มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ http://i.am/thaidoc หรือ http://hey.to/yimyam



ห่วงลูกเป็นภูมิแพ้เหมือนแม่

พ.ต.อ.พ.ญ.นพมาศ ชูวรเวช

ดิฉันได้อ่านหนังสือแม่และเด็กได้อ่าน คอลัมน์ที่คุณหมอตอบปัญหาดิฉันชอบ เพราะมีความรู้ดีเพื่อจะได้ไปปฏิบัติกับลูก ตอนนี้ลูกดิฉันอายุ 8 เดือนแกเป็นหวัด มาอาทิตย์นี้ อาทิตย์ที่สามแล้วดิฉันกลัว ว่าเขาจะเป็นภูมิแพ้เพราะตอนนี้ดิฉันก็ เป็นอยู่ดิฉันเป็นมาประมาณ 3-4 ปีแล้ว
จะมีวิธีป้องกันไม่ให้ลูกเป็นได้อย่างไร ตั้งแต่ลูกคลอดมาลูกเพิ่งเป็นหวัดครั้งแรก แต่เป็นหนักเลยดิฉันกังวลใจมากเลยพาไป หาหมอ 3 ครั้งแล้วยังไม่หายไปอาทิตย์ละครั้ง พอไข้กินยาก็ดีขึ้นแต่ไม่หายขาดเขาจะมีอาการ คันหน้าตาตันจมูก มีน้ำตาลไหลดิฉันคิดว่า เขาเป็นภูมิแพ้แล้วแน่ๆ คุณหมอคิดว่า จะมีวิธีแก้ไขให้หายได้อย่างไร
ดิฉันขอรบกวนคุณหมอแค่นี้ก่อนดิฉัน จะรอคำตอบจากคุณหมอนะคะเพื่อจะได้ไป ปฏิบัติกับลูกเพราะดิฉันสงสารลูกมากถ้าเขา จะกลายเป็นภูมิแพ้ตั้งแต่เล็กๆ

สายทอง


ตอบคุณสายทอง

ลูกอายุ 8 เดือน เป็นหวัดเป็นเวลา 3สัปดาห์ แล้วคุณกลัวจะเป็นโรคภูมิแพ้ซึ่งคุณบอกว่าตัวเองก็ เป็นอยู่และเป็นมาแล้ว 3-4 ปีอยากทราบวิธีป้องกัน ไม่ให้ลูกเป็นโรคภูมิแพ้จะขอเล่าถึงเรื่องโรคภูมิแพ้ โดยย่อรวมถึงวิธีป้องกันค่ะ

โรคภูมิแพ้หรือโรคแพ้ (Allergy) หมายถึง โรคที่เกิดจากร่างกายของคนบางคนที่มีอาการไอ ผิดปกติต่อสิ่งโดย
ต่างๆ ซึ่งธรรมดาไม่เป็นอันตรายต่อบุคคลทั่วไป สิ่งเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายโดยการสูดหายใจ โดยรับประทาน สัมผัสทางผิวหนังเข้าทางตา ทางจมูกหรือจากการฉีดยา หรือจากการติดเชื้อโรคในร่างกาย

สิ่งกระตุ้นให้เกิดโรคภูมิแพ้เรียกว่า "แอลเลอเจน" (Allergen) หรือสารก่อภูมิแพ้
ในโลกนี้มีสารก่อภูมิแพ้มากกว่า 40,000 ชนิด จำนวนนับวันจะเพิ่มขึ้น

