มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ i.am/thaidoc หรือ hey.to/yimyam

[ คัดลอก จากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม-21 มีนาคม 2542 ]
เรื่องนี้ค่อนข้างยาวครับ ประมาณ 20 หน้ากระดาษ

โรคภูมิแพ้

เภสัชกรจักร ศิริบริรักษ์


คุณชาติ ภิรมย์กุล นักเขียนเรื่องสั้นไฟแรงของเมืองไทย ผู้นิยมเกาเหลาเป็นชีวิตจิตใจ คุยกับผมในงานปีใหม่ว่า อยากให้ช่วยเขียนเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้บ้าง ซึ่งผมก็เห็นว่าดีเพราะอาทิตย์ที่ผ่านมา เราเพิ่งจบเรื่องโรคหวัดกับอาหาร โรคภูมิแพ้กับโรคหวัดก็มีอาการบางอย่างคล้ายกัน เหมาะที่จะนำมาเขียนต่อเนื่อง

และในยุคสมัยสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ รู้สึกว่าคนรุ่นใหม่ประสบปัญหาภูมิแพ้มากขึ้น หลายคนมีอาการฟืดฟาด หายใจลำบากทั้งปี บางคนระคายเคืองตาเมื่ออุ้มแมว และบางคนเกิดอาการหงุดหงิดวิตกกังวล หรือห่อเหี่ยวซึมเซา โดยไม่ทราบสาเหตุ
เหล่านี้อาจเป็นผลจากโรคภูมิแพ้ได้ครับ

โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่มีที่มาที่ไปซับซ้อน จัดเป็นโรคเรื้อรังที่น่ารำคาญอย่างที่สุด

การศึกษาในประเทศพัฒนาอย่างอเมริกาพบว่า ราว 1 ใน 5 ของชาวอเมริกัน เคยมีอาการของโรคภูมิแพ้ โพรงจมูกอักเสบจากการแพ้ หอบหืด แพ้อาหาร และสิ่งแวดล้อม

สารกระตุ้นภูมิแพ้เอง ก็มีมากมายหลายประเภทเช่น เกสรดอกไม้ที่ลอยตามลม ดอกสัก ละอองฟาง ยางไม้ ฝุ่นผง เชื้อรา ขนสัตว์ ชิ้นส่วนของแมลง ยา อาหาร เครื่องสำอาง สารเคมีจากสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลกะทันหัน ก็สามารถกระตุ้นภูมิแพ้ได้ ทั้งในเรื่องอุณหภูมิคือ ร้อนเป็นเย็น และความชื้นเช่น แห้งเป็นเปียก

คนเป็นโรคภูมิแพ้จึงมีกรรม เดินเข้าห้องแอร์ก็คัดจมูก เจอควันบุหรี่หายใจไม่ออก ไปเที่ยวภูเที่ยวดอยก็ทำหน้ากลัดกลุ้ม หายใจดังวี๊ด…วี๊ด…

อาการแพ้ เป็นผลมาจากระบบป้องกันภัยในตัวเรา (เรียกว่าระบบภูมิคุ้มกัน หรือ Immune System) ทำงานผิดพลาด ทำนองว่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว อะไรประมาณนั้น เพราะโดยปกติ ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเรา มีหน้าที่ต่อต้านและทำลายผู้บุกรุกที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

เทียบได้กับยามที่เราจ้างไว้เฝ้าบ้าน เราสั่งไว้ว่าถ้าเห็นขโมยบุกเข้ามา ให้ใช้ไม้ตะบองตีหัวได้เลย แต่นี่พี่ยามแกเดินเมายาบ้า เจอบุรุษไปรษณีย์หรือแขกแวะมาเยี่ยม พี่แกสำคัญผิดคิดว่าโจรขโมยไล่ตีกระเจิง เผลอ ๆ เจ้าบ้านโดนด้วย

นี่แหละคือ ลักษณะของระบบภูมิคุ้มกันที่มีปัญหา มันอาจมองเห็นขนแมวหรือละอองเกสรดอกไม้ เป็นสารที่ก่ออันตรายรุนแรงต่อร่างกาย จึงพยายามต่อสู้กับเจ้าสิ่งแปลกปลอมทุกวิถีทาง เช่น

ทำให้หลอดลมหดตัว เพื่อจะได้หายใจได้น้อย ๆ ไม่สูดละอองเข้าไปอีก หรือขับน้ำเหนียวข้นมาดักจับฝุ่นละอองในทางเดินหายใจ หรือขับน้ำตาออกมาชะล้าง หรือทำให้คลื่นไส้อาเจียน เพื่อขับสิ่งแปลกปลอมออกจากกระเพาะ ทั้ง ๆ ที่สารดังกล่าว มิได้ก่ออันตรายต่อร่างกายแต่อย่างใดหรือ ฯลฯ

คนที่เป็นภูมิแพ้จึงตกอยู่ในอาการประหวั่นพรั่นพรึงไม่รู้จบ กลัว ว่างานเลี้ยงมื้อค่ำ เจ้าบ้านอาจเตรียมอาหารที่กระตุ้นภูมิแพ้ หากกินยาแก้แพ้กันไว้ล่วงหน้า ก็กลัวจะมีปัญหาต่อการขับรถหรือนั่งสัปหงกในที่ทำงาน

นอกจากนี้ผลการวิจัยใหม่ ๆ ยังแสดงให้เห็นว่า เมื่อเกิดอาการแพ้ มันไม่เพียงจะแสดงผลต่อร่างกายเท่านั้น แต่มันยังส่งผลต่อจิตใจและอารมณ์ โดยที่เราไม่รู้ตัวอีกด้วย เช่นว่า มันไม่แค่ทำให้คุณน้ำมูกไหล แต่ยังทำให้คุณหงุดหงิดโดยที่คุณไม่ได้ตั้งใจแม้แต่น้อย

ที่แย่กว่านั้น คุณอาจต้องยอมรับความจริงที่ โรคภูมิแพ้อาจอยู่เป็นเพื่อนร่วมชีวิตของคุณ จนถึงวันอำลาโลก ดังนั้นการเรียนรู้จักมันด้วยความเข้าใจจึงเป็นสิ่งจำเป็น และคอลัมน์นี้จะช่วยแนะนำหนทางคลี่คลายด้วยหลักการอิงธรรมชาติของการแพทย์ทางเลือก ผสมผสานกับความรู้ใหม่ ๆ เพื่อช่วยให้ท่านผ่อนคลาย

และยังแถมด้วยเคล็ดลับในการจัดการกับโรคภูมิแพ้ให้อยู่ในโอวาทได้อย่างชะงัด

ภูมิแพ้-โรคเรื้อรัง
มนุษย์ยุคใหม่ที่เชื่อมั่นความสำเร็จทางเทคโนโลยี อาจคาดหวังไว้สูงว่า นายแพทย์ในเสื้อกาวน์สีขาวมีหูฟังคล้องคอ จะสามารถบันดาลให้โรคทุกชนิดหายได้ ด้วยยาเม็ดกลม ๆ หรือการผ่าตัด หรือเทคนิคทางการแพทย์แบบฉึบฉับทันใจ

ถ้าเส้นเลือดอุดตันเพราะไขมันไปเกาะ เราก็อยากให้ตัดก้อนไขมันหลุดออกไปด้วยบัลลูน หรือตัดต่อเส้นเลือดทำบายพาส แทนที่จะปรับเปลี่ยนบริโภคนิสัยและออกกำลังกาย

ถ้าระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานผิดพลาด เช่น ในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ เราก็นึกถึงยาเม็ดแก้แพ้หรือยาฉีดสารพัน โดยลืมนึกไปว่าตัวผู้ป่วยเองก็มีความสามารถปกป้องตัวเองมิให้เกิดการกำเริบ หรือช่วยตัวเองด้วยการปรับสมดุลของร่างกายอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ดังนั้น เมื่อยาชุดหนึ่งหมดฤทธิ์ โรคก็กลับมาเยือน และเราก็ถามหายาชุดใหม่ต่อไป ยาและการผ่าตัดใช้ได้ผลดีในหลายโอกาสที่ต้องการผลตอบสนองทันทีเช่น กรณีฉุกเฉิน แต่ไม่ใช่กรณีของโรคเรื้อรัง

ในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน เรามักแบ่งอาการโรคเป็น 2 กลุ่ม คือ

โรคเฉียบพลัน มักเกิดในทันทีทันใด มีสาเหตุเดียวอาจวินิจฉัยได้โดยง่าย อาการของโรคตอบสนองดีต่อการรักษา เช่น กินยาหรือผ่าตัด และเมื่อให้การรักษาแล้ว คนไข้จะหายจากอาหารเด็ดขาด ถือว่าการรักษาเสร็จสิ้นสมบูรณ์

แต่โรคเรื้อรังมิใช่เช่นนั้น โรคเรื้อรังส่วนใหญ่จะเกิดช้า ๆ แสดงอาการกำเริบช้า อาจกินเวลาหลายปีกว่าผู้ป่วยจะรู้ตัว บางคนจนตายยังไม่รู้ตัวเลยว่า ตัวเองมีโรคร้าย แอบแฝงอยู่หลายโรค แพทย์มักประสบปัญหา ในการวินิจฉัยในระยะต้น และพยากรณ์โรคยากมาก

โรคเรื้อรังมักมีสาเหตุซับซ้อน หลายสาเหตุร่วมกัน ตั้งแต่กรรมพันธุ์ วิถีการดำรงชีวิต ไปจนถึงสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย ล้วนมีผลทำให้เกิดโรคเรื้อรังได้

โรคเรื้อรังยากรักษาให้หายขาด และไม่มีวิธีบำบัดอย่างทันอกทันใจ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้ นอกจากจะต้องทนทุกข์กับอาการประจำโรคนั้น ๆ ยังต้องทนกับอาการร่วมหลายประการเช่น

อ่อนเปลี้ยเพลียแรง เพราะร่างกายไม่อาจใช้พลังงานได้เต็มที่ บางส่วนต้องนำไปใช้ในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ คนเป็นโรคภูมิแพ้จึงอาจรู้สึกเพลียไม่มีแรง บางครั้งเป็นต่อเนื่องจนเจ้าของร่างมีสีหน้าอมทุกข์ เดินเป็นผีซอมบี้ หายใจไม่เต็มอิ่ม เกิดจากการได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ เพราะมีการหดเกร็งของหลอดลม หรือมีการอุดตันในทางเดินหายใจ จากเสมหะ น้ำมูก น้ำคัดหลั่งเหนียวข้น ในหลอดลม หรือถึงลมอุดตัน การได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอติดต่อกันนาน ๆ ทำให้มึนงง สมองไม่แล่น ปวด การแพ้อาจทำให้เกิดการบวมที่ข้อ หรือแสบตา คัน ระคายเคือง กล้ามเนื้อปวดตึงเครียด ภาวะเครียดเกิดกับผู้ป่วยโรคเรื้อรังส่วนใหญ่ เป็นผลจากการที่คุณไม่อาจบังคับร่างกาย ให้เป็นไปดังที่ปรารถนา รู้สึกสิ้นหวัง วิตกกังวล กับสุขภาพของตนเอง ผสมกับความรู้สึกโกรธตัวเอง โกรธบรรพบุรุษ โกรธแพทย์ โกรธญาติพี่น้อง คู่สมรส ฯลฯ ทั้งหลายทั้งปวงล้วนทำให้เครียด

