มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
http://www.geocities.com/Tokyo/Harbor/2093/
จำสั้นๆ i.am/thaidoc

[ คัดลอกจากนิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 22 ฉบับที่ 12 ธันวาคม 2541]

การบำรุงรักษาผิว... ในยุคไฮเทค

นพ.ชุมศักดิ์ พฤกษาพงษ์


คนไทยกับฝรั่งมีเจตคติต่อแสงแดดแตกต่างกัน ซึ่งคงจะเป็นผลจากสภาพดินฟ้าอากาศ กล่าวคือ ในซีกโลก ตะวันตกมี 4 ฤดู และเป็นฤดูร้อนเพียงช่วงสั้นๆ อากาศอันหนาวเย็น ทำให้ไม่อาจอยู่ในที่แจ้งเพื่อรับแสงแดดได้นานนัก ดังนั้น พอถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิต่อเนื่องไปถึงฤดูร้อน ฝรั่งจะใช้ทุกนาที ให้เป็นประโยชน์กับการสัมผัสแสงแดด หลายคนแม้จะย้ายไปอยู่ ในประเทศแถบร้อน ก็ยังคลั่งแสงแดด นานๆ เข้าจึงตกเป็นเหยื่อ ของมะเร็งชนิดร้ายแรง เพราะแสงแดดแท้ๆ

ส่วนคนไทยดูเหมือนจะไม่นิยมแสงแดดเท่าไร และชาวชนบทรู้จักใส่เสื้อแขนยาวเวลาออกไปทำนาทำไร่ ก็ด้วยสัญชาตญาณป้องกันภัยจากแสงแดด ผู้อ่านหลายท่าน ลองสังเกตดูเพื่อนฝูงหรือญาติๆ ที่ออกไปเล่นกอล์ฟซิครับ ถ้าไม่มีมาตราการป้องกันแดดเลยแล้ว ไม่กี่ปีก็จะเห็น ความร่วงโรยของผิวหนังที่ใบหน้าและแขน เนื่องจากฤทธิ์เดช ของแสงแดดที่ทำลายเนื้อเยื่ออันบอบบางของผิวหนัง สร้างรอยเหี่ยวย่นและตกกระก่อนวัยอันควร
แน่ละว่าหลายคนไม่สนใจรอยเหี่ยวย่นดังกล่าว เพราะมันเป็นเพียงประเด็นความสวยงาม ไม่ใช่ประเด็นสุขภาพ แต่อย่าลืมว่าแสงแดดอาจคร่าชีวิตคนได้ เพราะก่อให้เกิดมะเร็งที่ผิวหนัง ดังกล่าวมาแล้ว
มะเร็งที่พบบ่อยที่สุดทุกวันนี้คือ มะเร็งที่ผิวหนัง ดังจะเห็นได้ว่า ชาวอเมริกัน เกือบ 50% จะต้องเป็นมะเร็งผิวหนังอย่างน้อย 1 ครั้ง เมื่อถึงอายุ 65 ปี

เนื่องจากกระบวนการที่แสงแดดสร้างความเสียหาย ให้แก่ผิวหนังเป็นไปอย่างช้าๆใช้เวลาหลายปีหรือตลอดชีวิตของเรา เป็นผลจากการสั่งสมความเสียหายอย่างค่อยเป็นค่อยไป จึงอยู่ในวิสัย ที่จะป้องกันซึ่งมาตรการที่ง่าย ๆ ก็ได้เสนอผ่าน "ใกล้หมอ" มาหลายครั้งแล้ว นั่นคือ

  1. การสวมใส่เสื้อผ้าปิดคลุมผิวหนังให้ดี
  2. ทายากันแดดที่เหมาะสม
ถ้าใช้ทั้งสองอย่างนี้อย่างต่อเนื่อง ท่านก็จะสามารถคุ้มครองป้อง กันผิวหนังไปได้ทุกวัย แต่ถ้าความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว ก็ยังอยู่ในวิสัยที่จะรักษาหรือชะลอความเสียหายนั้นได้

