|
ความสวยความงามบนใบหน้ายังเป็นที่ปรารถนาของทุกคน ไม่มีใครอยากมีรอยเหี่ยวย่นหรือรอยตีนกาบนใบหน้า
เพราะมันฟ้องว่าแก่แล้ว บริษัทเครื่องสำอางต่างๆ ก็พากัน
ผลิตเครื่องสำอางออกมาชะลอความแก่ บางบริษัทก็ผลิตโดย
ยึดหลักทางการแพทย์ บางบริษัทก็ผลิตออกมาตามความเชื่อของตนเอง
แต่โดยหลักการทางการแพทย์แล้วสิ่งต่อไปนี้อาจช่วยป้องกัน
หรือลดรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าได้ เริ่มตั้งแต่
1. ยากันแดด
การใช้ยากันแดดตั้งแต่อายุน้อยๆ โดยเฉพาะยากันแดด
ที่มีคุณสมบัติในการป้องกันการกระทบกระทั่งของแสงแดดต่อผิวหนัง
ได้หลายเท่า จะยิ่งทำให้ผิวหนังส่วนนั้นไม่มีโอกาสถูกแสงแดดเลย
ที่นิยมใช้คือ ยากันแดดที่สามารถป้องกันแดดได้ 15 เท่า
ของภาวะปกติ คือ SPF 15 (SPF คือ sun protective factor เป็นอัตราส่วนของพลังแสงแดดที่ทำให้เกิดความแดงบนผิวหน้า
ขณะทายากันแดด หารด้วยพลังของแสงแดดชนิด B ที่ทำให้เกิดความแดงบนผิวหน้าในขณะไม่ทายากันแดด)
หลักฐานที่แสดงว่ายากันแดดน่าจะป้องกันการเหยี่ยวย่นของใบหน้าได้นั้น
ได้มาจากการที่ทายากันแดดบนหนังของกระต่าย แล้วส่องแสงแดดนาน
พอประมาณ ทุกๆ วัน พบว่า ผิวหนังของกระต่ายสามารถซ่อมแซม
ส่วนสึกหรอจากแสงแดดได้ ก็เลยเข้าใจว่า ถ้านำมาทาผิวหน้าของคน
คงจะได้ผลลัพธ์ออกมาเช่นกัน หมอผิวหนังจึงพากันแนะนำให้ทายากันแดด
แต่ก่อนทาก็พึงทราบๆไว้ด้วยว่า ยากันแดดนั้นบางคนอาจแพ้ได้
โดยมีการแสบคัน สิวขึ้น ดังนั้นทาแล้วมีอาการดังกล่าวก็ควรงด
2. มอยเจอร์ครีม
เป็นครีมให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหน้า การใช้ครีมนี้เป็นประจำ
จะทำให้ผิวหน้าชุ่มและเรียบไม่มีริ้วรอย เพราะครีมจะมีส่วนผสมของ
น้ำมัน น้ำ ซึ่งเมื่อทาลงบนผิวหน้าแล้วจะทำให้คงสภาพของน้ำมัน
และน้ำหล่อลื่นไว้ได้โดยที่ผิวจะอุ้มน้ำมันและน้ำไว้ดูชุ่มชื้นอยู่เสมอ
แม้ส่วนอื่นๆ ที่อยู่ในครีมนี้จะระเหยออกไป แต่น้ำมันบางชนิดจะไม่ระเหย
จึงเกาะเคลือบอยู่บนผิวหน้าได้ตลอด
ผิวแห้งมักจะเหี่ยวย่นได้ง่าย และอาการผิวแห้งเกิดได้ทุกวัย การใช้มอยเจอร์ครีมจะช่วยป้องกันอาการแห้งได้ด้วย
เพราะถ้าปล่อยให้แห้งนานๆ จะเริ่มคันและแดง
3. AHA
หลายคนเคยทราบแล้วในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางต่างๆ AHA
คือ alpha hydroxy acid ถ้าจะขายในตลาดโดยทุกคนมีสิทธิ์ซื้อได้
