ความสำคัญของรองเท้า นอกจากความสวยงามแล้ว ประโยชน์ที่ได้รับจากรองเท้า
ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นโดยการกระแทก สะดุดกับของแข็ง
หรือโดนของหล่นทับเท้า โดยเฉพาะกับเท้าน้อยๆ ที่แต่ละก้าวนั้นยังไม่มั่นคงนัก
เมื่อลูกอายุได้ 6 เดือนในช่วงนี้กระดูกเท้าส่วนใหญ่ยังเป็นกระดูกอ่อน
ถึงแม้ว่าในช่วงนี้เท้าน้อยๆ ของลูกยังไม่ค่อยได้สัมผัสกับพื้นสักเท่าใดนัก
แต่คุณแม่ก็อยากที่จะแต่งสวยแต่งหล่อให้กับลูกตั้งแต่หัวจรดเท้า
และเมื่อถึงวัยที่หนูน้อยสามารถเกาะยืนได้บ้างแล้วซึ่งอายุก็จะสักประมาณ 9 เดือน
ในช่วงนี้รองเท้าคู่เก่งที่คุณแม่ซื้อรอท่าไว้เริ่มมีบทบาทสำคัญต่อเท้าน้อยๆ แล้วล่ะ
รองเท้าที่ดีจะช่วยรองรับเท่าน้อยๆ ของเจ้าหนูเพื่อก้าวย่างและเหยียบลงบนพื้น
ได้อย่างมั่นคง เพราะขณะที่เท้าหนึ่งก้าวเดินหนูน้อยจะทิ้งน้ำหนักและทรงตัวอยู่ที่เท้าข้างหนึ่ง
ขณะที่อีกข้างหนึ่งก้าวไปข้างหน้า หากพื้นรองเท้าที่เรียบกว้างและแข็งแรง
จะช่วยให้หนูน้อยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างปลอดภัยและมั่นคง
พื้นผิวด้านในของรองเท้าจะรองรับนิ้วเท้าของเด็กที่กดลงเพื่อมีแรงส่งในก้าวต่อไป
ถ้าพื้นผิวด้านในอ่อนนิ่มหรือฟูหนาจนเกินไป จะทำให้นิ้วเท้าของเด็กจมลงไปมาก
ทำให้เด็กเดินได้ลำบากขึ้น
คนเราเกิดมามีสัดส่วนของรูปร่างหน้าตา ร่างกาย และรูปเท้าที่แตกต่างกัน
เพราะฉะนั้นลักษณะของรองเท้ากับเท้าของเด็กแต่ละคนนั้นก็จะแตกต่างกัน
รองเท้าที่เหมาะสมกับเด็กอีกคนอาจจะไม่เหมาะสมกับเด็กอีกคนก็ได้ เช่น
เด็กที่มีช่วงปลายเท้าใหญ่หรือกว้าง ควรเลือกรองเท้าที่ไม่ใช่หัวแหลมจนบีบให้เท้าเจ็บ
ถ้าเป็นเช่นนี้เด็กจะเดินไม่สะดวก
ก็เพราะเท้าน้อยๆ ของลูกรักเป็นอวัยวะที่ต้องทำงานหนัก
และจะทำงานหนักขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเจ้าหนูก้าวเดินและวิ่งได้อย่างมั่นคงแล้ว
ถึงแม้จะเป็นเท้าน้อยๆ แต่มีโครงสร้างที่ซับซ้อนไม่ต่างกับเท้าของผู้ใหญ่
มีทั้งกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และกระดูกซึ่งมีถึง 26 ชิ้น ฉะนั้นคุณแม่จึงควรให้ความสนใจ
และสนใจอย่างทะนุถนอมด้วยนะคะ
เมื่อไรควรเปลี่ยนรองเท้าคู่ใหม่
ควรเปลี่ยนรองเท้าคู่ใหม่ให้กับลูกเมื่อเห็นว่ารองเท้านั้นคับและไม่เหมาะสมกับรูปเท้า
ก่อนที่รองเท้าจะเก่าหรือสึกหรอไปเสียด้วยซ้ำ หรือเมื่อคุณแม่เห็นว่าขณะที่ลูกยืนสวมรองเท้า
ริ้วเท้าของลูกแตะโดนด้านในของหัวรองเท้าแล้วหรือคับเกินไป
โดยสังเกตระหว่างด้านบนของรองเท้า กับพื้นรองเท้า เพราะนอกเหนือจากการขยายความกว้าง
ของรองเท้าเมื่อเท้าเด็กโตขึ้น ความหนาของรองเทาจะขยายขึ้นเหมือนกัน
คุณแม่ควรสังเกตเท้าของลูกเมื่อถอดหากพบว่ามีรอยกดของส่วนหนึ่งส่วนใดของรองเท้า
ทำให้เท้าลูกบวมหรือแดงเป็นรอย เมื่อนั้นแหละค่ะคุณแม่ควรเปลี่ยนรองเท้าคู่ใหม่ให้ลูกได้แล้วล่ะ
รองเท้าที่ดีควรมีขนาดหลากหลายเพราะถึงแม้เด็กจะอายุเท่ากันแต่ขนาด
และความยาวนั้นหลากหลายแตกต่างกันไป คุณภาพของวัตถุดิบและฝีมือในการตัดเย็บ
จะต้องประณีต ตะเข็บต้องไม่หนา และไม่กดรัดนิ้วน้อยๆ ของลูก
สำหรับลูกน้อยในวัยหัดเดิน ควรให้ลูกได้เดินด้วยเท้าเปล่าจะเหมาะสมที่สุด
เพราะการเดินด้วยเท้าเปล่าจะช่วยในการทรงตัวได้ง่าย แต่หากพาลูกน้อยออกนอกบ้าน
ก็ควรที่จะให้มีรองเท้าเพื่อป้องกันอันตรายจากสิ่งต่างๆ
เล็บเท้า
คุณแม่มีวิธีการดูแลเล็บเท้าของลูกน้อยอย่างไรบ้าง ?