อาการของโรคภูมิแพ้

1. ระบบทางเดินหายใจ เช่น แพ้อากาศ โรคเยื่อบุจมูกอักเสบ โรคเยื่อตาอักเสบ ผู้ป่วยมีอาการจาม คัดจมูก น้ำมูกไหลคล้ายๆ เป็นโรคหวัดเรื้อรัง น้ำตาไหล อาจเกิดอาการหอบหืด คือไอ หายใจขัด หายใจมีเสียงดังหวีดๆ และเหนื่อยหอบ
2. ระบบผิวหนัง ได้แก่ผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ผื่นคันเรื้อรัง เป็นลมพิษ
3. ระบบทางเดินอาหาร มีอาการอาหารไม่ย่อย ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสีย ปวดท้อง อาเจียน เป็นลม
4. ทางตา เคืองตา คันตา แสบตา ตามัว ตาบวม น้ำตาไหล
5. ทางหู หูชั้นกลางมีน้ำขังอยู่เรื้อรัง หูอื้อ ปวดหู หูตึง
6. ระบบประสาท มีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง พบบ่อยได้แก่ ปวดศีรษะข้างเดียวที่เรียกว่า "ไมเกรน" (Migrane) ลมชักคล้ายลมบ้าหมู อาการอ่อนเพลีย เบื่อหน่าย ที่เรียกว่า "โรคเซ็ง" (Chronic Fatigue Syndrome) มีอาการคล้ายคนไม่อยากทำงาน เบื่อหน่าย และอาการปวดข้อต่างๆ ก็อาจมาจากโรคภูมิแพ้ได้

สารก่อภูมิแพ้

ตัวการที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ คือสารก่อภูมิแพ้ สารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อยที่สุดคือ

- ฝุ่นบ้านและไรฝุ่นบ้าน (House-dust-mite)
- เชื้อราตามที่อับชื้น เชื้อราที่รับประทาน เช่น ซีอิ้ว น้ำส้มสายชู ขนมปังที่ทำแซนด์วช ขนมจีน ขนมเค้ก ข้าวหมาก ไวน์ อาหารที่ต้องหมักดองเหล่านี้คือเชื้อราและเห็ดทุกชนิด
- แมลงต่างๆ ในบ้าน เช่น มด แมลงวัน ยุง และแมลงสาบ สัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข แมว นก กระต่าย สัตว์เลี้ยงที่มีขน โดยเฉพาะนำเข้ามาไว้ในบ้าน และอุ้ม กอด และจูบ สัตว์เลี้ยงใกล้ชิด
- นอกจากนี้ยังมีละอองเกสรดอกไม้ ดอกหญ้า ต้นไม้ ดอกข้าว วัชพืช ที่ปลิวกระจายในอากาศ จะสังเกตเห็นเป็นขุยขาวๆ ติดบริเวณมุ้งลวดที่ประตูและหน้าต่างเป็นละอองเกสรดอกหญ้า วัชพืช ต้นไม้ ที่ปลิวมาจากที่ไกลๆ
- อาหารบางชนิด เช่น อาหารทะเล อาหารหมักดอง ไข่ขาว ถั่วลิสง นมวัว ผลไม้ที่มีกลิ่นฉุน เช่น ทุเรียน ลำไย สตรอเบอร์รี่ กล้วยหอม ผลกีวี ช็อกโกแลต
- ยารักษาโรคบางชนิด เช่น ยาแก้อักเสบ ยาลดไข้ แก้ปวด แก้ปวดข้อ
- นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่ไม่มีตัวตน อาจเป็นสาเหตุของภูมิแพ้ได้ เช่น ความร้อน ความเย็น แสงแดด แรงกดลงบนผิวหนัง ความเครียด
- ยังมีผู้ป่วยที่แพ้ยางพารา ที่เรียกว่า แพ้ลาเท็กซ์ (Latex) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของยาง เป็นต้น อาการของผู้ที่แพ้คือ มีผื่นคัน คันตา คันจมูก หอบหืด บางคนรุนแรงมากจนเป็นลมหมดสติก็เคยมี

สารก่อภูมิแพ้แต่ละอย่างล้วนเป็นสิ่งลึกลับ ซึ่งทั้งผู้ป่วยและแพทย์ต้องช่วยกันสืบหา จะได้หลีกเลี่ยงต่อไป

อายุ

โรคภูมิแพ้เกิดได้ทุกอายุ ส่วนใหญ่จะพบมาก อายุ 5 ปีถึง 15 ปี มีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่ากลุ่มอายุอื่นๆ แต่ในวัยกลางคนอาจเริ่มปรากฏอาการเป็นครั้งแรกก็ได้
โรคภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อ เป็นโรคกรรมพันธุ์หรือโรคพันธุกรรม (Heredity) สามารถสืบทอดทางสายเลือด จากปู่ย่าตายาย พ่อแม่มายังลูกหลาน จึงพบว่าในครอบครัวเดียวกันอาจพบหลายคนป่วยเป็นโรคนี้ ถึงแม้ไม่ได้อยู่ใกล้กัน

