|
 |
|
เรื่องกินเรื่องท้องของลูก
ลูกสาวดิฉันอายุ 3 เดือน 3 สัปดาห์ เริ่มกินอาหารเสริม (กล้วยบดผสมข้าวบด)
ในตอนเช้าและตลอดทั้งวัน จนช่วงเย็นจะกินนมผสมประมาณ 7-10 ออนซ์
และในช่วงหลัง 18.00 น. ถึงกลางคืน จะกินนมดิฉัน 3-4 ครั้ง ครั้งละ 15-30 นาที
ดิฉันมีข้อสอบถามดังนี้
|
|
|
1. ถ้าลูกสาวยังกินลักษณะนี้ น้ำหนักจะขึ้นตามมาตรฐานที่กำหนดหรือไม่
จะเป็นอันตรายรุนแรงหรือไม่ถ้าน้ำหนักไม่ได้ตามเกณฑ์
2. ขอคำแนะนำวิธีที่จะทำให้ลูกกินอาหารและนมได้เยอะขึ้นด้วยค่ะ
3. ลักษณะอุจจารของลูกจะแข็ง มีสีเขียว จะทำอย่างไร ให้ท้องไม่ผูกค่ะ
4. การชงนมให้เจือจางจะช่วยให้ลูกท้องผูกลดลงหรือไม่
ขอความกรุณาช่วยตอบข้อสงสัยด้วยค่ะ
อัมพร สุภศรี
|
 |
|
การที่เราเริ่มให้อาหารเสริมลูกวัยประมาณ 3-4 เดือนนั้น คงไม่หวังว่าลูกจะได้พลังงาน
หรือสารอาหารเต็มที่จากอาหารเสริมนะคะ เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนรสชาติของอาหาร
เพื่อจะให้ลูกเตรียมพร้อมรับอาหารเสริมเพิ่มขึ้นเป็นอาหารหลักในอนาคต
ดังนั้นการให้ดื่มนมจึงยังเป็นอาหารหลักในช่วง 6 เดือนแรกอยู่ค่ะ
ปริมาณของนมที่คุณแม่ให้ในช่วงกลางวันและนมคุณแม่ที่ให้ในเวลากลางคืน
รวมๆ กันแล้วก็จะเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของลูกที่อายุประมาณ 3-4 เดือนนะคะ
|
|
|
แต่อย่างไรก็ตาม จะให้ชัดเจนมากขึ้นก็คงต้องมีการติดตามการเจริญเติบโตของร่างกาย
คือส่วนสูงและน้ำหนักด้วยค่ะ ถ้าลูกกินนมในรูปแบบนี้ แล้วมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นสม่ำเสมอคงไม่ต้องกังวล
แต่ถ้าน้ำหนักตัวไม่ขึ้นคุณแม่ก็อาจให้นมในช่วงกลางวันเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย
ส่วนเวลากลางคืนคงไว้เหมือนเดิมนะคะ คำถามที่ถามมาเป็นข้อๆ นั้น หมอขอตอบตามลำดับที่คุณแม่ถามมาค่ะ
1. เมื่อลูกอายุมากขึ้น ปริมาณความต้องการนมก็จะมากขึ้นไปด้วย
เพราะฉะนั้นช่วงกลางวันคุณแม่อาจจะจัดปริมาณนมให้เกินความต้องการสักเล็กน้อยนะคะ
แล้วคุณแม่ก็จะทราบว่าลูกสามารถจะเพิ่มนมได้ครั้งละประมาณ 1/2-1 ออนซ์ ไปได้เรื่อยๆ
จนในที่สุดทั้งหมดจะดื่มได้ประมาณวันละ 25-30 ออนซ์ อันนี้รวมถึงปริมาณที่ดื่มนมแม่ด้วยนะคะ
เพราะฉะนั้นถ้าลูกเป็นเด็กที่ดื่มนมแม่มาก ปริมาณของนมแม่ที่ดื่มเข้าไปจะไปเผาผลาญ
