มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ http://i.am/thaidoc หรือ http://hey.to/yimyam

เด็กซน ขาดสมาธิ

นพ.อมรชัย หาญผดุงธรรมะ


"อาการซน-ขาดสมาธิเป็นความผิดปกติด้านจิตเวชที่พบบ่อยที่สุดของเด็ก เด็กทุก 20 คนจะเป็น 1 คน มีผลกระทบต่อการพัฒนาความรู้ความสามารถของเด็ก และทำให้บิดามารดาเกิดความวิตกกังวลมากพอสมควร การรักษาโดยพฤติกรรมบำบัด จัดการศึกษาเล่าเรียนให้เหมาะสม และบำบัดทางยาจะช่วยให้เด็กมีพฤติกรรมและการเรียนดีขึ้น"

คุณทราบไหมครับว่าเด็กที่ซนผิดปกติ และขาดสมาธิจนไม่สามารถเรียนหนัสือได้นั้น เป็นโรคชนิดหนึ่งที่พบบ่อยมากทีเดียว
พบถึง 2-9% เชียวนะครับ โดยเฉลี่ยตีเสียว่า 5% ก็หมายความว่าเด็ก 20 คนจะเป็นโรคนี้ 1 คน นับว่ามากใช่ไหมครับ

เด็กชายเป็นมากกว่าเด็กหญิง 3 ถึง 7 เท่า ไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูไม่ดีหรอกครับ เชื่อว่ากรรมพันธุ์มีส่วนเกี่ยวข้อง
ในญาติพบถึง 30%
และในพี่น้องกันกับเด็กที่เป็นพบว่า พี่น้องที่เป็นหญิงจะมีความเสี่ยง ที่จะเป็นผู้ชายสูงขึ้น 3 เท่า

ส่วนพี่น้องที่เป็นผู้ชายจะเสี่ยงสูงขึ้นเป็น 5 เท่าเลยทีเดียวครับ และอย่าลืมว่าผู้ใหญ่ก็เป็นโรคนี้ได้เช่นกัน

ลักษณะสำคัญของโรคคือ ขาดความสนใจหรือขาดสมาธิ คือ ไม่สามารถเอาใจจดจ่อกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดต่อเนื่องกันนานนั่นเอง หรือมีอาการอยู่ไม่สุข ว็อกแว็ก ซุกซน อย่างผิดวิสัยของวัยนั้น เรียกว่า ซนเกินเหตุว่างั้นเถอะ
เด็กหลายรายมีอาการทั้ง 2 อย่างเลย ขาดสมาธิด้วย และซนมากด้วย

อาการที่พบบ่อย ได้แก่
  • ปฏิบัติตามคำสอนไม่ได้หรือได้ด้วยความลำบาก
  • ไม่สามารถสนใจในการเรียน การเล่น หรือในกิจกรรมใดๆ ได้นาน
  • ทำของหายบ่อยๆ ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนทั้งๆ ที่ของนั้นเป็นของที่ใช้ประจำ
  • ท่าทีไม่สนใจฟัง
  • ไม่ใส่ใจในรายละเอียด
  • ดูสับสน ยุ่งเหยิง
  • มักมีปัญหากับกิจกรรมหรืองานใดๆ ที่ต้องมีการวางแผนล่วงหน้า
  • มักขี้ลืม
  • ถูกเบี่ยงเบนหรือหักเหความสนใจได้ง่าย
เด็กที่เป็นโรคขาดสมาธิจะมีอาการดังกล่าวข้างต้น 6 อย่างขึ้นไปครับ
สำหรับเด็กที่เป็นโรคซนผิดปกติ จะมีอาการอย่างน้อย 6 จากอาการต่อไปนี้
  • หยุกหยิก
  • นั่งอยู่นิ่งไม่ได้
  • วิ่งหรือปีนป่ายโดยไม่สมควร
  • พูดมาก
  • เล่นเงียบๆ ไม่เป็น
  • ดูยุ่งหรือไม่ว่างอยู่ตลอดเวลา
  • พูดหรือตอบโพล่ง
  • ทนรอหรือรอคิวไม่ได้
  • นักขัดจังหวะ หรือสอด
อะไรเป็นสาเหตุของโรค

เรามักจะนึถึงว่าโรคนี้เกิดจากสมองได้รับบาดเจ็บหรือกระทบกระเทือนล่ะมั้ง
ไม่ใช่ครับ