ท่านอยากทราบว่าท่านแพ้สิ่งใดบ้าง ท่านควรจะทำอย่างไร ท่านคงต้องไปพบแพทย์โรคภูมิแพ้ ในโรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลที่มีการตรวจทางโรคภูมิแพ้ แพทย์จะซักประวัติของโรค และวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน โรงเรียน อาชีพ อาหาร การออกกำลังกาย งานอดิเรก การเดินทาง พอจะทราบคร่าวๆ เป็นแนวทางในการตรวจหาสาเหตุต่อไป

จากนั้นแพทย์คงต้องทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Skin tests) ซึ่งเป็นการทดสอบทางอ้อม โดยหยอดน้ำยาลงบนผิวหนัง บริเวณแขนของท่าน โดยใช้สารสกัดที่สงสัยว่าท่านจะแพ้แล้วใช้ปลายเข็มสะกิดเบาๆ เพียงให้น้ำยาซึมสัมผัสกับผิวหนัง ใช้เวลา 20 นาที หากเกิดรอยนูนแดงบริเวณน้ำยาใดก็แสดงว่าท่านแพ้สารตัวนั้น

เพื่อป้องกันความผิดพลาด ท่านควรแน่ใจว่าหยุดยาแก้แพ้ แก้หวัดมาแล้ว อย่างน้อย 3-4 วัน

เมื่อประมวลข้อมูลต่างๆ ข้างต้นรวมทั้งการตรวจร่างกายโดยละเอียดแพทย์พอจะวินิจฉัยได้ว่า ท่านแพ้อะไรบ้าง

การวินิจฉัยโรคภูมิแพ้แต่เนิ่นๆ มีความสำคัญ คือ ในจำนวนผู้ป่วยไม่น้อยที่เป็นผื่นคันตามผิวหนัง กลายเป็นแพ้อากาศต่อมากลายเป็นโรคหอบหืด การเปลี่ยนแปลงของโรคภูมิแพ้ที่เพิ่มความรุนแรงนี้ เรียกทางการแพทย์ว่า "การเดินทางไกลของโรคภูมิแพ้" (Allergy march)

ผู้ป่วยแต่เยาว์วัยที่เป็นโรคหอบหืด หากปล่อยไว้ ต่อมาอาจเป็นโรคปอดพิการเรื้อรัง เช่น ถุงลมโป่งพอง หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ทำให้เป็นผู้ใหญ่ที่พิการทั้งร่างกายและจิตใจ

ในอดีตมีความคิดว่า โรคภูมิแพ้ในเด็กโตขึ้นก็จะหายได้เองโดยไม่จำเป็นต้องรักษาจริงจัง เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องนัก เช่น โรคหอบหืด ทำให้เด็กเจริญเติบโตช้าการปรับตัวเข้ากับสังคมไม่ได้ ทำให้เป็นคนมีปมด้อย กลัวว่าเมื่อไรจะมีอาการหอบไม่กล้าออกสังคม ไม่กล้าเล่นกีฬา แต่ถ้าเด็กได้รับการรักษาดูแลอย่างดี ควบคุมอาการหอบได้ จะทำให้ชีวิตเด็กสามารถทำงาน เล่นกีฬาได้เหมือนเด็กปกติทั่วไปอย่างมีความสุข

การรักษาโรคภูมิแพ้

หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ หลังจากการทดสอบทางผิวหนังแล้วแพทย์แนะนำให้หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ ถ้าทำได้ก็จะหายได้ เช่น ผู้ป่วยหอบหืดจากการแพ้นุ่น (Kapok) เมื่อนำนุ่นออกจากบ้านผู้ป่วยนั้นก็ไม่มีอาการ หอบหืดอีกเลย อีกรายผู้ป่วยแพ้มดตื่นนอนหน้าบวมทั้งหน้ามา 3 ครั้ง เมื่อทดสอบทางผิวหนัง พบว่า แพ้มดเมื่อหลีกเลี่ยงจากมดได้ผู้ป่วยไม่มีอาการอีกเลย