แล้วกลายเป็นพลังงานที่ได้ประโยชน์สูงสุดอยู่แล้ว
หมอมักจะดูที่น้ำหนักการเจริญเติบโตของลูกมากกว่า ถ้าลูกมีความสุข น้ำหนักขึ้นดีก็จะไม่มีปัญหา
ปริมาณของนมนั้นหมอจะไม่ให้ความสำคัญมากนักในช่วงกลางวัน แต่ถ้าคุณแม่หย่านมเมื่อไหร่
ตรงนั้นล่ะค่ะที่ต้องกลับมาพิจารณากันอีกครั้งว่าปริมาณที่ถูกต้องควรจะเป็นอย่างไร
และเมื่อลูกอายุ 5-6 เดือนไปแล้ว เราจะสังเกตพฤติกรรมลูก เด็กบางคนชอบดื่มนมไม่ชอบอาหารเสริม
ส่วนเด็กบางคนก็ชอบกินอาหารเสริมมากกว่านม เพราะฉะนั้นเราจะต้องปรับพฤติกรรมการกิน
ตามความชอบของลูกด้วย
ลูกที่ไม่ชอบดื่มนม และชอบอาหารเสริมมากๆ คุณแม่อย่าหยุดการให้อาหารเสริม
แต่ควรเพิ่มในปริมาณที่พอเหมาะไม่ใช่เพิ่มมากเกินไปจนกระเพราะของลูกรับไม่ได้
ดังนั้นอาหารจำนวนน้อยๆ แต่ว่าให้บ่อยๆ มีความหลากหลาย อาจจะมีผัก
ผลไม้บ้าง มีเนื้อสัตว์บ้าง มีแป้งบ้าง ก็จะช่วยทำให้ลูกนั้นได้รับสารอาหาร
และปริมาณอาหารพอเพียงกับความต้องการของร่างกายค่ะ
2. คำแนะนำที่จะทำให้ลูกกินอาหารหรือนมมากกว่าเดิม
ต้องวิเคราะห์ของเดิมก่อนว่า ปัจจุบันลูกกินนมยี่ห้ออะไร ครั้งละเท่าไหร่ เริ่มมีพฤติกรรมเบื่ออาหารตอนไหน
อาหารเสริมที่ให้ไปนั้นลูกชอบอะไรไม่ชอบอะไร เมื่อเราได้ข้อมูลพื้นฐานแล้วก็กลับมาวางแผนต่อไปว่า
ควรจะต้องให้อะไรเพิ่มขึ้นแล้วก็ลดอะไรลงไป ตามความชอบของเด็กๆ แต่มีหลักเกณฑ์คือ
ต้องไม่เติมน้ำตาลในอาหารเพื่อจะทำให้ลูกกินอาหารได้มากขึ้น เพราะลูกจะชินต่ออาหารหวาน
ในอนาคตลูกก็จะกินอาหารหวานไปเรื่อยๆ อาจทำให้เกิดปัญหาตามมา โดยเฉพาะโรคเบาหวาน
เป็นผลสืบเนื่องมาจากพฤติกรรมการบริโภคตั้งแต่เด็ก ดังนั้นในปัจจุบันเราก็จะหลีกเลี่ยง
การเติมน้ำตาลลงไปในอาหารของลูก รวมทั้งการเลือกนมก็จะไม่เลือกนมที่หวานจนเกินไป
แนวคิดจองการติดอาหารก็คือ เราให้อาหารครบ 5 หมู่ใน 1 วัน ในแต่ละมื้อไม่จำเป็นต้องครบทุกมื้อ
และในเวลาเดียวกันไม่จำเป็นต้องใส่อาหรทุกชนิดผสมกันไปหมด เพราะอาหารบางอย่างจะมีรสขม
บางอย่างจะมีออกเฝื่อนๆ เปรี้ยวๆ บางอย่างอาจจะอร่อย ถ้าเราไม่แยกกันมันอาจจะทำให้รสขมนั้น
ไปบังรสอร่อยของอาหารบางประเภทอย่างพวกฟักทอง เวลาที่เราต้มและบดให้ลูกกินจะอร่อยมากเลยทีเดียว
ถ้าหากคุณแม่นำไปใส่กับผักเขียวก็อาจจะทำให้ผักขมนั้นมาปิดบังรสของฟักทองไปนะคะ
