|
 |
|
มอนเตสเซอรี ต่างกับ Project Approach อย่างไร
ผมมีข้อสงสัยว่า การเรียนในระบบมอนเตสเซอนี ต่างกับระบบ Project Approach อย่างไรครับ
และถ้าเลือกให้ลูกเรียนแบบนี้ ต่อไปลูกจะสามารถเรียนตามคนอื่นทันรึเปล่า
ถ้าวันหนึ่งข้างหน้าไปอยู่โรงเรียนที่ไม่ได้สอนระบบนี้
วิชัย/กทม.
|
 |
|
การเรียนในระบบมอนเตสเซอรี และ Project Approach ต่างก็มาจากแนวคิดที่ยึดเด็กเป็นสำคัญ (Child Center) เหมือนกัน
คือการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะกับพัฒนาการของเด็ก และเด็กได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ
แต่แตกต่างกันในเรื่องของรูปแบบและวิธีการ
|
|
|
ระบบมอนเตสเซอรี เด็กๆ จะเรียนรู้ผ่านสื่อและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ครูจัดไว้ให้
โดยสื่อและอุปกรณ์เหล่านี้จะทำให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ปาก และกายสัมผัส
เพื่อให้เด็กได้พัฒนาและใช้ประสาทสัมผัสครบทุกด้าน เพราะประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ
ช่องทางที่ทำให้คนเราใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ถ้าเราใช้แค่ตาดู หูฟัง เท่านั้น ประสิทธิภาพการรับรู้ย่อมน้อยกว่า
ยกตัวอย่าง เช่น จะสอนเรื่องภาษาให้เด็กรู้จักตัวหนังสือ เด็กก็จะได้เล่นและใช้มือสัมผัสกับตัวอักษร
ที่ทำจากกระดาษทราย หรือถ้าเรียนเรื่องตัวเลขก็จะมีแท่งไม้ให้เด็กหัดใส่ลงในช่องที่มีตัวเลขกำกับอยู่ ฯลฯ
นอกจากเรื่องของภาษาและคณิตศาสตร์แล้ว ยังมีเรื่องของการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน
ดูแลสิ่งแวดล้อม มารยาท วัฒนธรรม สังคม และวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการเรียนโดยผ่านการลงมือทำทั้งสิ้น
มอนเตสเซอรีมองว่ากาเรียนแบบนี้จะช่วยให้เด็กใฝ่รู้ใฝ่เรียน มีสมาธิกับการทำงานของตัวเอง
และเมื่อทำงานประสบความสำเร็จก็จะเกิดความพอใจ ทำให้อยากเรียนรู้ต่อไป
ส่วน Project Approach นั้นเรียกเป็นภาษาไทยว่า การสอนแบบโครงการ หรือบางที่ก็ใช้คำว่าโครงงาน
มุ่งให้เด็กเรียนรู้ในเรื่องที่เด็กสนใจอย่างลุ่มลึก โดยเน้นให้เด็กเกิดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตัวเอง
ในเมืองไทยที่ใช้กันอยู่จะมี 2 ลักษณะ คือ
แบบแรกมีกิจกรรมหลัก 5 กิจกรรมด้วยกัน คือ อภิปรายกลุ่มออกภาคสนาม นำเสนอ สืบค้น
จัดแสดง เช่น ถ้าเด็กสนใจเรื่องรองเท้า ก็พูดคุยถึงประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับรองเท้าอย่างหลากหลายประเด็น
เช่น ทำมาจากอะไร มีไว้ทำอะไร มีกี่ขนาด มีชนิดไหนบ้าง วิธีการผลิตทำอย่างไร มีขายที่ไหน
เด็กๆ จะได้ออกภาคสนามไปศึกษาของจริง เช่น ไปดูร้านขายรองเท้า มีการสืบค้นเรื่องรองเท้า
ดูรองเท้าในบ้าน ดูจากในหนังสือหรือนิตยสารต่างๆ แล้วอาจจะลองหัดทำรองเท้าเอง
หรือทำร้านรองเท้าจำลอง เป็นต้น
อีกแบบหนึ่งจะออกไปทางค้นคว้าสำรวจด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
มีการตั้งสมมติฐานและทดสอบสมมติฐาน เช่น เด็กๆ ได้รับประทานขนมเปียกปูนแล้วอยากรู้ว่า
ขนมเปียกปูนทำมาจากอะไร ครูจะไม่ตอบเด็ก แต่จะลองให้เด็กแต่ละคนลองคาดเดาเอาว่าน่าจะทำจากอะไรบ้าง
แล้วทำตามความคิดของแต่ละคน ว่าจะออกมาเป็นขนมเปียกปูนหรือไม่ ถ้าเป็น ก็ได้คำตอบ
แต่ถ้าไม่เป็นครูก็จะกระตุ้นให้เด็กหาทางต่อว่าจะทำอย่างไรดี เด็กก็อาจจะบอกว่าไปดูจากตำราทำขนม
แล้วลองทำดู หรือไปที่ร้านขายขนมไทย ให้คนขายทำให้ดู แล้วกลับมาทำเอง
วิธีการอย่างนี้นอกจากเด็กจะได้เรียนรู้เป็นกระบวนการกลุ่มและเรียนผ่านลงมือทำจริงแล้ว
สิ่งที่เด็กได้ในแง่วิชาการคือ เรื่องของภาษา การฟัง การพูด การบันทึกข้อมูล เรื่องของวิทยาศาสตร์
ความร้อน การเปลี่ยนสภาพจากของเหลวไปเป็นของแข็ง ฯลฯ คณิตศาสตร์จากการชั่ง ตวง
ส่วนผสมของขนมภูมิปัญญาไทย เช่น การใช้สีและกลิ่นจากธรรมชาติ เป็นต้น ที่สำคัญก็คือ
จะสร้างนิสัยใฝ่รู้ ใฝ่เรียนให้เด็ก เมื่อสงสัยอะไรก็จะค้นคว้าหาคำตอบ หาทางแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง
ซึ่งทักษะเหล่านี้จำเป็นสำหรับการเรียนและการใช้ชีวิตในอนาคต
เรื่องเรียนทันหรือไม่ทัน ลองเปรียบเทียบดูสิคะว่า ถ้าเด็กได้เรียนผ่านวิธีของมอนเตสเซอรี
หรือ Project Approach ซึ่งเป็น 2 ใน 5 ของนวัตกรรมที่ทางสำนักคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติแนะนำ
กับวิธีการเรียนแบบเดิมๆ ที่เคยเรียนกันมา เด็กกลุ่มไหนจะเก่ง ดี มีสุข มากกว่ากัน
อาจารย์นลินี มัคคสมัน
ผู้อำนวยการโรงเรียนวรรณสว่างจิต |
|
|