ผิวหนังคือด่านหน้าของร่างกาย

เมื่อมองสภาพแวดล้อมของมนุษย์แล้ว จะเห็นความแปรปรวน ทางอากาศและมลภาวะสารพัด ชนิดที่โหมกระหน่ำ หรือสาดใส่ร่างกายเรา อยู่ตลอดเวลาแล้วอะไรเล่าคือด้านแรกที่เผชิญสิ่งแวดล้อมที่คุกคามอยู่นี้ ถ้าไม่ใช่ "ผิวหนัง" ที่คอยป้องกันไม่ว่าจะเป็นแรงกระแทก, การบีบคั้น, การบาดเจ็บ, การติดเชื้อและสารพิษต่าง ๆ
นอกจากนี้ผิวหนังยังคอยควบคุมรักษาระดับอุณหภูมิของร่างกาย และมีบทบาทสำคัญในการรับรู้ความรู้สึกต่าง ๆ

โครงสร้างของผิวหนังประกอบขึ้นจาก 3 ชั้น คือ

  1. หนังกำพร้า(EPIDERMIS)

    ซึ่งเป็นผิวหนังชั้นนอกสุด มีความหนาเพียงเท่าลายเส้นของดินสอ นับเป็นชั้นของเซลล์ที่ทำหน้าที่ปกป้องร่างกาย และมีการหลุดออกไป อยู่ตลอดเวลา จึงพบว่าที่ผิวนอกสุดเป็นเซลล์ที่ตายแล้ว ถัดลงไปอีกชั้นหนึ่ง เป็นเซลล์แบนๆ เรียกว่า "สเควมัส เซลล์" (SQUAMOUS CELLS) และถัดลงไปอีกชั้นก็จะเป็นฐานของชั้นหนังกำพร้าคือ "เบซาล เซลล์" (BASAL CELLS) ซึ่งทำหน้าที่สร้างเซลล์ผิวหนังขึ้นมาใหม่ เพื่อทดแทนเซลล์ที่ตายแล้วหลุดลอกไป

    วิธีสร้างเซลล์ผิวหนังขึ้นมาใหม่ ก็โดยที่ชั้นของเบซาล เซลล์สร้างเซลล์ใหม่และผลักดันเซลล์เก่าในขยับสูงขึ้นไป ใกล้ผิวนอกที่สุด เซลล์ที่ถูกดันขึ้นไปรอบนอกก็จะแบนลง และมีสภาพ เหมือนเกล็ด (สเควมัส เซลล์) และเมื่อถูกดันต่อไปถึงผิวนอกสุด ก็จะกลายเป็นชั้นโปรตีนไร้ชีวิต เรียกว่า "เคอราติน" (KERATIN) ซึ่งเป็นสารเดียวกับที่พวกเราพบเห็นที่เส้นผมและเล็บนั่นเอง ชั้นเคอราตินนี้จะคงอยู่ปกคลุมผิวหนังระยะหนึ่งแล้วก็หลุดลอกไป เมื่อมีแถวใหม่มาแทนที่ คนเราจึงนับว่ามีการลอกคราบอยู่ตลอดเวลา โดยชั้นที่หลุดออกไปคือ ชั้นขี้ไคล
    ระยะเวลาจากการเกิดเซลล์ใหม่จนกระทั่งได้ขยับขึ้นไป ถึงผิวนอกสุดนั้นกินเวลาราว 1 เดือน ที่ชั้นหนังกำพร้านี้ยังมีเซลล์ชื่อ เมลาโนไซท์ (MELANOCYTE) ทำหน้าที่สร้างเม็ดสีเมลานิน (MELANIN) ซึ่งเป็นตัวกำหนดสีผิวของคนเรานั่นเอง

  2. หนังแท้ (DERMIS)

    เป็นชั้นอยู่ใต้หนังกำพร้าและหนาเป็น 90% ของชั้นผิวหนังทั้งหมด ประกอบด้วย เครือข่ายเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสติน (COLLAGEN และ ELASTIN) ซึ่งเป็นโปรตีน 2 ชนิด ทำหน้าที่เสริมประคองท่อน้ำเหลือง, เส้นโลหิต, เส้นประสาท, เซลล์กล้ามเนื้อ, ต่อมเหงื่อและต่อมไขมัน, ขุมขน
    เส้นใยคอลลาเจนและอีสาลตินเสริมสร้างความแข็งแรงและ ความยืดหยุ่นให้ผิวหนัง ต่อมซีเบเซียส สร้างสารน้ำมัน ชื่อ "ซีบุ้ม" (SEBUM) ซึ่งทำให้ผิวหนังเรียบและชุ่มชื่น

  3. ชั้นใต้ผิวหนัง (SUBCUTANEOUS TISSUE)