เด็กก็อาจจะไม่ชอบทานผักไปเลยก็ได้
เพราะฉะนั้นคุณแม่อาจต้องแยกอาหารออกจากกัน หมอเองก็ชอบอาหารที่เหมือนกับอาหารผู้ใหญ่
คือแยกกับแยกข้าวจากกัน แต่ในเวลาเดียวกันในเด็กเล็กๆ ช่วงหกเดือนอาจจะทำยาก
เพราะฉะนั้นเราจะพยายามใช้ของที่รสไปกันได้ ถ้ามีของที่มีรสคาวจัด เช่น พวกตับ หรือไข่
คุณแม่อาจจะต้องมีของที่มีรสอ่อนๆ เช่น ผักสีขาว หรือว่าผักสีเหลือง เพื่อให้รสออกมาใช้ได้
แต่ถ้าลูกโตขึ้น คุณแม่อาจจะแยกอาหารออกมาเป็น 2 ถ้วย มีข้าว 1 ถ้วย และกับข้าวอีก 1 ถ้วย
ก็จะทำให้พฤติกรรมการกินของลูกดีขึ้น หรืออาจจะมีน้ำแกงอีกถ้วยเอาไว้ให้ดื่ม ให้ลูกกินล้างปาก
ซึ่งจะเหมือนกับอาหารของผู้ใหญ่เลยค่ะ
นอกจากนั้นคุณแม่อาจจะเปลี่ยนไปเป็นอาหารของต่างประเทศดูบ้าง ไม่ต้องเป็นข้าวบดเสมอไป
อาจเป็นขนมปังในกรณีที่ลูกโตขึ้นและพอเคี้ยวได้นะคะ เป็นเส้นสปาเกตตี เส้นก๋วยเตี๋ยว
เส้นหมี่เด็กๆ จะชอบ แล้วก็เส้นใหญ่ เด็กตัวเล็กๆ ถ้าคุณแม่อยากให้อ้วนหมอแนะนำก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่
เพราะเป็นเส้นที่นิ่ม มีไขมันสูง แต่เด็กอ้วนเราแนะนำให้ใช้เส้นหมี่ ไม่ให้กินก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่เลย
เพราะเส้นหมี่มีไขมันน้อยที่สุด ฉะนั้นการจัดอาหารสามารถจะดัดแปลงไปตามความต้องการของลูก
แต่ก็ต้องมีคุณค่าทางโภชนาการพอสมควร
สิ่งที่ควรให้ความสำคัญก็คือ น้ำหนักและส่วนสูงลูกพัฒนาไปได้เหมาะสมหรือไม่
ถ้าเป็นไปตามเกณฑ์ปัญหาต่างๆ ก็จะไม่มี คุณแม่ก็คลายกังวลมีความสุขกับการดูแลลูก
ให้เติบใหญ่ต่อไปได้ค่ะ
3. การจะดูแลลูกไม่ให้ท้องผูก ที่สำคัญที่สุดคือการให้นมแม่ในนานที่สุด
ซึ่งคงจะเป็นสิ่งที่ทำได้ยากเหมือนกันนะคะ เพราะการให้นมแม่ให้นานที่สุดนั้นหมายความว่า
ไม่ได้ให้นมผสมเพิ่มเลย เด็กๆ ที่ดื่มนมแม่อย่างเดียวรับรองว่าท้องไม่ผูกแน่
เพราะนมแม่เป็นนมที่ดีที่สุดอยู่แล้ว เด็กอาจจะอึวันละหลายๆ ครั้งหรืออาจจะหลายๆ วันครั้ง
แต่ลักษณะอุจจาระจะออกมานิ่ม ทั่วไปที่เราพบเวลาอุจจาระแข็งก็คือ ปริมาณของน้ำที่ลูกกินอาจจะน้อยไป
นอกจากนั้นก็อาจจะเป็นลักษณะของอาหารที่มีกากน้อยไป เช่น มีกลุ่มของผักผลไม่น้อยกว่าธรรมดา
เด็กที่กินนมผสมมากๆ มักจะมีโอกาสท้องผูก ในเวลาเดียวกันเด็กที่ถ่ายไม่เป็นเวลา