หากสิ่งที่แพ้อยู่ในบรรยากาศที่หายใจ เช่น ฝุ่นบ้าน ไรฝุ่น เชื้อรา แมลงสาบ ละอองเกสรดอกหญ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่เลี่ยงยาก แพทย์อาจจะให้ยารับประทานทุเลาอาการและส่งท่านไปฉีดวัคซีน ให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทาน (Allergy shot) คือให้ร่างกายของท่านเกิดภูมิต้านทานสิ่งที่แพ้เรียกการรักษานี้ว่า "อิมมูโนบำบัด" (Immunotherapy) หรือรักษาลดภูมิไว (Hyposensitizaion)

การรักษาภูมิแพ้นี้มีมานานตั้งแต่ ค.ศ.1911 เพื่อเปลี่ยนสภาพร่างกายจากคนที่ "แพ้ง่าย" มาเป็นคนปกติ เวลาใช้รักษา 3-5 ปี ถ้าฉีดยาไปแล้ว 1 ปีและไม่มีอาการดีขึ้นเลยแพทย์จะหยุดการรักษา

ในอนาคต อาจจะมียารักษา "อิมมูโนบำบัด" โดยใช้ยาอมทางใต้ลิ้นหรือพ่นเข้าจมูกแทนการฉีดวัคซีน
การหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้เป็นการรักษาต้นเหตุ
การให้ยารักษาอาการเป็นการรักษาปลายเหตุ
ส่วนอิมมูโนบำบัด เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายมีภูมิต้านทานสิ่งที่แพ้หรือลดการแพ้ลง

สำหรับคุณสายทองเป็นโรคภูมิแพ้มา 3-4 ปี คิดว่าน่าจะอยู่ในกลุ่มของคน "แพ้ง่าย" (Atopic) และลูกคุณอยู่ในครอบครัวที่มีประวัติแพ้ง่าย ก็ควรหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ไม่ควรอยู่ในสนามหญ้า ทุ่งหญ้า หรือรอบๆ บ้าน ควรตัดสั้นตลอดเวลาอย่าให้มีดอกหญ้าหลงเหลือ

ห้องนอน เป็นห้องที่มีของใช้จำเป็นในการนอนเท่านั้น เครื่องใช้เป็นไม้หรือพลาสติก เช็ดทำความสะอาดง่าย ห้องใหม่ที่เพิ่งทาสีควรปล่อยไว้ให้หมดกลิ่นสีจึงเข้าไปอยู่ ไม่ควรเข้าไปในห้องอับชื้น มีควันบุหรี่คลุ้ง
รถยนต์เป็นยานพาหนะที่ใช้ประจำควรทำความสะอาดบ่อยๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง อย่าให้มีฝุ่นบนพรหม อย่าให้มีกลิ่นอับชื้น
อาหารไม่ควรรับประทานให้อิ่มมากเกินไป งดอาหารที่แพ้ง่าย เช่น อาหารหมักดอง อาหารทะเล อาหารเย็นจัด ผลไม้กลิ่นฉุน เป็นต้น

ถ้าคุณสายทองอยากทราบว่าคุณแพ้อะไรก็ลองสืบหาด้วยตนเองดูว่าเกิดอาการอะไรหลังจากพบสิ่งใด หรือรับประทานอะไรแล้วเกิดอาการ แต่บางครั้งยากแก่การวินิจฉัยด้วยตนเอง ลองไปพบคุณหมอโรคภูมิแพ้สักครั้ง งดยาแก้แพ้ สัก 3-4 วัน เพื่อตรวจทางผิวหนังว่าแพ้อะไร อย่างน้อยจะหลีกเลี่ยงได้ถูกกับสิ่งที่คุณแพ้ และป้องกันลูกคุณโดยการหลีกเลี่ยงสิ่งที่คุณแพ้ลูกคุณอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดียวกับคุณส่วนใหญ่ จะแพ้เหมือนกับคุณค่ะและสำหรับลูกคุณปรึกษากุมารแพทย์ให้ใกล้ชิด อาการก็คงจะดีขึ้นค่ะ

คงพอเป็นแนวทางในการดูแลลูกนะคะขอบคุณที่กรุณาสนใจสุขภาพเพื่อทำให้โรคภัยไข้เจ็บ เกิดกับลูกลดลงค่ะ



[ ที่มา... นิตยสารแม่และเด็ก   ปีที่ 23 ฉบับ 333 พฤศจิกายน 2542 ]

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600