สมองของเด็กยังมีกายวิภาคหรือโครงสร้างปกติแต่กระบวนการทางเคมีในสมองคงไม่ปกติ
ขาดสารบางอย่างในบริเวณที่สำคัญของสมองที่ควบคุมวางแผนสั่งการ เลยทำให้เกิดอาการผิดปกติขึ้นดังที่เห็น อย่างที่ผมกล่าวมาแล้วข้างต้นว่าไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูไม่ดี
แต่สภาพบ้านและโรงเรียนที่ไม่เหมาะสมทำให้อาการของเด็กรุนแรงขึ้นครับ โรคนี้ไม่ได้เกิดจากเด็กกินอาหารที่มีน้ำตาลมากไปหรือน้อยไป หรือกินน้ำตาลเทียม
ไม่ได้เกิดจากสีผสมอาหารหรือสารที่ใส่ในอาหาร
ไม่ได้เกิดจากการแพ้อาหารหรือขาดวิตามิน
และไม่ได้เกิดจากดูโทรทัศน์มากไปหรือเล่นวิดีโอเกมส์มากไปครับ

จะช่วยเหลือเด็กได้อย่างไร

ต้องร่วมมือกันหลายฝ่ายครับ ทั้งผู้ปกครอง ครูที่โรงเรียนและแพทย์
แพทย์จะช่วยวางแผนและให้การรักษา ยาอาจช่วยเด็กได้มาก
เด็กบางคนต้องการการให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง
ต้องประสานกับครูที่โรงเรียนเพื่อจัดการเรียนและสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม

ที่บ้านจะช่วยเด็กอย่างไร

เด็กที่เป็นโรคซน-ขาดสมาธิอาจสร้างความยุ่งยากกับผู้ปกครอง
เด็กอาจไม่สามารถเข้าใจคำชี้แนะหรือแนะนำ
เด็กมักจะซนหรืออยู่ไม่สุขตลอดเวลา
ผู้ปกครองจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตในบ้านบางอย่างเพื่อช่วยเหลือเด็กครับ

ลองทำตามคำแนะนำดังต่อไปนี้

  • จัดระเบียบในบ้านให้เป็นเวลา

จัดเวลาตื่นนอน เวลากิน เวลาเล่น เวลาทำการบ้าน เวลาดูโทรทัศน์ เวลาเล่นเกมส์ และเวลาเข้านอน
เขียนกำหนดเวลาต่างๆ เหล่านี้ไว้บนกระดานหรือกระดาษแผ่นโตๆ ให้เด็กเห็นได้ชัดเจน
ถ้าเด็กยังอ่านหนังสือไม่ได้ให้ลองใช้รูปภาพ หรือสัญลักษณ์มาช่วย
ถ้าจะเปลี่ยนแปลงอะไรต้องอธิบายให้เด็กรู้ล่วงหน้า และพยายามให้มั่นใจว่าเด็กเข้าใจการเปลี่ยนแปลงนั้น

  • วางกฎในบ้าน
วางกฎเกี่ยวกับความประพฤติของเด็กในบ้าน เป็นกฎที่สั้น ชัดเจนและไม่ซับซ้อน และต้องอธิบายอย่างกระจ่างชัดให้เด็กรับทราบ
บอกถึงว่าถ้าทำตามจะเป็นอย่างไร และไม่ทำตามจะลงโทษอะไร เขียนกฎเหล่านี้แขวนไว้ให้เด็กเห็นได้ง่าย
การลงโทษเด็กกรณีไม่ทำตามกฎต้องยุติธรรม ทันควันและคงเส้นคงวาด้วยครับ

  • ใช้ทางบวก

หมายถึงทำในทางบวกมากกว่าทางลบ บอกเด็กว่าคุณต้องการอะไร แทนที่จะบอกว่าคุณไม่ต้องการอะไร
แม้ในสิ่งเล็กน้อยก็บอกในทางบวกครับ เช่นให้แต่งกายใส่เสื้อผ้าหรือให้ปิดประตูเบาๆ ข้อนี้สำคัญครับ เพราะโดยทั่วไปแล้ว เด็กพวกนี้จะได้รับแต่คำบอกทั้งวันว่าทำอะไรไม่ถูกไม่ควร
เด็กก็ต้องการคำชมเชยเมื่อประพฤติดีด้วยครับ

  • ทำให้มั่นใจว่าเด็กเข้าใจ
ทำอย่างนี้ครับ ตอนแรกก็บอกให้เด็กตั้งใจ มองตาเด็ก แล้วพูดว่าคุณต้องการอะไรอย่างนุ่มนวล ชัดถ้อยชัดคำ
แล้วถามเด็กให้ลองทวนสิ่งที่คุณบอกไป ที่สำคัญต้องให้คำแนะนำที่สั้นและง่าย
ถ้าเป็นกิจกรรมที่ซับซ้อน ควรให้คำแนะนำไปทีละขั้นตอน แต่ละขั้นตอนให้ใช้เพียง 1-2 คำแนะนำ
อย่าลืมแสดงความชื่นชมเมื่อเด็กทำสำเร็จแต่ละขั้นตอนครับ