คำโบราณว่า "รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครา"

โรคภูมิแพ้ มีที่มาที่ไปซับซ้อน ดังนั้นถ้าคิดจะเอาชนะโรคภูมิแพ้ ก็ต้องทำความรู้จักเจ้าศัตรูตัวร้ายให้ดีก่อนครับ

ถ้าเปรียบร่างกายคนเหมือนประเทศ เราก็มีผิวหนังชั้นนอกเป็นเสมือนรั้วที่แข็งแกร่ง ประดุจกำแพงเมืองจีนนั่นเชียว ถ้าเข้าไปยังระบบภูมิคุ้มกันทำหน้าที่เป็นกองทัพอันเกริกไกร คอยตระเวนไปในกระแสเลือด รักษาความปลอดภัยแก่บ้านเมือง ทำให้ประชาชนคือ เซลล์ทุกเซลล์อยู่กันได้อย่างมีความสุข

ป้อมปราการอันเป็นด่านหน้าคือ ผิวหนังจะไม่ยอมให้เชื้อโรคเล็ดลอดเข้าโดยง่าย เว้นแต่จะมีบาดแผลในรูจมูกยังมีขนกรองอากาศ ในปากมีเอ็นไซม์ บางชนิด ทำหน้าที่ย่อยสลาย สิ่งไม่พึงประสงค์ได้ระดับหนึ่ง ในกระเพาะมีกรดเข้มข้น ฆ่าเชื้อเกือบทุกชนิด

และหากศัตรูร้ายเล็ดลอดเข้าไปได้จริง เรายังมีเม็ดเลือดขาวและระบบภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็ง คอยพิชิตผู้บุกรุกด้วยกลวิธีอันน่ามหัศจรรย์ยิ่งกว่าด่านสิบแปดอรหันต์

แต่เดชะบาป เจ้าระบบภูมิคุ้มกันในคนบางคนกลับประพฤติตัวเกมะเหรกเกเร กลายเป็นผู้ก่อโรคภูมิแพ้เสียนี่

ทุกวันนี้ดูเหมือนว่าตัวบุกรุก ซึ่งเป็นศัตรูร้าย กำลังมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น จนแทบจะขจัดไม่ไหว ไม่เพียงศัตรูตามธรรมชาติ เช่น ไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา แต่ยังมีศัตรูประดิษฐ์ เช่น สารกันบูด สารสังเคราะห์ในอาหาร ในอากาศ ในดิน หรือแม้กระทั่งในยาที่เรากิน

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า สารเคมีมากล้นรอบตัวเรานี่เอง ที่ทำให้คนรุ่นใหม่เป็นโรคภูมิแพ้เพิ่มขึ้น ดังนั้นก่อนที่จะรู้จักโรคภูมิแพ้ เราจำต้องทำความเข้าใจกลไกการทำงานของ ระบบภูมิคุ้มกันเสียก่อน ตามควรครับ

ที่มาของอาการแพ้
ยังจำได้ไหมครับ เมื่อบีเซลล์เจอสิ่งแปลกปลอม มันจะยิงอาวุธชนิดหนึ่งออกมาเรียก แอนติบอดี แอติบอดีจะจับสิ่งแปลกปลอมไว้ ขณะเดียวกันก็กระตุ้นร่างกาย หลั่งสารกลุ่มหนึ่งเรียกว่า Mediators ออกมาพร้อม ๆ กัน

Mediators มีหลายตัว แต่ที่รู้จักกันดี คือ ฮีสตามีน ซึ่งทำให้เกิดอาการแพ้ คัดจมูก น้ำมูกไหล หายใจไม่ออก เคืองตา หลอดลมหดแคบ ผื่นคัน กระเพาะลำไส้หดเกร็ง ท้องเดิน

ดังนั้น หมอจึงจ่ายยาต้านฮีสตามีน เพื่อไปยับยั้งฤทธิ์ที่ไม่พึงปรารถนาเหล่านั้น ยาต้านฮีสตามีนตัวเก่งคือ คลอเฟนิรามีน หรือบางคนเรียก คลอเฟ หรือยาแก้แพ้ นั่นเอง

นอกจากฮีสตามีน ยังมีสารอื่น ๆ หลั่งตามมาคือ ไคนินส์, พรอสตาแกลนดินส์, ลิวโคทรินส์ ซึ่งล้วนก่อผลทุกข์ทรมาน ทำให้ปวดหัวอารมณ์เสีย หงุดหงิด ฯลฯ และหากมีการต่อต้านอย่างรุนแรง จะเกิดอาการช็อกแบบเฉียบพลันเรียก Anaphylactic Shock ซึ่งน่ากลัวมาก คนที่แพ้เพนิซิลลิน อาจตายคาเข็ม ถ้าได้รับเพนิซิลลินฉีดเข้าร่าง

เมื่อระบบภูมิคุ้มกันมีปัญหา มันอาจจำแนกมิตรศัตรูผิดดังที่กล่าว หรืออาจแสดงความผิดปกติแบบอื่น ๆ เช่น ภูมิคุ้มกันลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วในโรคเอดส์ (ภูมิคุ้มกันบกพร่อง) หรือมันอาจจะหลงทำร้ายพวกเดียวกันเอง

หลงคิดว่าเนื้อเยื่อที่อยู่ในร่างกายเป็นศัตรูบุกรุก มันก็ระดมโจมตีตัวเอง ก่อให้เกิดโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคเอสแอลอี ที่คร่าชีวิตคุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ หรือโรคเลือดพิสดารที่เม็ดเลือดขาวไล่งับกันเอง เพราะนึกว่าเป็นศัตรู

เพราะความซับซ้อนของการทำงานนี้เอง ร่างกายจึงต้องมีระบบผสมผสานต่อเนื่องถึงกัน เพื่อลดความรุนแรงของการแพ้ เป็นการรักษาตัวเองตามธรรมชาติคือ เมื่อสารฮีสตามีนถูกหลั่งออกมาจนน้ำมูก น้ำตาไหล หายใจไม่ออก ร่างกายก็จะกระตุ้นให้ต่อมหมวกไตหลั่งสารอะดรีนาลีนออกมาแก้ฤทธิ์

หากการแพ้กำเริบ แพทย์แผนปัจจุบันจะฉีดฮีสตามีน หรือ ยาแก้แพ้แก่ผู้ป่วย แต่ถ้ากำเริบหนัก อาจฉีดอะดรีนาลีนให้

ขณะที่การแพทย์ทางเลือก หาทางกระตุ้นการทำงานของต่อมหมวกไต ให้หลั่งสารอะดรีนาลีนออกมาด้วยตนเองอย่างเป็นธรรมชาติ ต่างฝ่ายต่างมีหลักการของตัวเองครับ

ระบบภูมิคุ้มกัน
ผู้รับผิดชอบหลักในการคุ้มครองร่างกายคือ เม็ดเลือดขาว ซึ่งจะเดินทางไปเรื่อย ๆ ในระบบน้ำเหลืองคอยสอดส่องศัตรูแปลกปลอมแล้วมารวมกับกระแสเลือดที่หน้าอก

ความน่าพิศวงของเม็ดเลือดขาว คือ มันสามารถจำแนกมิตรศัตรูของร่างกายได้อย่างแม่นยำ ระบบภูมิคุ้มกันสามารถบอกได้ว่า สิ่งนี้คือเชื้อแบคทีเรียอันตราย เซลล์มะเร็ง หรือเป็นเพียงเซลล์ปกติในร่างกาย เหมือนกับเวลาเราเดินไปตามถนน เราสามารถบอกได้ว่านี่คนไทย นั่นฝรั่งต่างด้าว

และเมื่อใดก็ตาม มันพบสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอันตราย ซึ่งทางการแพทย์เรียก "แอนติเจน" (Antigen) มันก็จะเปิดหวอเป่านกหวีดเรียกพวกพ้องมาช่วยกันรุมสกรัมซะเลย หากจำผิดยุ่งแน่

แอนติเจนแปลกปลอมที่เราพบทุกวี่ทุกวันได้แก่ เชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา ทำไมผมจึงต้องเป็น ทำไมคนอื่นไม่เป็น ทำอย่างไรจึงจะซ่อมแซมความผิดปกตินี้ได้ ?

อย่าเพิ่งท้อแท้นะครับ ถ้าจะตอบว่า ไม่มีใครรู้

จนทุกวันนี้ ความรู้ทางการแพทย์ยังมีไม่พอที่จะตอบคำถามที่ว่า แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องขอบคุณผู้ป่วยโรคเอดส์ที่ช่วยกระตุ้นในวงการแพทย์หันมาศึกษาเรียนรู้ เรื่องภูมิคุ้มกันของร่างกายจนได้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคภูมิแพ้มากมาย

สักวันหนึ่งเราอาจพบหนทางยุติโรคนี้โดยเด็ดขาด ระหว่างนี้นักวิทยาศาสตร์ได้พบข้อสังเกตเกี่ยวกับสาเหตุของโรคภูมิแพ้หลายประการ คือ

ประเภทของการแพ้
การแพ้มีหลายรูปแบบ เช่น การแพ้ทางผิวหนัง การแพ้ในระบบทางเดินหายใจ การแพ้อาหาร การแพ้ยา การแพ้สารอนินทรีย์ ผมขอกล่าวเฉพาะที่น่าสนใจควรเรียนรู้ดังนี้

การแพ้ทางผิวหนัง (Skin Allergies)
ที่เรารู้จักดีคือ อาการลมพิษ คัน ผิวแตก ถ้าอาการคัน ดังกล่าวเกิดเพราะไปสัมผัสสารที่ทำให้แพ้ เช่น ตำแย หมามุ่ย เรียกเป็นศัพท์ทางแพทย์ว่า Contact Dermatitis สารที่ทำให้เกิดการแพ้แบบนี้ ที่พบบ่อยมี 6 ชนิดคือ
  • สารจากพืชมีพิษ เช่น ตำแย หมามุ่ย รังตังช้าง หัวบอน
  • Paraphenlenediamine ซึ่งพบในยาย้อมผม ย้อมหนัง ย้อมขนสัตว์ ยาง และในขบวนการพิมพ์
  • เครื่องประดับโลหะที่มีนิเกลเป็นส่วนผสม
  • ยางพารา
  • สาร Ethylenediamine (วัตถุกันเสียที่พบในครีมและยาหยอดตา)
  • สาร Dichromates (ส่วนผสมในหมึกพิมพ์ผ้า)
ใครใส่เสื้อใหม่แล้วคันคงหายแปลกใจนะครับ นอกจากนี้ยังพบสารกระตุ้นในยาดับกลิ่นเต่าและเครื่องสำอาง ด้วย