อุจจาระที่ค้างอยู่ที่ลำไส้จะถูกดูดซึมไปคือน้ำในอุจจาระในลำไส้จะถูกดูดซึมออกไปทำให้อุจจาระแข็งขึ้นๆ
แล้วก็ถ่ายลำบาก เวลาถ่ายลำบากจะทำให้ก้นฉีก พอก้นฉีกก็จะเจ็บ เด็กก็จะกลั้นอุจจาระ
ไม่ยอมถ่ายอุจจาระครั้งต่อไป ทำให้อุจจาระค้างอยู่น้ำก็ถูกดูดออกไป อุจจาระก็จะแห้งขึ้นอีก
ทำให้ท้องผูกวนเวียนเป็นวัฏจักรที่ไม่รู้จักจบ
ดังนั้นในช่วงแรกที่ลูกท้องผูกมากๆ คุณแม่จะต้องสวนอุจจาระออกด้วยแท่งเทียนธรรมดา
ให้หมดอุจจาระแข็งๆ จากนั้นไปก็ปรับพฤติกรรมการกิน อาจจะต้องรักษารอยก้นที่ฉีกขาด
ไม่ให้มีแผลเจ็บ พยายามให้ลูกกินผักและผลไม้ แล้วก็เปลี่ยนเอาผักต่างๆ
เข้ามาอยู่ในเมนูอาหารให้มากขึ้น
นมกระป๋องที่กิน ตอนนี้มีนมในท้องตลาดหลายอย่างที่ใส่สารอาหารที่มีกากลงไปแล้วบอกว่า
ช่วยระบบการย่อยอาหารคุณแม่ลองไปเดินดูนะคะ อาจจะเลือกนมเหล่านั้นที่มีอยู่หลายประเภท
หมอไม่สามารถจะแนะนำได้ เพราะถือเป็นการประชาสัมพันธ์ลงไปเฉพาะยี่ห้อ ซึ่งทำไม่ได้
แต่คุณแม่สามารถอ่านได้ที่ข้างกระป๋องค่ะ
4. การชงนมให้เจือจางนั้นไม่ช่วยให้อาการท้องผูกหายไปทั้งจะไปเพิ่มปัญหาในเด็กมากขึ้น
เพราะการดื่มนมที่เจือจาง ปริมาณของนมก็จะได้น้อยเกินไป แคลอรี่หรือพลังงานที่ควรจะได้รับ
เพื่อเผาผลาญทำให้เกิดการเจริญเติบโตของเด็กๆ ก็จะน้อยไปกว่าที่ควรจะเป็นด้วย
หมอจึงไม่แนะนำให้ผสมนมเจือจาง แต่ให้เปลี่ยนเป็นการดื่มนมปกติ
การเพิ่มอาหารเสริมที่ช่วยกระตุ้นทำให้ลำไส้มีการขับถ่ายดีขึ้น
การปรับเปลี่ยนนมไปใช้นมที่มีส่วนผสมที่ช่วยในเด็กกลุ่มนี้บ้าง
อาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ลูกมีระบบลำไส้ขับถ่ายดีขึ้น แต่โดยทั่วๆ ไปแล้ว
การที่ลูกท้องผูกหมอสังเกตดูว่า เป็นปัญหาเฉพาะหน้าและเป็นปัญหาระยะสั้น
ตราบใดที่คุณแม่ให้ความสนใจปัญหาท้องผูกก็จะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับค่ะ
เพราะลูกมีกิจกรรมมากขึ้น คว่ำได้ คลานได้ ปัญหาท้องผูกนี้มักจะดีขึ้นค่ะ
อยากให้คุณแม่ในเย็นๆ ปรับปรุงอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารเสริม ผัก ผลไม้
แล้วก็อย่ากังวลเรื่องท้องผูกมากนัก ตราบใดที่ไม่ทำให้ลูกมีปัญหาทางสุขภาพตามมา
คงจะเป็นสิ่งที่ทำให้เรายอมรับได้ค่ะ
รศ.พญ.ประสบศรี อึ้งถาวร |
|
|