ไม่ควรใส่เกิน 3% ถ้าเกินกว่านี้อาจเกิดอาการแพ้ได้ในบางคน คือผิวหน้าลอกเป็นขุยเห็นชัดเจนและอาจคัน
สารนี้ทำให้ผิวหน้าเรียบไร้ริ้วรอยและดูอ่อนวัยกว่าวัยอยู่เสมอ
จริงๆ แล้ว AHA คือ กรดที่ได้จากกรดผลไม้ต่างๆ ที่คนไทยสมัยก่อน
นำมาทาถูบนใบหน้า แต่ไม่ได้สกัดออกมาขายตามท้องตลาดเท่านั้นเอง
แพทย์ผิวหนังใช้ AHA ประมาณ 40-60% เพื่อการลอกหน้าโดยสารนี้มีคุณสมบัติ
ไปลอกชั้นขี้ไคลออกไป ทำให้ผิวดูบางลง ข้อเสียของการใช้สารนี้คือ
บางรายเกิดอาการหน้าแดง ติดเชื้อต่างๆ ได้ง่าย ตั้งแต่เชื้อไวรัส เช่น
เริม เชื้อแบคทีเรีย เช่น หนองเม็ดเล็กๆ บนใบหน้า
4. Tretinoin คือ กรดวิตามินเอ
มีจำหน่ายตามร้านขายยา ความเข้มข้นที่นิยมใช้คือ 0.05%
เป็นยาที่ทาแล้วทำให้ผิวหน้าลอกเป็นขุยบางๆ มีอาการผิวแดง
และจะยิ่งแดงมากขึ้นเมื่อถูกแดด ดังนั้นเมื่อแพทย์สั่งใช้
จึงแนะนำให้ทาก่อนนอนเพื่อเป็นการหลบแสงแดดไปในตัวเอง
เมื่อครั้งที่ผลิตยาตัวนี้ออกมาใหม่ๆ คือเมื่อ 5-7 ปีก่อน มีแพทย์ชาวอเมริกัน
มาอธิบายถึงการออกฤทธิ์ของยานี้ในการทำให้อาการเหยี่ยวย่นของผิวหน้าหายไป แพทย์ไทยก็ยังฮือฮาอยู่พักใหญ่ จนปัจจุบันนี้ก็หลายปีผ่านมาแล้ว ก็ปรากฏว่าผลป้องกันการเหี่ยวย่นไม่ชัดเจนจนเป็นที่ประทับใจนัก เพราะต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะประเมินผลได้แน่นอนว่า
ชะลอความแก่ได้จริงหรือไม่
5. คอลลาเจน
เป็นสารสกัดจากวัวโดยนำเอาคอลลาเจนซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง
ฉีดเข้าไปใต้ผิวหนังส่วนที่คาดว่ามีอาการย่น ได้แก่ หางตา หน้าผาก
แก้ม เมื่อฉีดสารนี้เข้าไปก็จะไปกองอยู่ใต้ผิวหนังตรงที่เราฉีด สารนี้จะดันผิวหนังส่วนนั้นให้นูนเต่งขึ้นแต่ต้องทำด้วยความชำนาญ
สารนี้ผลิตมาเมื่อ 10 กว่าปีนี้เอง แต่ปัจจุบันก็มีปัญหาเรื่องวัวบ้า จึงอาจมีการระงับการใช้ชั่วคราว
6. ลอกหน้าด้วยสารเคมี
ต้องกระทำโดยแพทย์โดยการใช้ Trichloaetic acid หรือphenol
เป็นเปอร์เซ็นต์ที่เหมาะสม ทางลงบริเวณที่มีรอยย่นสัปดาห์ละครั้ง
จะมีส่วนทำให้รอยย่นหายไป แต่ต้องทำด้วยแพทย์ที่ชำนาญ ห้ามทำด้วยตนเองหรือโดยบุคคลที่ไม่ได้รับการฝึกอบรมเป็นอย่างดี เพราะสารดังกล่าวจัดเป็นยาอันตราย เพราะเป็นกรดอย่างแรง เป็นกรดที่ใช้นำมาสาดหน้าของคู่อริ เพราะทำให้เกิดแผลเป็น
น่าเกลียดน่ากลัวได้บนใบหน้า
|