กล่าวโดยทั่วไป การแพ้แบบ Contact Dermatitis จะเกิดเฉพาะที่ คือ สัมผัสตรงไหนก็คันตรงนั้น ไม่ลุกลามไปส่วนอื่น และหายง่ายเมื่อเลิกสัมผัส

หากการแพ้ขยายลุกลามกว้างขวางจนบางครั้งตาปิด ปากบวมเจ่อ เห่อไปทั้งตัว นั่นคือ ลมพิษ (Hives หรือ Urticaria) อาจเป็นชั่วครู่ชั่วยาม หรือกินเวลาข้ามวัน บางครั้งมีอาการบวมของลิ้น ริมฝีปากหรือเท้าร่วมด้วย

พบว่า ลมพิษมักเกิดจากอาหารทะเล นม พิษจากแมลง การแพ้ยาเพนิซิลิน แอสไพริน ขนแมว เกสรดอกไม้ เหล่านี้เป็นการแพ้ทางผิวหนัง อาทิตย์หน้าผมจะพาไปรู้จักการแพ้ในทางเดินหายใจหรือที่เราเรียกว่า โรคภูมิแพ้ครับ

โรคภูมิแพ้
สัปดาห์ที่แล้ว เราคุยกันเรื่องโรคภูมิแพ้ ที่แสดงผลต่อผิวหนัง แต่ยังมีการแพ้อีกแบบที่พบบ่อย ซ้ำซากน่ารำคาญ ชวนให้หงุดหงิด มันมักจะก่ออาการคล้ายหวัด เช่น มีน้ำมูก หายใจลำบาก ไอ หายใจดังวี๊ด เหมือนนกหวีด หรือจาม นั่นคือ การแพ้ในระบบทางเดินหายใจ หรือ ที่ชาวบ้าน มักเรียกว่า โรคภูมิแพ้

การแพ้ในระบบทางเดินหายใจ
ในบางคนอาการภูมิแพ้จะเกิดเฉพาะฤดู เช่น ช่วงที่มีละอองเกสรดอกไม้ปลิวมาก ในกระแสลมมาก ๆ บางคนแสดงอาการในหน้าหนาว เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิความชื้น บางคนมีอาการเมื่อบ้านสกปรก มีฝุ่น สปอร์เชื้อรา ขนจากแมลงมอดไม้ ลอยไปมาในบ้าน

แต่คนที่แย่ที่สุดคือ เป็นทุกกรณี ทั้งวันทั้งคืน เพราะมีปฏิกิริยาต่อสารกระตุ้นภูมิแพ้แบบทุกชนิด ที่จะลอยอยู่ในอากาศ ลักษณะการแพ้ที่พบบ่อยคือ Alergic Rhinitis เป็นอาการแพ้ ที่เกิดจากละอองฟาง เกสรดอกไม้ เชื้อรา ควัน น้ำหอม สารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรม หรือแม้แต่อาหารจำพวกนม ธัญพืชบางชนิด เมล็ดพืชเปลือกแข็งจนถึงอาหารทะเล

อาการของ Allergic Rhinitis ที่เห็นชัดคือ จามแน่นจมูก คันตา ระคายเคือง มีน้ำมูกไหล อาจมีการจามซ้ำ ๆ เกิดได้หลายครั้งในหนึ่งวัน

ถ้าการแพ้เกิดเฉพาะจากละอองเกสรหรือละอองฟาง และมีอาการไข้ร่วม อาจเรียกอีกอย่างว่า ไข้ละอองฟาง (Hayfover)

คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ ต้องหมั่นสังเกตตัวเอง อาการแพ้เกิดเมื่อไร สิ่งใดน่าจะเป็นสาเหตุ เช่น พบว่ามีอาการเมื่อยู่บ้าน ลองพิจารณาความสะอาดภายในบ้าน สารกระตุ้นภูมิแพ้ มักแขวนลอยอยู่ในอากาศ เชื้อราเกาะตามซอกที่เปียกชื้น ก็เป็นตัวสำคัญ มันอาจปล่อยสปอร์ ออกมาตามลม โดยเฉพาะเชื้อ Alernaria, Penicillium, Aspergillus, Rhizopus

ชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของแมลงที่ต้องส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ ก็ทำให้คนหลายล้านคนทั่วโลก หายใจไม่ออก โดยเฉพาะขนหรือเศษแขนขาของมอดไม้ตามเครื่องเรือน พรม ผ้าห่ม ม่าน ไรในฟูกนอน หรือเศษเซลล์จากขนสัตว์ ขนนก ฯลฯ

ผมอยากฝากข้อสังเกตตรงนี้สักนิด คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่มักระมัดระวังสารกระตุ้นภูมิแพ้ที่แขวนลอยในอากาศ แต่ลืมไปว่าอาหารที่กิน และสารเคมีจากการสัมผัส ก็ก่อโรคภูมิแพ้ได้เช่นกัน

การแพ้ที่ก่ออาการหอบหืด
หืดเป็นโรคที่มีสาเหตุมาจาก การแพ้ในระบบทางเดินหายใจด้วยเช่นกัน แต่รุนแรงกว่าการแพ้ทั่วไป ผู้ป่วยจะหายใจลำบาก เพราะหลอดลมตีบแคบ อาจถึงตายถ้าโรคกำเริบมาก

การแพ้กับอารมณ์แปรปรวน
ดังที่กล่าวแล้วว่า วงการแพทย์ได้พบเรื่องน่าพิศวงว่า อาการแพ้สามารถส่งผลต่ออารมณ์มนุษย์ได้

การแพ้สามารถทำให้มนุษย์คนหนึ่งมีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิด เครียด เกียจคร้าน หรือมีความผิดปกติทางอารมณ์ โดยที่เจ้าตัวไม่ตั้งใจ

ทุกวันนี้ เราสามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างระดับน้ำตาลกับอารมณ์ สารอาหารกับอารมณ์ แต่ยังไม่ทราบกลไกความสัมพันธ์ระหว่างการแพ้กับอารมณ์

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่เราต้องตระหนักว่า สิ่งที่คุณสัมผัส กิน ดื่ม หรือหายใจเข้าไป อาจมีผลต่ออารมณ์ในทางที่ไม่พึงปรารถนา และปรากฏการณ์นี้สะท้อนความจริงว่า ความเจ็บป่วยมิได้ก่อให้เกิดความผิดปกติต่อร่างกายเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่ออารมณ์ จิตใจ จิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ในสังคมได้

การแพ้ที่ก่ออาการอื่น ๆ
การแพ้อาจทำให้เกิดอาการปวดหัว และปวดข้างเดียวหรือไมเกรน โดยเฉพาะอาหารที่มีสารทายรามีน (ช็อกโกแลตและเนยแข็ง)
ผงชูรส วัตถุกันเสียบางตัว และไวน์แดงก็เป็นตัวตันเหตุที่พบบ่อย

นอกจากนี้ สารอื่นที่ทำให้ปวดหัวยังรวมถึงควันบุหรี่ สารพิษ จากมลภาวะ น้ำหอม ฝุ่นละอองเกสร ฯลฯ

ในบางคน เมื่อเกิดอาการแพ้อาจมีอาการไม่สบายในท้องร่วมด้วย เช่น ท้องขึ้น ท้องผูก ท้องเดิน ปวดเกร็ง ฯลฯ

พบว่า การแพ้อาหารมักเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการไม่สบายในท้อง

แนวทางการรักษาในปัจจุบัน
หลังจากที่เราทำความเข้าใจโรคภูมิแพ้พอสมควรแล้ว ผมอยากพาท่านผู้อ่าน มาสำรวจแนวทางการแพทย์แผนปัจจุบันที่ใช้วินิจฉัยและรักษาโรคเรื้อรังที่น่ารำคาญนี้

คนจำนวนไม่น้อยที่ไปพบแพทย์ 2-3 ครั้ง ด้วยความหวังว่าจะหายขาด หมอให้ยาเม็ดเล็ก ๆ มากิน อาการดีขึ้นบ้าง แย่ลงบ้าง เกิดผลข้างเคียงเช่น ง่วงนอนบ้าง และกลับมีอาการเป็นเช่นเดิมเมื่อหยุดยาทำไมเป็นอย่างนั้น ?

เหตุผลสำคัญคือ
ยังไม่มียาตัวใดในปัจจุบันที่สามารถรักษาความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันได้ครับ ยาเป็นเพียงเครื่องช่วยลดความทุกข์ทรมานจากโรคเป็นครั้งคราว
นั่นแปลว่า คุณต้องกินยาตามแพทย์สั่งไปเรื่อย ๆ จนกว่าร่างกายของคุณ จะซ่อมแซมระบบภูมิคุ้มกัน ให้คืนปกติด้วยตนเอง ซึ่งอาจกินเวลาหลายปีหรือตลอดชีวิต

แต่ถึงกระนั้นคุณ ก็ยังควรไปพบแพทย์โดยสม่ำเสมอ เพื่อการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง และแพทย์จะช่วยหาสิ่งแปลกปลอมที่ทำให้คุณแพ้ อันจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยง การสัมผัสสารกระตุ้นภูมิแพ้ได้มากที่สุด การทดสอบว่าคุณแพ้อะไร อาจทำได้ด้วยวิธีต่อไปนี้
  • Skin Test แพทย์อาจทดสอบภูมิแพ้ของคุณ โดยใช้สิ่งกระตุ้นภูมิแพ้ที่สงสัย ขูดหรือฉีดบริเวณผิวหนังอ่อนใต้ท้องแขน หากคุณแพ้สารตัวนั้นก็จะเห็นผลใน 15-20 นาที แต่การทดสอบแบบนี้ไม่แม่นยำนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แทบไม่ได้ผลในกรณีการแพ้อาหาร
  • RAST เป็นการทดสอบที่แม่นยำกว่า ย่อมาจากคำว่า Radioallergosorbant เพื่อหาแอนตี้บอดี้ IgE ในเลือด เหมาะกับการหาสารกระตุ้นภูมิแพ้ในอาหาร
  • การทดสอบอื่น ๆ ทุกวันนี้ยังมีการพัฒนาวิธีทดสอบแบบใหม่ ๆ เพื่อหาว่าสารตัวใดบ้างทำให้คุณมีอาการแพ้ การทดสอบแบบหนึ่ง ทำโดยสกัดสารในอาหารฉีดใต้ผิวหนัง แล้วดูอาการอื่น ๆ นอกเหนือจากผื่นคันเช่น อาการหงุดหงิด ไม่สบายกายง่วงนอน หรือไข้ ฯลฯ
หากพบในที่สุดว่าคุณแพ้สาร 1-2 ชนิดก็นับว่าโชคดี สิ่งที่ควรทำคือ หลีกเลี่ยงสารเหล่านั้น แต่หากคุณแพ้สารนับสิบที่มีอยู่รอบกายในชีวิตประจำวัน คุณคงไม่มีทางหลีกเลี่ยง ต้องทำใจ กินยา และหาทางบำรุงระบบภูมิคุ้มกันให้กลับคืนเป็นปกติให้ได้