    ชั้นนี้ส่วนใหญ่เป็นไขมัน ทำหน้าที่เป็นฉนวนปกป้อง อวัยวะภายใน และช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นและเต่งตึง

อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อคนเราแก่ตัวลงคือ

เมื่อกาลเวลาผ่านไป อายุเราสูงขึ้น ผิวหนังจะบางลง และเริ่มหย่อนยาน ต่อมสร้างไขมันเริ่มหย่อนยาน การทำหน้าที่ ทำให้ผิวหนังแห้งขึ้น จำนวนเส้นเลือดที่มาหล่อเลี้ยงผิวหนังลดลง ชั้นหนังแท้จึงบางลงและเปราะขึ้นลักษณะความเป็นหนุ่มสาวเริ่มลดลง
นอกจากนี้เซลล์ใหม่ที่จะมาทดแทนเซลล์เก่า เริ่มมาช้าลง การซ่อมแซมตัวเองก็ด้อยประสิทธิภาพลง ตรงนี้แปลออกเป็น ผลทางปฏิบัติคือ เวลามีแผลจะเริ่มหายช้าลง
ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมสนับสนุนให้ผิวหนังเสื่อมสภาพลงเร็วขึ้น เช่น การสูบบุหรี่และการสัมผัสแสงแดดมากเกินไป มีผลทำให้ผิวหนัง สูญเสียความยืดหยุ่น ผิวหนังเริ่มมีลักษณะหยาบ เป็นจ้ำเป็นจุด มีการเปลี่ยนแปลงทั้งในรูปของ รอยโรค (LESION) ที่ไม่ได้เป็นมะเร็ง กับที่กลายไปเป็นมะเร็ง โดย 2 อย่างนี้ อาจคล้ายคลึงกัน จนแยกด้วยตาเปล่าไม่ได้ บางครั้งหมอจำเป็นต้องตัดชิ้นเนื้อออกไป ส่องกล้องจุลทรรศน์ตรวจดู

วิธีบำรุงรักษาผิวหนังให้มีสุขภาพดี

ถ้าร่องรอยเหี่ยวย่นเกิดขึ้นแล้ว คงจะทำให้มันหายไปหมดได้ยาก แต่ผิวหนังเราก็สามารถซ่อมแซมตัวเองได้ ถ้าเราช่วยด้วย เช่น

1. หลีกเลี่ยงแสงแดด

เพราะรังสีอัตราไวโอเลตจากแสงแดดจะเป็นตัวการสำคัญ ก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง และรอยเหี่ยวย่น เนื่องจากแสงแดด (PHOTOAGING) เวลาถูกแสงแดดนานๆ รังสีอัตราไวโอเลต จะทำลายเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวหนังสูญเสีย ความยืดหยุ่น

วิธีหลบแสงแดดนั้น สมาคมโรคผิวหนังและโรคมะเร็ง แห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำว่า

  • สวมเสื้อผ้าอาภรณ์หุ้มห่อผิว
  • ทายากันแดด
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดใกล้เที่ยงวัน
  • งดสูบุหรี่ เพราะนิโคตินในควันบุหรี่จะทำให้เส้นเลือด ที่มาหล่อเลี้ยงผิวหนังตีบแคบลง นานๆ เข้าผิวจะซีด เป็นร่อง
  • ทำความสะอาดผิวหนังอย่างนุ่มนวล ใช้น้ำอุ่น, สบู่อ่อน และผ้าที่หยาบหรือใช้ปลายนิ้วล้างหน้า
  • โกนหนวดอย่างนุ่มนวล การโกนหนวด อาจสร้างความระคายเคืองแก่ผิวหนัง โดยเฉพาะผิวหนังที่แห้งอยู่แล้ว จึงควรใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดหนวดเคราก่อนโกน เปลี่ยนใบมีดโกนบ่อยๆ ใช้ครีมทาหนวดเคราให้นุ่มก่อนโกน

2. วิธีดูแลผิวที่แห้ง

สำหรับคนที่มีผิวแห้งและคันอยู่แล้ว พอย่างเข้าฤดูหนาว ก็จะยิ่งแห้งและคันมากขึ้น เพราะสภาพอากาศแห้งลง ในช่วงนี้ ควรใช้สบู่อ่อนและน้ำยาชะล้างอย่างอ่อน

