกชน
ทุกข์ที่เกิดจากการละเมิดทางกายของผู้ให้บริการ เช่น
ทุบตี และจับของสงวน ซึ่งเป็นทุกข์ทางกายและจิตใจที่ได้รับ
โดยที่ผู้ป่วยไม่กล้ากล่าวโทษร้องเรียนเพราะเกรงว่า
จะถูกกลั่นแกล้งและไม่ได้รับการรักษา
เนื่องจากผู้ให้บริการมีอำนาจในการรักษาที่เหนือกว่า
สำหรับในประเด็นของความทุกข์ที่เกิดจาก
สภาพปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่ไม่ใช่คน
อันได้แก่ พื้นที่ ฯลฯ ผลการสำรวจพบว่า
ในผู้ป่วยนอกตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมแออัด
เช่น ที่นั่งรอตรวจไม่เพียงพอ ห้องน้ำไม่สะอาด
มีผลนำไปสู่ความทุกข์ให้ผู้ป่วย เช่นเดียวกับในกรณีของผู้ป่วยใน
ที่พบว่าห้องพื้นที่อับทึบ แสงสว่างไม่เพียงพอ เตียงวางชิดติดกันเกินไป
ทำให้ไม่สะดวกในการเข้าออกของผู้ป่วยและญาติ
ตลอดจนการพูดกันเสียงดังของญาติผู้ป่วยรายอื่นๆ ขณะมาเยี่ยมผู้ป่วย
มีผลนำไปสู่ความทุกข์ของผู้ป่วยด้วยเช่นกัน
ในตัวแปรกลุ่มอุปกรณ์ทางการแพทย์ พบว่า
ผู้ป่วยนอกจากจะมีความทุกข์เนื่องจากกลัวว่าเครื่องมือจะไม่สะอาด
เพราะต้องใช้กับคนไข้รายอื่นๆ อาทิ ปรอทวัดไข้ เครื่องวัดความดัน
สำหรับผู้ป่วยในพบว่าร้อยละ 29 มีความทุกข์เนื่องจากกลัวติดเชื้อ
เพราะต้องใช้อุปกรณ์การแพทย์ร่วมกับคนไข้อื่นจำนวนมาก
ในขณะที่มีประมาณร้อยละ 25 ทุกข์เนื่องจากกลัวว่าเครื่องมือจะไม่สะอาด
ในกลุ่มตัวแปรด้านค่ารักษาพยาบาล พบว่า
ทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในต่างมีความกังวลใจในเรื่องค่ารักษาพยาบาล
ที่อาจจะแพงกว่าที่คิดไว้ เนื่องจากมีข้อเสนอให้มีการตรวจพิเศษ
ด้วยเครื่องมือสมัยใหม่เสมอ ซึ่งกรณีนี้วิเคราะห์ได้ว่า
การที่โรงพยาบาลจะพยายามหารายได้เพื่อพัฒนาโรงพยาบาล
โดยผลักภาระให้ผู้ป่วยจ่ายมากที่สุด
มีผลมาสู่สภาพทุกข์ของผู้ป่วยในเชิงเศรษฐกิจ
ไม่เพียงแต่เท่านั้นผู้ป่วยที่ใช้บัตรสุขภาพ
จะมีความทุกข์เนื่องจากความกังวลใจที่ว่า คุณภาพการบริการที่ได้รับจะไม่ดี
โดยพิจารณาจากชนิดของยาที่ได้รับว่าอาจจะเป็นยาไม่มีคุณภาพ
ราคาถูก อาจจะทำให้รักษาอาการป่วยไม่หาย
ซึ่งส่วนใหญ่จะมีมากในกลุ่มฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่ยากจน
ที่มักจะวิตกว่าจะถูกเอาเปรียบในวิธีการรักษา
การศึกษาถึงความทุกข์จากการใช้บริการด้านการแพทย์
และสาธารณสุข นับเป็นความจำเป็นเพื่อเป็นข้อมูลที่จะผลักดัน
ให้การปฏิรูประบบสุขภาพเกิดขึ้นด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
ถึงความทุกข์ของผู้บริโภคหรือผู้ใช้บริการ ครอบครัว
ตลอดจนการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค
ในการปฏิรูประบบสุขภาพท่ามกลางการเปิดโอกาสในระดับต่างๆ
ทางสังคมที่มีเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน
ซึ่งหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด
สากล เจรจา
|