ไม่ใช่ง่าย แต่คุณต้องทำ เพราะมันคือทุกข์สุขของคุณเอง

อาทิตย์หน้า เราจะคุยกันเรื่องการรักษาโรคภูมิแพ้ ทั้งแผนปัจจุบันและการแพทย์ทางเลือกที่ควรรู้ ตลอดจนการใช้อาหารบรรเทาโรค

การรักษาโรคภูมิแพ้
ดังที่ได้กล่าวในบทความที่ผ่านมาว่า ภูมิแพ้เป็นโรคเรื้อรัง เป็นผลมาจากความผิดปกติในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และวงการแพทย์ยังไม่พบยารักษาความผิดปกตินี้ได้

ดังนั้น บทความนี้จึงพยายามกล่าวถึง โรคภูมิแพ้ในแง่มุมที่แตกต่างจากหนังสือทั่วไป และเสนอเคล็ดลับการควบคุมโรคภูมิแพ้ เพื่อจะช่วยให้คุณดำรงชีวิตอยู่ได้โดยปกติสุข มากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น คำแนะนำอันจำเป็น ที่จะเตือนคุณให้ต้องคอยดูแล เครื่องปรับอากาศให้สะอาดอยู่เสมอ หากคุณอยากหายใจโล่งสบาย เพราะการหลีกเลี่ยงสารกระตุ้นภูมิแพ้นั้น นับเป็นหัวใจของการต่อสู้กับโรคภูมิแพ้ เลยทีเดียว ดังคำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่า "ทุกสิ่งเกิดแต่เหตุ"

อย่าเจอะเจอสารกระตุ้น ดีกว่าคอยกินยาเมื่อเกิดอาการ ยิ่งคุณทำสิ่งแวดล้อมรอบตัวคุณให้ปราศจากการกระตุ้นได้เพียงไร คุณยิ่งปลอดภัยขึ้นเท่านั้น

และระหว่างที่รอให้ระบบภูมิคุ้มกันกลับคืนเป็นปกตินั้น บ่อยครั้งที่คุณอาจจะเจอะเจอสารกระตุ้นภูมิแพ้โดยไม่ตั้งใจ แพทย์แผนปัจจุบันจะช่วยแก้ปัญหาให้คุณได้ดีด้วยยาเม็ดหรือยาฉีดที่จะช่วย บรรเทาอาการแพ้ได้ชั่วครั้งชั่วคราว และป้องกันมิให้โรคกำเริบ ยาเหล่านี้ได้แก่

  • ยาแก้แพ้และลดอาการคั่งในจมูก (Antihistamine and Decongestants) มักเป็นยาเม็ดเล็ก ๆ สำหรับแก้คัดจมูก ลดน้ำมูก บรรเทาผื่นคัน จากอาการแพ้ที่ผิวหนัง ยาเหล่านี้มักมีผลข้างเคียงที่น่ารำคาญ คือ ทำให้ง่วงซึม ไม่มีสมาธิในการทำงาน จึงควรจะระวังอันตรายจากการขับรถหรือทำงานที่ต้องใช้สมาธิ ขณะที่ยาขยายหลอดลมบางตัว อาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียน วิตกกังวล บางตัวมีฤทธิ์ทำให้เส้นเลือดหดตัวไม่เหมาะกับผู้ป่วยความดันสูง จึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร หากพบอาการผิดปกติจากยา
  • ยากลุ่มฮอร์โมนสเตียรอยด์ ยาฤทธิ์แรงตัวนี้ มีทั้งในรูปยาฉีด ยากิน ยาพ่นและครีม มีประโยชน์มาก ในรายที่มีอาการรุนแรง โดยเฉพาะหอบหืด แต่มีผลข้างเคียงร้ายแรงเช่นกัน ผู้ป่วยต้องอยู่ในความควบคุมของแพทย์เท่านั้น อาการพิษที่อาจพบคือ กล้ามเนื้ออ่อนแรง เยื่อบุผนังและผิวหนังบางลงความดันสูง กระดูกพรุน บวมน้ำ ฯลฯ และต้องย้ำเตือนคือ มันเพียงช่วยรักษาชีวิต มิใช่รักษาต้นเหตุของโรค
  • โครโมลีน โซเดียม (Crommolyn Sodium) ใช้สำหรับภูมิแพ้ในทางเดินหายใจ มีทั้งที่เป็นยากิน ยาพ่น จมูก ยาหยอดตา และยาพ่นเข้าปอด หมออาจสั่งจ่ายให้ใช้ตั้งแต่ก่อนมีอาการ โดยเฉพาะในช่วงฤดูที่เสี่ยงต่อโรคภูมิแพ้ เพราะยานี้ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะเห็นผลเต็มที่ มันออกฤทธิ์โดยการไปเคลือบ มาสต์เซลล์ (Mast Cell) ป้องกันมิให้ IgE ที่ผิวเซลล์ทำปฏิกิริยาที่ไม่พึงปรารถนา
  • การรักษาด้วยหลักอิมมูโนวิทยา (Immunotherapy) เป็นการรักษาโดยใช้ความรู้ทางภูมิคุ้มกัน เพื่อพยายามลดความไวของร่างกาย ที่มีต่อสิ่งแปลกปลอม ทำโดยการฉีดสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันชนิดเจือจาง เข้าสู่ร่างกายทีละเล็กละน้อย ติดต่อกันเป็นเวลานานหลายเดือน หรือเป็นปี เพื่อให้ร่างกายค่อย ๆ คุ้นเคยกับสิ่งแปลกปลอม

    ในทางทฤษฎี เมื่อร่างกายคุ้นเคย มันก็จะไม่ถูกกระตุ้นโดยง่ายเหมือนในอดีต เพราะร่างกายค่อย ๆ ปรับตัวให้เคยชิน เหมือนกับว่าคนข้างบ้านเปิดวิทยุ เข้าหูทุกวัน ใหม่ ๆ อาจรำคาญ ครั้งนานไปกลับเห็นเป็นปกติ

    วิธีนี้คล้ายจะดี แต่น่าเสียดายที่มีคนไม่ถึงร้อยละ 30 รักษาได้ผล แถมค่าใช้จ่ายสูงและกินเวลานานมาก

    การแพทย์ผสมผสานกับโรคภูมิแพ้
    เนื่องจากยังไม่มีวิธีรักษาแบบใดที่ใช้ได้ผลถึงต้นตอของโรคภูมิแพ้ ผู้ป่วยหลายรายจึงทดลองใช้ประโยชน์จากข้อดี ของแนวทางการรักษาแบบต่าง ๆ ผสมผสานเข้าด้วยกัน นี้เองคือ สิ่งที่เรียกการแพทย์ผสมผสาน

    ข้อดีหลายประการของการแพทย์แผนปัจจุบันคือ มีจุดเด่นที่ความรู้เชิงลึก แพทย์แผนปัจจุบันจะช่วยคุณวินิจฉัยว่า คุณเป็นโรคภูมิแพ้จริงหรือเป็นโรคติดเชื้ออื่น ๆ ที่มีอาการใกล้เคียงกัน และช่วยทดสอบว่า สารตัวใดในสิ่งแวดล้อมรอบตัว หรือในอาหารเป็นตัวกระตุ้นภูมิแพ้ และความรุนแรงของโรคภูมิแพ้ในระดับใด ต้องการการรักษารีบด่วนเพื่อบรรเทาอาการหรือไม่ ยาแผนปัจจุบันออกฤทธิ์ได้รวดเร็วรุนแรง จึงช่วยชีวิตได้ในหลายกรณี

    ในทางกลับกัน ถ้าคุณเหมือนคนอีกจำนวนมากที่เป็นโรคภูมิแพ้แบบไม่รุนแรงแต่เรื้อรัง นับปีหรือหลายปี คุณจะเริ่มเห็นข้อจำกัดของการแพทย์แผนปัจจุบันว่า ไม่สามารถช่วยให้คุณหายขาดได้

    เช่นนี้แล้ว คุณอาจมองหาวิธีอื่น ๆ ที่ไม่มีในตำราแพทย์แผนปัจจุบัน เป็นการลองถูกลองผิดที่คุณตัดสินใจเลือกด้วยตัวเอง และนี่คือที่มาของการแพทย์ทางเลือก

    และต่อไปนี้ คือ การแพทย์ทางเลือกบางประการ ที่มีผู้นิยมใช้เพื่อบรรเทาโรคภูมิแพ้ในภาพรวม มันอาจเป็นประโยชน์หากรู้จักนำมาใช้ผสมผสานกับการแพทย์แผนปัจจุบัน

    • การฝังเข็มและยาจีน
      ตามทฤษฎีการแพทย์จีน ภูมิแพ้เป็นผลมาจากการเสื่อมถอย ของพลังฉี (Qi) ถ้าพลังฉีในปอดอ่อนแรง จะทำให้เกิดไอแห้ง จาม หอบหืด ถ้าฉีอ่อนแอที่ม้ามจะทำให้มีการคั่งของเสมหะและน้ำมูก ดังนั้นการฝังเข็มจึงไปแก้การติดขัดของพลังฉี ขณะที่ยาจีนหลายตำรับช่วยปรับสมดุลหยินหยาง จึงเป็นการรักษาโรคแบบมองภาพรวมของระบบความสมดุลในร่างกาย เชื่อว่าการฝึกจี้กงก็ช่วยได้

      แนวคิดแบบจีนอาจขัดกับทฤษฎีการแพทย์แผนปัจจุบัน แต่การฝังเข็มที่มีอายุยาวนานกว่า 4,000 ปี ก็ทำงานได้จริง ๆ ครับ