  • ไม่ควรใช้น้ำร้อนเกินไปในการอาบจากฝักบัว คือ ถ้าจะให้ดีนอนแช่จะดีกว่า แต่อย่าให้น้ำร้อนเกิน 90 องศาฟาเรนไฮด์
  • เวลาใช้ผ้าเช็ดตัวควรซับเอามากกว่าเช็ดถู
  • ใช้บาธออยล์ (BATHOIL) หรือ มอยเจอไรเซอร์ (MOISTURIZER) เพื่อรักษาความชุ่มชื่นของผิวหนัง

3. การลบรอยเหี่ยวย่น

มีงานวิจัยมากมายที่พยายามจะพัฒนายาและเครื่องสำอางที่จะคืนสภาพ หรือชะลอรอยเหี่ยวย่นจากการสัมผัสแสงแดด แต่มียาเพียงขนานเดียว ในสหรัฐอเมริกา ที่องค์การอาหารและยาอนุมัติให้จำหน่าย เป็นยาลบรอยเหี่ยวย่นได้ในปี 2539 คือยาชื่อ "เรโนวา" (RENOVA) ซึ่งมีสูตรสารเคมี "เทร็ท-ตริโนอิน" (TRET INONIN) อันมีที่มาจากกรดวิตามินเอ แบบเดียวกับที่มีอยู่ในยาแก้สิว เรติน-เอ (RATIN-A) นั่นเอง
เนื่องจากเรติโนวา จดทะเบียนเป็นยา จึงไม่ใช่เครื่องสำอาง และต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะหากใช้เองโดยไม่ระวังแล้ว อาจทำให้ผิวไหม้แดดง่าย, ผิวแดงและแห้ง, คันและแสบร้อนได้

ปัจจัยมีผลิตภัณฑ์ช่วยลดรอยเหี่ยวย่นของผิวหนังหลายชนิด แต่ความปลอดภัยและประสิทธิผลยังไม่ชัดแจ้ง หลายอย่าง ยังรอผลการประเมินระยะยาวอยู่ จึงขอให้ใช้วิจารณญาณ ก่อนหาซื้อมาใช้

  • กรดอัลฟาไฮดร็อกซี่ (ALPHA HYDROXY ACIDS) เป็นสารที่มีจำหน่ายทั่วไปโดยผสมอยู่ในคลีนเซอร์ (CLEANSERS), โลชั่น และอื่นๆ ใช้แล้วจะทำให้ผิวรอบนอก ลอกออกด้วยกระบวนการที่เรียกว่า "การลอกออกเป็นแผ่น" (EXFOLIATION) ร้านเสริมสวยหรือคลินิกบางแห่ง อาจเพิ่มความเข้มข้น แล้วใช้ในการลอกหน้า
    ผู้ผลิตสินค้าไลน์นี้มักจะบอกลูกค้าว่า ใช้แล้วจะช่วยให้รอยย่นจางหายไป แต่ควรระวังอาการระคายเคืองผิวและกระตุ้นให้ผิวหนังอ่อนไหว ต่อแสงแดดมากขึ้น
    ขณะนี้ทาง อย.สหรัฐ กำลังศึกษาสารตัวนี้และคงจะทราบผล ในปี พ.ศ.2543 ระหว่างนี้ไม่ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบ ของกรดนี้ (ซึ่งอาจปรากฏในฉลากว่าเป็น LACTIC หรือ GLYCOLIC ACID) เข้มข้นเกิน 10% และให้มีความเป็นกรด (pH) สูงกว่า 3.5 เพราะตัวเลข ยิ่งสูงก็ยิ่งมีความเป็นกรดต่ำ ที่จริง กรดซาลิซิลิก (SALICYTIC ACID) ก็มีประสิทธิผลเท่ากัน แต่ระคายเคืองผิวหนังน้อยกว่า

  • วิตามินต้านอนุมูลอิสระ (ANTIOXIDANT VITAMINS) เช่น วิตามินซีและอี มีศักยภาพป้องกันผิวหนังจากรังสีอัลตราไวโอเลตได้ งานวิจัยเบื้องต้นบอกว่า วิตามินซีชนิดทา อาจลดรอยเหี่ยวย่นบนผิวหนัง และเพิ่มคอลลาเจนได้ แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานว่า การทาวิตามิน เหล่านี้ที่ผิวหนังจะลดความเสียหายที่เกิดจากแสงแดดได้