  • จงคงเส้นคงวา

คุณต้องรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้กับเด็ก ทำในสิ่งที่คุณพูดว่าคุณจะทำ
ถ้าเด็กละเมิดกฎให้ตักเตือนอย่างสงบ ถ้าไม่เป็นผลให้ลงโทษตามที่บอกไว้แต่แรก

  • มีพี่เลี้ยงคอยดูแลตลอดเวลา

คุณต้องเข้าใจว่าเด็กโรคนี้ต้องการผู้ใหญ่ดูแล ใกล้ชิดกว่าเด็กทั่วไป จึงต้องมีคนดูแลทั้งวัน

  • คอยดูเขาเล่นกับเพื่อน

ต้องตระหนักว่าเด็กซน-ขาดสมาธินั้นยากที่จะเรียนรู้ทักษะและกฎกติกาทางสังคม
คุณต้องเลือกเพื่อนให้เด็ก หาเพื่อนที่มีทักษะทางภาษา และทางร่างกายพอๆ กันมาเล่นกับเด็ก
เอาแค่ 1-2 คน แต่ละครั้งพออย่าหลายคน คุณต้องคอยเฝ้าสังเกตดูอย่างใกล้ชิด ให้รางวัลเพื่อเขามีพฤติกรรมการเล่นที่ดี
พยายามอย่าให้เด็กตีกัน ผลักกัน หรือตะโกนเถียงกันในบ้านหรือสนามเด็กเล่น

  • ช่วยเด็กเตรียมตัวไปโรงเรียน

เด็กโรคนี้จะยุ่งยากไม่น้อยในตอนเช้าที่จะไปโรงเรียน คุณต้องเตรียมการเสียตั้งแต่กลางคืนก่อนครับ
เตรียมเสื้อผ้าชุดโรงเรียน เตรียมกระเป๋าหนังสือวางไว้ให้พร้อม เผื่อเวลาไว้ให้พอสำหรับแต่งตัวและรับประทานอาหารเช้า
ถ้าเด็กของคุณช้าในการแต่งตัวและรับประทานอาหารก็ต้องเผื่อเวลาไว้มากหน่อย

  • จัดเวลาทำการบ้านและที่ทำการบ้าน

ครับ คุณต้องช่วยหาสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก ที่ที่จะห่างจากสิ่งที่จะมาดึงดูด หรือหักเหความสนใจของเด็กออกไปจากการบ้าน
คุณต้องช่วยแบ่งการบ้านออกเป็นส่วนเล็กๆ ให้เด็กทำทีละส่วนแล้วก็พักสลับกันไป ให้กำลังใจเด็กให้มากครับแต่ต้องให้เด็กทำการบ้าน

  • มุ่งไปที่ความอุตสาหะไม่ใช่คะแนน

คุณต้องให้รางวัลเด็กเมื่อเขาพยายามทำการบ้านให้เสร็จ ไม่ใช่ให้รางวัลเฉพาะตอนได้คะแนนดี

  • คุยกับคุณครูที่โรงเรียน

คุณต้องติดตามว่าเด็กเป็นอย่างไรเมื่ออยู่ที่โรงเรียนอยู่ในห้องเรียน เล่นในสนาม ในโรงอาหาร ติดตามถามความก้าวหน้าจากครู
ควรประสานกับครูเรื่องการเรียนเพื่อคุณจะได้ช่วยครูสอนที่บ้านอีกแรงหนึ่ง

เด็กจะหายไหมเมื่อโตขึ้น

เรามักจะคิดว่าเด็กจะหายไปเองเมื่อโตขึ้น
ไม่จริงครับ
เด็กส่วนใหญ่ไม่หาย แต่เด็กจะอาการดีขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น
อาการซนอยู่ไม่สุขมักจะหายเมื่อถึงปลายๆ วัยรุ่น
แต่ราวครึ่งหนึ่งจะยังคงถูกเบี่ยงเบนความสนใจได้ง่าย อารมณ์อ่อนไหว ขี้โมโห และไม่สามารถทำภารกิจให้สมบูรณ์ได้

เด็กที่ผู้ปกครองดูแลและเอาใจใส่ด้วยความรักร่วมมือกับแพทย์และโรงเรียนอย่างดี จะมีโอกาสดีที่สุดที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ปรับตัวได้ดีครับ

[ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอปีที่ 24 ฉบับที่ 5 พฤษภาคม 2543]

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600