    • อายุรเวชของอินเดีย
      ใช้หลักการเดียวกับของจีน คือ การปรับสมดุลของธาตุในร่าง กาย การเสริมพลังชีวิตที่เรียกว่า ปราณ เชื่อว่าปราณหรือพลังชีวิตนี้ ช่วยให้เราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจักรวาล และปราณจะช่วยให้ร่างกายรักษาตัวเองได้ คุณอาจขอปรึกษาหมออายุรเวชได้ที่สถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข
    • การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ
      เป็นที่ยอมรับกันดีว่า การออกกำลังกายช่วยรักษาและป้องกัน โรคได้ การออกกำลังกายช่วยให้ลำไส้ย่อยอาหารดีขึ้น กระตุ้นการทำงานของสมอง กระตุ้นการหายใจ และเพิ่มความแข็งแรงของทุกระบบในร่างกาย สมอง หัวใจ ปอด ผิวหนัง อวัยวะภายใน กล้ามเนื้อ แม้แต่ระบบภูมิคุ้มกัน ล้วนทำงานได้ดีขึ้น เมื่อมีเลือดไปเลี้ยงเพียงพอ การออกกำลังกายช่วยให้คุณขับของเสียออกได้มากขึ้น รวมทั้งสิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายคุณไม่ปรารถนาจากทุกเซลล์
    • การนั่งสมาธิ
      การนั่งสมาธิเป็นแนวทางการรักษาตนเองด้วยหลักธรรมชาติ บำบัด มีการวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า การทำสมาธิช่วยให้ร่างกายเกิดความสุขสบาย ทั้งร่างกายและจิตใจ ทำให้คลื่นสมองอยู่ในสภาวะนิ่งที่เรียกว่า ภาวะคลื่นอัลฟา ซึ่งเป็นระดับที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ การศึกษาพบว่า การทำสมาธิ ช่วยลดความดันโลหิต คลายเครียด คลายความเจ็บปวด เมื่อคุณทำสมาธิ อัตราการเต้นหัวใจจะลดลง กล้ามเนื้อคลายตัว และในแง่จิตใจช่วยให้คุณพิจารณาและเผชิญหน้ากับโรคภูมิแพ้ได้อย่างชัดเจน มั่นใจและปลงได้มากขึ้น มีความรู้สึกดีขึ้น นอนหลับดีขึ้น ส่งผลให้ร่างกายได้พักผ่อนมาก ผู้ที่เป็นภูมิแพ้มักมีปัญหาเครียดร่วมด้วย การฝึกสมาธิจึงเป็นหนทางบำบัดที่น่าสนใจ

    การดูแลตนเองด้วยโภชนาการ
    ภูมิแพ้เป็นโรคเรื้อรัง เป็นผลจากความผิดปกติในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และวงการแพทย์ ยังไม่พบยารักษาความผิดปกตินี้ได้

    สารก่อภูมิแพ้เรียก อัลลเลอร์เจน (Allergen) ซึ่งอาจมีอยู่ในสิ่งแวดล้อม มลภาวะอากาศ เครื่องนุ่งห่ม และอาหาร ผู้ป่วยคนหนึ่ง เมื่อทำการทดสอบหาสารกระตุ้นภูมิแพ้ด้วย วิธี Skin test พบว่า แพ้สารรอบ ๆ กายถึง 36 ชนิด ยังไม่นับรวมการแพ้ที่เกิดจากอาหาร

    อาหารกับภูมิแพ้
    อาหารมีสารกระตุ้นภูมิแพ้ที่หลายคนไม่ได้คำนึงถึง วารสารการแพทย์ชื่อดัง "British Medical Journal" ตีพิมพ์กรณีศึกษาเรื่อง "Rheumatoid Arthritis and Food Acase study" อ่านแล้วห่อเหี่ยว เป็นอีกตัวอย่างของเหยื่อภูมิแพ้ ที่เกิดจากอาหาร ผมสรุปมาให้ฟังเป็นอุธาหรณ์ครับ

    จูดี้ อายุ 38 ปี ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่า ป่วยเป็นโรคไขข้อรูมาตอยด์ มานานถึง 11 ปี ข้อแขนขาและสะโพกมีอาการอักเสบรุนแรงและบวมโต การเคลื่อนไหวทำได้อย่างยากลำบาก และเจ็บปวดจนต้องร้องโอย เธอใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งนิ่ง ๆ บนเก้าอี้ล้อเลื่อน คิดดูสิครับ ใครจะเลี้ยงดูเธอ อาชีพการงานจะเป็นอย่างไร

    จูดี้พยายามรักษาตัวเองทุกวิถีทาง แต่ไม่มีใครช่วยเธอได้เลย แพทย์ใช้วิธีการสมัยใหม่ทุกชนิด ยาทุกตัว เช่น ซาลิซายเลต หรือแอสไพริน ยาแก้ปวดแก้อักเสบที่มิใช่สเตียรอยด์ สารประกอบทองคำเพนิซิลลามีน เพรดนิโซโลน หรือแม้แต่การถ่ายเลือด

    ยาทั้งหมดที่กล่าวมา ไม่ทำให้จูดี้อาการดีขึ้นแต่ตรงข้าม เธอกลับได้รับผลข้างเคียง จากยาอีกต่างหาก เช่น เกิดแผลในกระเพาะ คลื่นไส้ อาเจียน ฯลฯ

    ต่อมาผู้เชี่ยวชาญด้านโรครูมาตอยด์ ของโรงพยาบาลแฮมเมอร์สมิธ ในลอนดอน ได้สังเกตเห็นพฤติกรรมแปลก ๆ บางประการของเธอเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร จูดี้กินเนยแข็งเป็นว่าเล่น

    แพทย์ซักประวัติใหม่ และพบว่าผู้ป่วยเป็นคนติดเนยแข็ง เธอสารภาพว่า เมื่ออายุพ้นวัยยี่สิบ ตนเองคลั่งไคล้เนยแข็ง บางครั้งกินถึงวันละครึ่งกิโล

    นอกจากนี้ แพทย์ยังสังเกตพบว่า จูดี้แพ้ยาหลายตัว แม้แอสไพรินก็ยังให้ความรู้สึกป่วนท้อง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญนึกสงสัยขึ้นมาว่า เป็นไปได้ไหม โรคปวดข้อรูมาตอยด์ที่เธอเป็นนาน 11 ปี แท้ที่จริงเป็นอาการที่เกิดเพราะแพ้อาหารมีความสัมพันธ์กับเนยแข็งที่เธอกินวันละมาก ๆ หรือบางทีอาการเจ็บข้อทั้งหมด เกิดเนื่องจากสารบางอย่างในเนยแข็ง ไปกระตุ้นให้ร่างกายหลงเข้าใจผิดว่า เนื้อเยื่อบริเวณข้อเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ต้องกำจัด ดังนั้น ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจึงถูกกระตุ้น จนกลายเป็นการทำลาย เนื้อเยื่อในกระดูกและข้อของตนเอง ?

    เมื่อสงสัยก็ต้องพิสูจน์ และพิสูจน์ไม่ยากเลยครับ คนไข้ถูกขอให้งดอาหารจำพวกเนยและนมทุกชนิด

    สิ่งมหัศจรรย์บังเกิดในเวลา 2 เดือน อาการปวดข้อและบวมตอนเช้าพลันหายไปเป็นปลิดทิ้ง เธอสามารถกำมือได้สบาย การวิเคราะห์เลือดแสดงให้เห็นว่า ภูมิคุ้มกันที่ถูกสร้างมาแบบผิด ๆ บัดนี้กลับคืนสู่สภาพปกติ

    ลองคิดดูเถิดครับ อาชีพการงานเสียหายยับเยิน จากคนปกติกลายเป็นคนพิการเพราะเนยแข็งแท้ ๆ

    หลังจากนั้น 10 เดือน แพทย์ได้เชิญจูดี้มาทำการทดสอบ โดยให้เธอดื่มนมและเนยแข็งอย่างเต็มที่สมใจอยาก พบว่าเพียง 24 ชั่วโมง ร่างกายเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันทันที เธอมีอาการปวดข้อ ข้อบวมอีกครั้ง เมื่อทดสอบทางภูมิคุ้มกันก็ได้พบว่า IgE แอนตี้บอดี้ ให้ผลเป็นบวกทั้งกับนมและเนยแข็ง จูดี้คงจะจำไปจนตาย

    ลองดูอีกสักตัวอย่างครับ

    ชูศรีพบด้วยตนเองว่า เวลาเธอทานอาหารบางอย่าง เธอจะมีอาการผิดปกติ คือ ปวดตามข้อ คั่งในจมูก และรู้สึกโหวงเหวงเหมือนสมองกลวง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้ทดสอบหาสารกระตุ้นภูมิแพ้โดยวิธีทดสอบ หาสารกระตุ้นภูมิแพ้โดยวิธีทดสอบผิวหนัง หรือ Skin test พบว่า เธอแพ้ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ ใยฝุ่นจากพรม จึงให้ยาแก้แพ้ถุงใหญ่ และให้ระวังหลีกเลี่ยงสารกระตุ้น

    น่าเสียดายที่การทดสอบ Skin test ไม่ค่อยมีประโยชน์ในกรณีแพ้อาหาร ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าชูศรียังแพ้อาหารบางชนิด

    ชูศรีทนทรมานอีกหลายปี มีเพื่อนแนะนำให้ไปหาหมอคนหนึ่งในต่างประเทศ หมอสั่งเจาะเลือดทดสอบหาสารกระตุ้นภูมิแพ้โดยวิธี IgG RAST และพบว่าเธอแพ้อาหารพวกธัญพืช ข้าวโพด มะเขือเทศ และ อื่น ๆ อีกหลายชนิด

    ซึ่งเมื่อค้นหาอย่างถึงที่สุด ก็พบว่าเกิดจากยีสต์ที่ปนปลอมในอาหารเหล่านั้น

    หมอให้หยุดอาหารที่สงสัย 3 อาทิตย์ ปรากฏว่าอาการภูมิแพ้หายเป็นปลิดทิ้ง ทุกวันนี้เธออาการดีขึ้นมาก หมอสั่งให้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารผลัดเปลี่ยนไม่ซ้ำซาก กินกระเทียมสกัด เมล็ดเกรพฟรุตสกัด และนมเปรี้ยวชนิดมีเชื้อแลคโตบาซิลลัส อซิโดฟิลัส

    บัดนี้สุขภาพโดยรวมของชูศรีดีขึ้นมาก เธอทานอาหารได้หลากชนิด รวมถึงบางชนิดที่เคยกระตุ้นภูมิแพ้ เธอไม่ทานอาหารชนิดใด ๆ ซ้ำกันเกินสองวัน งดอาหารที่มียีสต์ เดี๋ยวนี้เธอมีสมองแจ่มใส ผิดกับชูศรีคนเดิมอย่างน่าแปลกใจ

    อาการภูมิแพ้จากอาหาร
    อาหารสามารถก่อสารภูมิแพ้ได้หลายรูปแบบ บางครั้งก็ซ่อนอาการไว้เงียบ ๆ ให้เราตายใจ เป็นเรื่องยากที่จะระบุว่าอาหารใดบ้างที่จะกระตุ้นภูมิแพ้ มีความแตกต่างหลากหลายขึ้นกับบุคคล

    อาการภูมิแพ้อาหารสามารถเกิดได้ทั่วร่างกาย ตั้งแต่ปวดท้อง นิด ๆ จนถึงตาย ถ้าปฏิกิริยาการแพ้เกิดระหว่างที่อาหารเดินทางจากปากถึงกระเพาะลำไส้ ร่างกายจะแสดงอาการตอบโต้ เพื่อขับสารที่ไม่ต้องการออกทันที ด้วยการคลื่นไส้อาเจียน หรือถ่ายออกอย่างรวดเร็ว ทำให้ท้องเสีย ท้องเดิน หรืออาจหยุดยั้งมันไว้ ทำให้เกิดอาการหดเกร็งในช่องท้อง