  • เอสโตรเจนชนิดทา (TOPICAL ESTROGEN) ในหญิงวัยหมดประจำเดือนการทาเอสโตรเจนอาจช่วยปรับสภาพ รอยเหี่ยวย่นได้โดยเพิ่มการสร้างคอลลาเจน เพิ่มความยืดหยุ่นของผิวหนังและให้ความชุ่มชื่นแต่เป็นงานวิจัย ในคนไม่กี่คน ถ้าจะให้ดีต้องทดลองกับคนหนุ่มมาก

  • การผ่าตัดและเทคนิคอื่น ๆ วิธีเหล่านี้ ต้องอาศัยศัลยแพทย์ตกแต่งหรือหมอผิวหนังที่เชี่ยวชาญ ด้านการเสริมสวย

4. การลอกหน้า (CHEMICAL PEEL)

วิธีนี้หมอจะใช้กรดที่แรงกว่าเครื่องสำอางทั่วไป คือ กรดไทนคลอโรอะซีติก (TRICHLOROACETIC ACID) เพื่อให้ ผิวชั้นนอกไหม้แล้วลอกออก จนได้ผิวหนังชั้นล่างที่เรียบขึ้น แบบนี้จะเกิดสะเก็ดอยู่ราว 10 วัน และผิวจะเป็นสีชมพูอยู่ 3 เดือน เสร็จแล้วอาจเหลือแผลเป็นเล็กน้อย ผลสุดท้ายผิวจะไวต่อแสงแดด ทำให้ไหม้แดดง่าย

5. การเสริมเนื้อเยื่อ (SOFT TISSUE AUGMENTATION)

หมอจะใช้คอลลาเจนจากวัว หรือไขมันจากต้นขาและหน้าท้อง ของท่านฉีดเข้าไปตรงรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าที่ลึกหน่อย ทำให้รอยจางลง แต่สารที่ฉีดเข้าไปจะสลายตัวในหลายๆ เดือนที่ผ่านไป โดยกระบวนการนี้อาจกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ๆ มาเสริม จึงอาจต้องทำซ้ำทุกๆ 2-3 เดือน ส่วนการฉีดสารซิลิโคนนั้น ไม่เป็นที่ยอมรับในสหรัฐอเมริกา

6. การขัดผิวหนัง (DERMABRASION)

คล้ายๆ กับการใช้กระดาษทรายขัดผิวไม้ให้เรียบ และใช้เวลานานกว่าผิวจะเรียบ

7. การผ่าตัดเสริมสวย (COSMETIC SURGERY)

เป็นการดึงหน้า หรือการผ่าตัดแก้ไขรอยเหี่ยวย่นที่หนังตาบน และถุงที่หนังตาล่าง แต่แผลใหญ่ๆ อาจทำให้มีแผลเป็น และผิวหนังชาไประยะหนึ่ง โดยมีการพัฒนาวิธีใหม่ที่ใช้เครื่องมือเล็กๆ ผ่านแผลเล็กๆ จนเกิดแผลเป็นน้อยลง

8. ใช้แสงเลเซอร์ (LASER RESURRECTING)

ศัลยแพทย์จะใช้แสงเลเซอร์ทำลายผิวหนังนอกสุดให้สลายไป (VAPORIZED) ทำให้ผิวหนังชั้นล่างถัดลงมามีการหดตัวจนตึงขึ้น และขจัดรอยเหี่ยวย่น วิธีนี้น่าจะดีกว่าแบบลอกหน้าหรือขัดหน้า

9. ขณะนี้การทดลองใช้พิษของแบคทีเรีย เรียกว่า BOTOX เพื่อนำมาฉีดใต้ผิวหนังให้กล้ามเนื้อใบหน้า เป็นอัมพาตไปชั่วคราว จนลดรอยเหี่ยวย่นโดยต้องทำซ้ำทุก 3-6 เดือน ล่าสุดคือการใช้คอลลาเจนสังเคราะห์ฉีดเข้าไปในผิวหนัง เพื่อกระตุ้นให้มีคอลลาเจนใหม่ๆ มาแทนที่แต่ยังไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้ทั่วไป

โดยสรุปแล้วถ้าใช้วิธีป้องกันการเหี่ยวย่นของผิวหนังก่อนวัย อันควรจะดีกว่า ถูกกว่าและปลอดภัยกว่า หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดด จัด ๆ ไว้เป็นดีที่สุดครับ

นพ.ชุมศักดิ์ พฤกษาพงษ์


ขอบคุณนิตยสารใกล้หมอ ที่อนุญาตให้นำมาเผยแพร่

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21]resolution 800x600