ควรตัดเล็บเท้าของลูกให้สั้นเป็นประจำ เพราะนอกจากจะทำความสะอาดได้ง่ายแล้ว
เมื่อใส่รองเท้าเป็นเวลานานจะไม่ทำให้เจ็บเท้า วิธีการตัดเล็บเท้าที่ถูกต้อง
ไม่ควรตัดจนติดเนื้อเกินไป ควรตัดเป็นเส้นตรง จะทำให้หนังเล็บไม่เสีย
และยังเป็นการป้องกันเล็บงอกเข้าไปในเนื้อตรงขอบข้างเมื่อไรควรตัดเล็บให้ลูก
ควรตัดเมื่อเห็นว่าเล็บลูกยาวแล้ว ประมาณ 3 หรือ 4 สัปดาห์
การดูแลสุขภาพเท้า
เพื่อให้ท้าของลูกน้อยปลอดภัยและไม่เกิดการระคายเคือง
การสวมถุงเท้าจะช่วยลดอาการระคายเคืองจากการที่เท้าสัมผัสกับรองเท้าโดยตรง
และเมื่อสวมถุงเท้าแล้วควรพับถุงเท้าไว้ประมาณตาตุ่ม
เลือกรองเท้าอย่างไรให้เหมาะสมกับเท้าน้อยๆ
- หัวรองเท้า ควรยาวกว่านิ้วเท้าของเด็กอย่างน้อยครึ่งนิ้ว
- ด้านหลังของเท้า ควรยาวกว่านิ้วเท้าของเด็กอย่างน้อยครึ่งนิ้ว
และขอบควรหุ้มด้วยวัสดุนิ่ม
- พื้นรองเท้า ควรมีความยืดหยุ่นดี น้ำหนักเบา และไม่ลื่น
- พื้นรองเท้าด้านใน ควรบางแต่นุ่มนวล และยืดหยุ่นได้ดีไม่แข็งกระด้าง
ก่อนซื้อคุณแม่ควรจับงอเหื่อดูความยืดหยุ่น เมื่อจะซื้อรองเท้าควรจะพาลูกไปด้วย
และลองให้ลูกสวมใส่ดู และสังเกตดูขณะลุกก้าวเขย่งว่ารองเท้าโค้งตามรูปเท้าหรือไม่
พื้นรองเท้าที่ทำจากหนังจะเหมาะกว่าพื้นจากพลาสติกเพราะจะยืดหยุ่นได้ดีกว่า
- ส้นรองเท้า ช่วงที่หุ้มส้นด้านหลัง การที่จะรู้ว่ารองเท้าที่ลูกสวมใส่นั้น
พอดีกับขนาดเท้าน้อยๆ ของลูกหรือไม่นั้น ดูได้จากช่วงหลังรองเท้า
คุณแม่จะรู้ได้จากการลองบีบดูที่ส้นของรองเท้าดู หากนิ่มหรือกว้างจนเกินไป
ขณะที่เด็กเดินอาจจะเดินได้ไม่ถนัดและรองเท้าอาจจะหลุดได้ สำหรับเด็กที่เพิ่งหัดเดิน
รองเท้าควรจะมีส้นเพิ่มขึ้นมานิดหน่อยเพื่อช่วยในการพยุงการทรงตัว
- สายคาด ควรให้กระชับพอดี อาจะติดกระดุมแป๊ก
หรือลักษณะเหมือนหัวเข็มขัด ที่เหมาะสมเพราะสามารถเลื่อนเข้าเลื่อนออก
ให้พอดีกับขนาดเท้าของลูก
- ปลายเท้า ควรมีช่องว่างระหว่างนิ้วและปลายรองเท้าสัก 0.5-1.25 เซนติเมตร
ไม่มากหรือน้อยไปกว่านี้รองเท้าหัวป้านจะช่วยให้นิ้วเท้าของลูกไม่ถูกบีบ
และจะไม่เจ็บเท้าเมื่อต้องใส่รองเท้าเป็นเวลานาน
- ควรหลีกเลี่ยงรองเท้าที่เป็นพลาสติก เพราะพลาสติกจะไม่ปรับปรุง
รูปร่างให้เข้ากับเท้าลูก รองเท้าที่ดีควรมีรูระบายอากาศ เพื่อไม่ให้เท้าน้อยๆ
ของลูกนั้นอับชื้นอยู่ในรองเท้าเป็นเวลานาน
- หากเลือกรองเท้าที่พอดีเท้าไม่ได้ ควรเลือกขนาดที่หลวมจะดีกว่าแบบที่คับ
อารี เสียงใหญ่
|