    แต่ถ้าสารกระตุ้นภูมิแพ้จากอาหารถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด อาการแพ้ก็จะลุกลามทั่วตัว ทำให้หอบหืด คัดจมูกน้ำมูกไหล หายใจลำบาก หรือแสดงอาการทางผิวหนัง เกิดลมพิษ เห่อบวม ร้อนแดง และมีอาการต่อการทำงานของสมอง ทำให้ปวดหัว หงุดหงิด กระวนกระวาย อารมณ์แปรปรวน เหล่านี้ล้วนเกิดจากการแพ้อาหารได้เช่นกัน

    อาหารทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น พืช ผัก เนื้อสัตว์ ปลา อาหารทะเล เมล็ดพืช ธัญพืช น้ำตาล กาแฟ สุรา นมและผลิตภัณฑ์ สารปรุงแต่งรสอาหาร ล้วนสามารถกระตุ้นการแพ้ได้ โดยอาจกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันโดยตรง หรืออาจไปทำให้ภูมิคุ้มกันแปรปรวน อ่อนแอจนทำงานผิดพลาด

    ภูมิแพ้ที่เกิดจากอาหาร สามารแสดงอาการได้เช่นเดียวกับการแพ้ฝุ่นละอองและควันบุหรี่ เราสามารถจำแนกลักษณะการแพ้อาหารเป็นกลุ่มได้ดังนี้

    • Fixed Reaction
      คำว่า Fix แปลว่า ติด ยึดทำให้คงที่ จึงหมายถึงปฏิกิริยาการแพ้แบบคงที่ ในกรณีนี้ ร่างกายของคุณจะแสดงอาการแพ้ต่ออาหารอย่างเฉพาะเจาะจง คุณสังเกตเห็นง่าย เช่น ถ้าคุณแพ้ปู สิบห้านามีหลังกินปู คุณจะคันคะเยอ ปากบวมเห่อ หายใจไม่ออก หรือถ้ากินผงชูรส อีกสิบห้านาทีจะรู้สึกมึนงง ปวดหัว ตุบ ๆ เช่นนี้เป็นต้น
    • Cumulative Reaction Cummulative
      แปลว่า สะสมเพิ่มทวี จึงหมายถึง ปฏิกิริยาของร่างกายที่เกิดจากการสัมผัสกับสารกระตุ้นเป็นเวลานาน จนเกิดการสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ร่างกายของคุณมีปฏิกิริยาต่อ สารกลูเตน (Gluten) ในข้าวเหนียว คุณอาจไม่มีปฏิกิริยาหากกินข้าวเหนียวก้อนเล็ก ๆ แต่ถ้าคุณกินข้าวเหนียวสังขยาทุกเช้าติดต่อกันหลายวัน คุณอาจเกิดอาการแพ้ และคุณอาจไม่นึกเลยว่า ตนเองแพ้ข้าวเหนียว เพราะกินอยู่ทุกวัน

      พบว่า อาหารบางชนิดที่เรากินต่อเนื่อง อาจทำตัวเป็นสารกระตุ้นภูมิแพ้ได้ ดังนั้นการรู้จักกินอาหารสลับสับเปลี่ยนไม่ซ้ำซากจำเจ อาจช่วยให้ผู้ป่วยภูมิแพ้อาการดีขึ้น

    • Variable Recation Variable
      หมายถึง แปรเปลี่ยนได้ ซึ่งคุณอาจประสบกับตัวมาแล้ว เมื่อวานคุณกินสลัดใส่มะเขือเทศชามใหญ่ได้อย่างเอร็ดอร่อย แต่วันนี้เพียงคุณกลืนมะเขือเทศชิ้นเล็ก ๆ ลงท้อง ก็เกิดลมพิษคันคะเยอทั้งตัว

      นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า อาจมีปัจจัยหลายตัวร่วมกันทำให้เกิดอาการแพ้ เช่น ภาวะจิตใจ ความเครียด ควันบุหรี่ในห้องอาหารเวลานั้น เหล่านี้รวมกันจึงแสดงผล

      จึงกลายเป็นสมมติฐานว่า ในบางครั้งอาการภูมิแพ้ได้เกิดจากสารอาหาร หรือสารแปลกปลอมในอากาศตัวใดตัวหนึ่งเพียงตัวเดียว แต่เป็นผลร่วมกัน เมื่อสารกระตุ้นหลายชนิดอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ถ้าเราหลีกเลี่ยงได้หนึ่งชนิด ภูมิแพ้อาจไม่เกิด

    • Anaphylaxis
      เป็นการแพ้แบบเฉียบพลัน และรุนแรงถึงชีวิต พบได้ในอาหารจำพวกเมล็ดพืชขนาดใหญ่ เช่น ลูกก่อ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ หรืออาหารทะเล ซึ่งอาหารกลุ่มนี้มักก่อปฏิกิริยาภูมิแพ้ได้รุนแรง
    • Food Addiction
      เป็นการแพ้แปลกประหลาดหากคุณพบว่า คุณติดอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง วันไหนไม่ได้กินนอกจากจะหงุดหงิดแล้ว ยังมีอาการทางร่างกายเช่น ปวดเกร็งในช่องท้องแสดงว่าคุณอาจแพ้อาหารชนิดนี้

      นายแพทย์เกลน รอทเฟลด์ แห่งมหาวิทยาลัยทัฟท์ ยืนยันว่า เคยพบคนไข้แพ้แบบเสพติดอาหารหลายราย

    การวินิจฉัยภูมิแพ้จากอาหาร
    ทำได้ค่อนข้างยากครับ แต่เชื่อมั้ย ตัวคุณเองนั่นแหละที่จะวินิจฉัยได้ดีที่สุด รายการนี้พึ่งพุทธสุภาษิต "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" ครับ

    ปัญหาในการวินิจฉัย อาจจำแนกได้เป็น 4 ประการคือ

    หนึ่ง คนเรากินอาหารหลากหลาย แพทย์จะรู้ได้อย่างไรว่า คุณแพ้อะไร แม้แต่คนที่กินอาหารซ้ำซากจำเจทุกวัน เช่น เช้ากินขนมปัง กาแฟ ไส้กรอก ในขนมปังมีทั้งสารกลูเตน นมหรือผลิตภัณฑ์จากนม เนย ไขมันแปลสภาพ กลิ่นสังเคราะห์ สีสังเคราะห์ สารกันบูด

    แล้วในกาแฟหนึ่งแก้วมีอะไรบ้าง ครีมเทียม มีสารสังเคราะห์มากมาย น้ำตาลทราย มีสารฟอกสี หรือคุณอาจเติมสารให้ความหวานแทนน้ำตาล โอย…จาระไนไม่หมด

    ดังนั้นการจะค้นหาให้ถึงต้นตอว่าคุณแพ้อะไรในอาหาร จึงมิใช่เรื่องง่าย และอาหารสำเร็จรูปมักมีสารเคมีปะปนมากมายคาดไม่ถึงทีเดียว

    สอง การแพ้อาหารมีอาการคล้ายคลึงกับโรคบางชนิด คุณดื่มนมแล้วท้องเสีย พูดอย่างชาวบ้านว่า คุณแพ้นม แต่เมื่อพูดในแง่มุมของนักวิชาการ คุณอาจไม่ได้แพ้นม คุณเพียงไวต่อน้ำตาลแลคโตสในนม คุณกินอาหารทะเลแล้วปวดท้อง อาจเป็นเพราะเชื้อแบคทีเรียบางชนิด ซึ่งก่อโรคอาหารเป็นพิษ หรือคุณอาจเป็นผื่นคันจากสารกระตุ้นภูมิแพ้ในอากาศช่วงที่คุณกำลังทานอาหารพิเศษ บางอย่าง คุณเลยหลงเข้าใจว่าเกิดลมพิษเพราะแพ้อาหาร

    สาม เมื่อคุณเกิดอาการแพ้ ไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากอาหาร ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้หรือฝุ่นไรในห้องนอน มันสามารถก่ออาการเหมือนกันคือ หายใจลำบาก จาม ผื่นลมพิษ คนส่วนใหญ่จะเพ่งเล็งสารแปลกปลอมในอากาศมากกว่าจะคิดถึงสารแพ้อาหาร

    และนอกจากนี้การทดสอบทางผิวหนัง ซึ่งเป็นที่นิยมในปัจจุบัน จะให้ผลดีกับการสารกระตุ้นในอากาศ แต่มักไม่ได้ผลกับอาหาร ดังนั้นแพทย์จึงมุ่งประเด็นไปที่อากาศมากกว่าอาหาร

    กล่าวกันว่าการทดสอบการแพ้อาหารที่ได้ผลดีที่สุดในปัจจุบันเรียกว่า วิธี Ellmination challenge diet ฟังชื่อยาวน่าตกใจ แต่วิธีการกลับง่ายไม่มีเครื่องมือยุ่งยาก เพียงใช้ความอดทนและความร่วมมือจากคนไข้อย่างเต็มที่

    วิธีการ คือ คนไข้ต้องคอยสังเกตสม่ำเสมอว่า ก่อนจะมีอาการภูมิแพ้นั้น ตนกินอะไรบ้าง จดไว้ทุกครั้ง และหาดูว่าอาหารชนิดใดที่น่าสงสัยว่าจะเป็นตัวกระตุ้นภูมิแพ้ จัดเมนูอาหารใหม่ งดอาหารที่สงสัยทุกชนิดเป็นเวลา 3 สัปดาห์ หากอาการแพ้หายไปจึงค่อยใส่รายการอาหารนั้นกลับคืนมา แล้วสังเกตว่า อาหารใดบ้างที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ทุกครั้ง หลักสำคัญคือ ต้องสังเกตทุกสิ่งที่ตกลงสู่กระเพาะ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม ยา และสังเกตภาวะแวดล้อม สภาพจิตใจ ความเครียด ขณะทานอาหารด้วย

    ด้วยความพยายามของคุณเอง คุณอาจพบสารกระตุ้นภูมิแพ้อาหารได้ด้วยตนเอง

    คำแนะนำพื้นฐาน สำหรับโรคภูมิแพ้จากอาหาร
    กรณีที่พบว่าสารกระตุ้นภูมิแพ้มีอยู่ในอาหาร คำแนะนำพื้นฐานเพื่อช่วยให้คุณดำรงชีวิตอยู่ได้โดยปกติสุขคือ

    การหลีกเลี่ยง เป็นวิธีที่ตรงไปตรงมา ได้ผลดีกรณีที่คุณแพ้สาร ไม่มากชนิด แต่ในทางปฏิบัติจริง ๆ กลับทำได้ยาก ยกตัวอย่างเช่นคุณแพ้ไข่แดง คุณต้องงดไข่แดง ซึ่งอาจปรุงเป็นอาหารเห็นชัดเจนจำพวกไข่เจียว ไข่ดาว ไข่ลวก หรือแฝงตัวมาในข้าวผัด ราดหน้า ขนมปัง เค้ก ทองหยิบ สังขยา บะหมี่ ฯลฯ การหมุนเวียน ในกรณีที่คุณแพ้อาหารบางชนิด ที่ไม่รู้แน่ชัด คุณอาจได้รับประโยชน์จาก วิธีการทานอาหารหมุนเวียน สลับกันไม่ซ้ำซาก ผมเคยเห็นคนที่ทานข้าวไข่เจียวราดซอสแดงเป็นอาหารเที่ยงทุกวันนานเป็นปี แบบนี้อันตรายครับ ในแง่โภชนาการเราควรทานอาหารหลากหลาย ดังนั้น คำแนะนำข้อนี้จึงมีแต่ประโยชน์ไม่มีโทษครับ

    ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งแนะนำว่า คุณไม่ควรทานอาหารซ้ำเกิน 2 ครั้งในหนึ่งวัน เช่น เช้าก๋วยเตี๋ยว เที่ยงก๋วยเตี๋ยว เย็นน่าจะเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น ใครที่ทานบะหมี่ซองวันละ 3 มื้อ ปรับเปลี่ยนดีกว่าครับ

    การหมุนเวียนยังช่วยให้คุณได้รับสารอาหารครบถ้วน ระบบ ต่าง ๆ ในร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และบางทีระบบภูมิคุ้มกันอาจกลับสู่สภาพดีด้วย อ้อ…ออกห่างอาหารสำเร็จรูปให้มากไว้ครับ

    นอกจากนี้เราควรเรียนรู้ว่า มีสารอาหารบางชนิด ที่มีบทบาทหน้าที่เป็นพิเศษต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ดังนี้

    สังกะสี (Zinc)
    สังกะสี คือ แร่ชนิดเดียวกับที่เราเอาทำสังกะสีมุงหลังคานั่นแหละครับ เรียกเป็นภาษาต่างด้าวว่า Zinc หรือ ออกเสียงแบบไทย ๆ ว่า "ซิ้ง" มีชื่อย่อเป็นภาษาเคมีว่า Zn

    มีการศึกษาหลายชิ้นที่ให้ผลว่า ถ้าคนเราได้รับสังกะสีปริมาณเพียงพอแก่ความต้องการของร่างกายแล้ว จะมีผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราอยู่ในสภาพสมบูรณ์

    เรารู้มานานแล้วว่าในร่างกายมนุษย์มีต่อมชนิดหนึ่ง เรียกว่า ต่อมไทมัส (Thymus Gland) ซ่อนอยู่ด้านหลังของกระดูกหน้าอก ทำหน้าที่สำคัญในการควบคุมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตลอดชีวิต

    นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า ช่วงแรกเกิดต่อมไทมัส ในทารกมีขนาดใหญ่กว่าหัวใจเสียอีก แต่มันจะค่อย ๆ ลดขนาดลง สวนทางกับอายุที่เพิ่มขึ้น

    เมื่ออายุถึง 40 ปี แพทย์แทบจะหารอยรูปต่อมไทมัสของคุณบนฟิล์มเอ๊กซเรย์ไม่พบ การลดขนาดของต่อมไทมัส เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่บอกให้รู้ว่า คุณกำลังแก่ลง ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา พอแก่ตัวลงบางอย่างก็หดบางอย่างก็เหี่ยว

    ถ้าลำพังต่อมไทมัสลดขนาดเพียงอย่างเดียว คงไม่มีใครเดือดร้อน แต่เราพบว่า ภูมิคุ้มกันในร่างกายพลอยเหี่ยวตามไปด้วย

    ดร.วิลเลียม แอดเลอร์ ผู้เชี่ยวชาญระบบภูมิคุ้มกัน ได้ศึกษาการทำงานของต่อมไทมัสมาเป็นเวลานาน เขาพบว่า หากต่อมไทมัสลดขนาดลง การทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวจะบกพร่อง ไม่สามารถทำลายเชื้อโรคผู้บุกรุกได้ อัตราตายจากโรคธรรมดาเช่น หวัดในคนอายุ 70 ปี จึงสูงเป็น 35 เท่าของเด็กสิบขวบ

    ดร.นิโคลา ฟาบริส ได้ทำการศึกษาที่อิตาลี โดยป้อนหนูทดลองที่มีอายุ ด้วยอาหารผสมแร่ธาตุสังกะสีทุกวัน พบว่า ร้อยละแปดสิบของหนูทดลองมีการทำงานของต่อมไทมัสดีขึ้น มีการหลั่งฮอร์โมนไทมิวลิน (Thymulin) และฮอร์โมนอื่น ๆ ซึ่งไปกระตุ้นการสร้าง T-cells ซึ่งมีหน้าที่กำจัดเชื้อโรค

    เช่นเดียวกับนักวิจัยในอเมริกาและฝรั่งเศส ที่สามรถกระตุ้นภูมิคุ้มกันด้วยสังกะสี มีการทดลองให้สังกะสี 20 มิลลิกรัมต่อวันแก่ผู้สูงอายุ 73-106 ปี พบว่าภายในสองเดือน ฮอร์โมนไทมิวลินเพิ่มขึ้น 50% โดยไม่มีผลข้างเคียงอื่นใด แต่พบปริมาณอัลบูมินและแกมมาอินเตอร์เฟอรอนเพิ่มด้วย ซึ่งเป็นสิ่งดีสำหรับผู้สูงอายุ

    การค้นพบใหม่ ๆ เหล่านี้ ได้นำทางนักวิทยาศาสตร์ให้เจาะลึกไปในโลกของสังกะสีกับความสัมพันธ์ต่อสิ่งมีชีวิต เรายังต้องการผลการศึกษาอีกมากเพื่อนำสังกะสีมาบรรเทาโรคภูมิคุ้มกัน

    แหล่งสังกะสีในอาหาร
    อาหารในชีวิตประจำวันเราที่มีแร่ธาตุสังกะสี ในปริมาณมากพอควรได้แก่ ข้าวซ้อมมือ อาหารที่มีส่วนผสมของยีสต์ เช่น ข้าวหมากหรือขนมปัง อาหารทะเล เนื้อสัตว์ เป็นแหล่งสังกะสีที่ดี เพราะดูดซึมง่ายกว่าพวกพืชผัก มีหลักฐานพบว่า อาหารจำพวกเนื้อเมื่อถูกย่อยเป็นกรดอะมิโนจะมีส่วนช่วยให้ร่างกายดูดซึมสังกะสีได้ดีขึ้น

    ปริมาณที่แนะนำสำหรับการบริโภคประจำวันคือ สำหรับผู้ชาย 15 มิลลิกรัม ผู้หญิง 12 มิลลิกรัม ทารก 3 มิลลิกรัม เด็ก 1-10 ปี 10 มิลลิกรัม หญิงมีครรภ์ 15 มิลลิกรัม

    กรณีที่ท่านทานวิตามินเกลือแร่ชนิดเม็ดอยู่แล้ว ขอแนะนำให้เลือกสูตรที่มีส่วนผสมของสังกะสี ทองแดง และซิลีเนียมอยู่พร้อมหน้ากันเพื่อช่วยเสริมประสิทธิภาพ อัตราส่วนของสังกะสีต่อทองแดงควรเป็น 10:1 เช่น ถ้ามีสังกะสี 15 มิลลิกรัม ก็ควรมีทองแดงผสมในสูตร 1.5 มิลลิกรัมด้วย

    ซิลีเนียม
    ซิลีเนียมได้ชื่อจากคำในภาษากรีก SELENE ซึ่งแปลว่า พระจันทร์ หากเราได้รับซิลีเนียมเข้าสู่ร่างกายทีละมาก ๆ จะทำให้เกิดพิษร้ายรุนแรง เช่น เล็บหลุด ผมร่วง ดีซ่าน เลือดจาง และด้วยพิษของมันนี้เองทำให้นักวิทยาศาสตร์ มิได้สนใจค้นคว้าทดลองหาความสำคัญต่อสุขภาพ จนกระทั่งไม่นานมานี้ ความลับของซิลีเนียมต่อกลไกชีวิตเพิ่งได้รับการเปิดเผย

    มันมีฤทธิ์ช่วยร่างกายต้านมะเร็ง ป้องกันโรคหัวใจ และมีการอ้างอิงในวงการแพทย์สมัยใหม่ว่า ซิลีเนียมสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ หากร่างกายได้รับเพิ่มในปริมาณที่เพียงพอ

    ผลจากการทดลองให้ซิลีเนียมร่วมกับวิตามินอีแก่สัตว์ทดลอง แล้วพบว่า สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้เพิ่มขึ้นได้อีกถึง 30 เท่า นับว่าภูมิคุ้มกันเพิ่มสูงอย่างยิ่ง

    และการวิจัยคล้ายคลึงกันในโซเวียตยังช่วยยืนยันงานชิ้นนี้ว่า น่าเชื่อถือได้

    งานวิจัยอีกชิ้น ทำโดยหยดซิลีเนียมใส่ในน้ำดื่มในความเข้ม 2.5 ppm (ส่วนในล้านส่วน) แล้วให้อาสาสมัครที่เป็นมาลาเรียดื่ม พบว่า ซิลีเนียมช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคมาลาเรีย ทำให้หายจากโรคเร็วขึ้น เห็นได้ชัด และอัตราตายก็ลดลงเช่นกัน

    การขาดซิลีเนียมส่งผลให้เซลล์ฟาโกไซท์ ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันร่างกาย ลดประสิทธิภาพลง เช่นเดียวกับเซลล์เม็ดเลือดขาวในสุนัขจะเฉื่อยชาเมื่อขาดซิลีเนียม และในทางตรงกันข้ามกลับกระฉับกระเฉงเมื่อได้รับซิลีเนียมเพิ่มในอาหาร

    ขณะนี้งานวิจัยหาความสัมพันธ์ระหว่างภูมิคุ้มกัน ซิลีเนียม และวิตามินอี กำลังดำเนินไปไม่หยุดยั้ง สักวันหนึ่งความลับคงถูกไขออกมาให้เป็นที่กระจ่าง

    แหล่งซิลีเนียมในธรรมชาติ แหล่งที่ดีที่สุดคือ แหล่งจากธรรมชาติ อาหารที่มีซิลีเนียมสูงได้แก่ บร็อกโคลี่ เห็ด กะหล่ำปลี แตงกวา หอม กระเทียม

    แต่อย่างไรก็ตาม ปริมาณซิลีเนียมในอาหารธรรมชาติ ขึ้นกับแหล่งดินที่เพาะปลูก และในเมืองไทย ผมไม่เห็นรายงานการวิจัยปริมาณซิลีเนียมในดิน จึงยากจะรับประกันว่า พืชผักที่กล่าว จะมีซิลีเนียมมากน้อยเพียงพอกับความต้องการหรือไม่

    สภาวิจัยแห่งชาติอเมริกาได้ประกาศเร็ว ๆ นี้ว่า ชายสุขภาพปกติควรได้รับซิลีเนียม 50 ไมโครกรัมต่อวัน ส่วนหญิงควรเป็น 55 ไมโครกรัมต่อวัน

    ซิลีเนียมที่ร่างกายดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ดีที่สุดอยู่ในรูปสารอินทรีย์ คือ ในพืชผักที่กล่าว โดยเฉพาะกระเทียมมีซิลีเนียมสูง แต่ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์เสริม อาจมาในรูปสารประกอบอินทรีย์ที่ชื่อ L-Selenomethionine ซึ่งดีกว่า พวกสารอนินทรีย์

    อ่านฉลากให้ถ้วนถี่ครับ ถ้าฉลากเขียนว่าสารสำคัญคือ Sodium selenite หรือ Sodium selenate แสดงว่าเป็นสารอนินทรีย์ แต่ถ้าเขียน L-Selenomethionine แสดงว่าเป็น สารอินทรีย์ หากไม่แน่ใจ ปรึกษาเภสัชกรประจำร้านที่คุณคุ้นเคยครับ

    วิตามินเอ
    วิตามินเอทำหน้าที่เพิ่มการผลิต IgA จึงช่วยลดปฏิกิกริยาของระบบภูมิคุ้มกันที่มีต่อสารกระตุ้นภูมิแพ้ วิตามินเอยังช่วยในการมองเห็นภาพ ทำให้สุขภาพผิวหนังดีขึ้น ปกป้องร่างกายจากมะเร็งบางชนิด

    ผลต่อภูมิคุ้มกัน
    ในช่วงแรก ๆ ของการค้นพบวิตามินเอ มันมีอีกชื่อว่า "วิตามินฆ่าเชื้อโรค" เพราะว่าถ้าคนเราขาดวิตามินเอ ระดับภูมิต้านทานโรคในตัวจะลดตาม

    ในปัจจุบัน พบว่าวิตามินเอ มีส่วนเสริมในการป้องกันและขจัดเชื้อโรค โดยการบำรุงเลี้ยงผิวหนังและเยื่อบุต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความแข็งแรงร่างกาย จึงสามารถป้องกันการโจมตีของแบคทีเรียและไวรัสขั้นพื้นฐานได้ โรคที่เกิดขึ้นทั่ว ๆ ไป เป็นที่รู้จักกันดี อาทิ ปอดบวม หลอดลมอักเสบ และการติดเชื้ออื่น ๆ ของระบบทางเดินหายใจ

    ถ้าเกิดการสูญเสียวิตามินเอ แล้วเราไม่บริโภคเข้าไปทดแทนในปริมาณที่เหมาะสม จะมีผลให้ภูมิต้านทานโรคในร่างกายลดต่ำ โรคร้ายกลับกำเริบ

    ยังดีที่ตับเป็นแหล่งสะสมวิตามินเอขนาดใหญ่ ร่างกายจึงสามารถดึงมาใช้ยามฉุกเฉินหรือขาดแคลนได้

    วิตามินอี
    วิตามินอีเป็นสารที่ละลายได้ดีในน้ำมัน ประกอบด้วยสารประกอบกลุ่มหนึ่งที่เรียกเป็นภาษาวิทยาศาสตร์ว่า Tocopherols

    ดังนั้นเราจึงพบวิตามินอีในอาหารที่เป็นมันหรือส่วนน้ำมัน เช่น น้ำมันพืช (น้ำมันถั่วเหลือง ดอกทานตะวัน และข้าวโพด) เมล็ดพืช เมล็ดถั่ว ข้าวซ้อมมือ รำ ผักบางชนิด

    บอกก่อนนะครับว่า ทั้งหมดที่กล่าวนี้มีเพียงพอสำหรับความต้องการไม่เกิน 30 หน่วยสากลต่อวัน

    แต่ถ้าจะให้ได้ขนาด 400 หน่วยสากล เพื่อหวังผลป้องกันโรคหัวใจหรือกระตุ้นภูมิคุ้มกัน อาหาร 5 หมู่ยังไม่เพียงพอแน่นอน เพราะการที่จะให้ได้วิตามินอีในขนาด 400 หน่วยสากลต่อวันนั้น ดร.อลัน เชท แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน คำนวณว่า คุณต้องดื่มน้ำมันข้าวโพดวันละ 2 ขวดใหญ่ หรือกินถั่วลิสงวันละ 28 ถ้วย หรือรำวันละ 2 กิโลกรัม ซึ่งคุณก็จะกลายเป็นหมูอ้วน มันจุกอกตายไปเสียก่อน

    ในท้องตลาด มีวิตามินอีขายหลายรูปแบบ เช่น ชนิดสกัดจากธรรมชาติ (d-alpha Tocopherol) หรือชนิดสังเคราะห์ (dl-alphatocopherol) ในรูปผงแห้ง และเป็นน้ำมันใสในแคปซูลอ่อน

    ฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
    ดร.ไซมิน เมดานี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิคุ้มกันกับโภชนาการ มหาวิทยาลัยทัฟท์ ได้ทดลองใช้วิตามินอีขนาด 400 และ 800 หน่วยสากลกับหญิงชายอายุมากกว่า 6 ปี ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันเสื่อมถอยตามวัยผลการทดลองพบว่า ภูมิคุ้มกันในผู้สูงอายุหลายคนกลับเพิ่มเกือบเท่าคนหนุ่มสาว เช่น เม็ดเลือดขาว ซึ่งช่วยทำลายเชื้อโรคได้เพิ่มปริมาณขึ้น 10-50% ภายใน 30 วัน และระบบภูมิคุ้มกันบางประเภทเพิ่มถึง 80%

    บทความทางการแพทย์บางชิ้นกล่าวว่า คุณประโยชน์สำคัญของวิตามินอี คือ การเพิ่มภูมิคุ้นกัน ส่งผลให้ผู้บริโภควิตามินอีทุกวัน มีอายุยืนยาวขึ้น และไม่เจ็บป่วยด้วยโรคชราอย่างคนทั่วไป

    สารฟลาโวนอยด์ส (Flavonoids)
    ฟลาโวนอยด์ส เป็นกลุ่มของสารเคมีที่ทำให้ผลไม้และดอกไม้เกิดสีสัน มันช่วยลดปฏิกิริยาของร่างกายที่มีผลต่อสารกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ช่วยลดการอักเสบ พบว่า สารฟลาโวนอยด์ส ต่อคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ คือ เม็ดสีผลไม้จำพวกองุ่น เชอรี่ บลูเบอรี่ และแบล็คเบอรี่ มันช่วยเพิ่มระดับวิตามินซีในกระแสเลือด ป้องกันการรั่วหรือแตกของหลอดเลือดเล็ก ๆ และยังมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ

    ส้มเป็นผลไม้อีกชนิดที่มีทั้งสารฟลาโวนอยด์สและวิตามินซีมากมาย เลือกทานส้มสดสีเหลืองพร้อมกาก ได้ประโยชน์หลายสถานทีเดียวครับ

    นมเปรี้ยว
    นมเปรี้ยวในที่นี้ หมายถึง นมเปรี้ยวที่มีเชื้อจุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัสที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น และควรเป็นเชื้อ Lactobacillus acidophilus จึงจะดีที่สุด

    การศึกษาในญี่ปุ่น อิตาลี และสวิตเซอร์แลนด์เมื่อไม่นานมานี้ พบว่า นมเปรี้ยวมีคุณสมบัติกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายให้สูงขึ้นได้ด้วย

    นมเปรี้ยวจึงมีฤทธิ์คล้ายยารุ่นใหม่ของโลกที่กำลังฮือฮาขณะนี้ ยาที่รักษาโรคด้วยการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่เรียกว่า Immunostimulants หรือ Immunlpotentiators ซึ่งเป็นยาในกลุ่มBiological Modifiers

    ดร.คลอดิโอ เดอ ซิมโมน แห่งมหาวิทยาลัยโรม กล่าวว่า คนญี่ปุ่นทุกวันนี้ ก็ได้ใช้นมเปรี้ยวเป็นสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันอยู่ การทดลองในปี 1985 พบว่า นมเปรี้ยวช่วยกระตุ้นการสร้างสารแอนตี้บอดี้ และสารต้านโรคอื่น ๆ เพิ่มปริมาณอินเตอร์เฟอรอนเป็นสามเท่า (อินเตอร์เฟอรอน เป็นสารเคมี ที่ร่างกายสร้างโดยธรรมชาติ มันช่วยต่อสู้กับโรคติดเชื้อหลายชนิด) ดร.เดอซิมโมนกล่าวว่า นมเปรี้ยวมีฤทธิ์แรงพอกับยาสังเคราะห์ในท้องตลาดปัจจุบันคือ Lavaesole

    ตรวจดูอายุนมเปรี้ยวก่อนบริโภคทุกครั้ง และควรเก็บนมเปรี้ยวไว้ที่อุณหภูมิ 1-8 องศาเซลเซียสไม่ควรแช่แข็ง

    ท่านผู้อ่านครับ ดังที่กล่าวไว้แต่ตอนต้นของบทความชุดโรคภูมิแพ้แล้วว่า โรคภูมิแพ้มีสาเหตุ ที่มาที่ไปซับซ้อน จึงอย่าหวังว่า การรักษาแบบหนึ่งแบบใด เพียงอย่างเดียวจะเพียงพอให้ท่านหมั่นดูแลอาหารการกิน หลีกเลี่ยงสารกระตุ้น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส ฝึกสมาธิ เหล่านี้ล้วนเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวมครับ

    และวันหนึ่ง เมื่อได้ดูแลร่างกายอย่างเอาใจใส่คุณอาจพบว่า ระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานผิดพลาดอาจกลับมาทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรงอีกครั้ง

    ในกรณีโรคเรื้อรัง บุคลากรในวงการแพทย์ทั้งหลายอาจช่วยตรวจสอบ ตรวจหาวินิจฉัยให้คำแนะนำ พยาบาล กำหนดแนวทางการรักษาให้ท่าน แต่ไม่มีใครดูแลท่านได้ดีเท่ากับตัวท่านเอง

    เภสัชกรจักร ศิริบริรักษ์


    ขอบคุณหนังสือพิมพ์มติชน ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

    [ BACK TO LIST]
    main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด
    มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

    Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]
    ถ้าโฮมเพจนี้มีประโยชน์ คลิก คลิกแล้วเป็น new window ไม่เสียเวลาครับ คลิกแล้วเป็น new window ไม่เสียเวลาครับ vote ให้กำลังใจด้วยครับ