|
|
|
หนักใจลูกถูกเพื่อนแกล้งจนไม่ยอมไปเรียน
ลูกอยู่อนุบาล 3 ชอบถูกเพื่อนแกล้งบ่อยๆ จนกลับมาร้องไห้ไม่ยอมไปโรงเรียน
ครั้นจะไปบอกครู ก็ถูกลูกห้ามเพราะกลัวเพื่อนถูกตี ได้ยินอย่างนี้ไม่สบายใจเลยค่ะ
รินรดา/กทม.
|
|
ครูหมูเข้าใจความรักที่คุณพ่อคุณแม่มีต่อลูกค่ะ ถ้าลูกมีความทุกข์ พ่อแม่ก็จะทุกข์เป็นเท่าทวี
การช่วยลูกให้มีความสุขใจที่ได้ไปโรงเรียนเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งค่ะ แต่การช่วยของเราต้องทำอย่างระมัดระวัง
เพราะบางครั้งก็อาจกลายเป็นการเพิ่มปัญหาให้ลูก เข้าทำนองว่ายิ่งแก้เงื่อนกลับทำให้เงื่อนรัดแน่นมากขึ้น
หรือกลายเป็นปมของเชือกที่เพิ่มขึ้นจากเดิม
|
|
มีลูกศิษย์ของครูหมูอยู่คนหนึ่งค่ะ เพื่อนๆ ในชั้นยกให้เป็น "น้อง" เวลาที่น้องเล่นกับเพื่อนๆ
ต่างคนก็ต่างเล่นกันแรงๆ น้องก็มาบอกคุณครูว่า "พี่คนนั้นทำ พี่คนนั้นแกล้ง" คุณครูช่วยจัดการให้เกือบทุกครั้ง
น้องเลยเป็นคนช่างฟ้อง ไม่ยอมแก้ปัญหาอะไรด้วยตนเองเลย ครูได้งานแก้ปัญหานิสัยช่างฟ้องของน้องเพิ่มขึ้นมา
"น้อง" เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่ครูหมูเล่าให้ฟังที่จริงแล้วเด็กๆ จะมีวิธีการแก้ปัญหาหลายรูปแบบค่ะ
เช่น เด็กหลีกเลี่ยงปัญหาโดยไม่เข้าใกล้เพื่อนที่แกล้ง หรือใช้ความอดทนไม่พูดไม่เล่าให้ใครฟัง
ยอมให้เพื่อนแกล้งก็มี บางคนมีเลือดนักสู้ก็จะโต้ตอบกลับ เขาแกล้งไปอย่างไรก็เอาคืนไปแบบนั้น
แต่เด็กบางคนก็บอกให้คุณครูทราบว่าถูกเพื่อนแกล้งและก็มีบ้างที่บอกให้เพื่อนที่ตัวโตกว่า
ไปจัดการกับคนที่แกล้ง
มีเด็กคนหนึ่งถูกเพื่อนแกล้งมาคุยให้ครูหมูฟังว่า คุณพ่อบอกว่า "ใครรังแกให้ชกหน้ากลับเลย"
คุณครูต้องรีบทำความเข้าใจกับเด็กคนนั้นเสียใหม่ว่า เราจะไม่แกล้งหรือรังแกกัน
ถ้าใครถูกเพื่อนแกล้งให้บอกคุณครู เพราะคุณครูเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องดูแลเด็กๆ ในห้องเรียนของเรา
การที่เด็กไม่ยอมไปโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่ต้องหาสาเหตุให้ชัดค่ะ ว่ามีเหตุอื่นแอบแฝงหรือไม่
และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือรุนแรงสำหรับเด็ก อย่างเหตุการณ์เล็กน้อย
เช่น ถูกเพื่อนใช้คำพูดแหย่เล่นหรือแย่งของเล่นกัน บทบาทในการช่วยเหลือของเรา
ก็เพียงแต่ทำตัวให้เป็นที่พึ่งรับฟังเรื่องที่ลูกเล่า ด้วยสีหน้าท่าทางที่ตั้งใจรับฟัง
ช่วยกันคิดว่าจะพูดกับเพื่อนอย่างไรดี เช่น ลูกควรบอกเพื่อนว่าไม่ชอบให้เพื่อนทำแบบนั้น
ถ้าเพื่อนทำอีกก็จะไปบอกคุณครู เพียงเท่านี้เราก็ช่วยลูกให้มีกำลังใจ กล้าที่จะเข้าไปบอกเพื่อน
แต่ถ้าดูแล้วว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นควรเข้าไปช่วยเหลือเพราะความรู้สึกของลูกแย่เอามากๆ
คุณพ่อคุณแม่ต้องคุยกับคุณครูค่ะ เพราะว่าปัญหาที่เกิดขึ้นที่โรงเรียน
คุณครูอาจทราบปัญหาของลูกแล้วในระดับหนึ่งก็ได้ การติดต่อกับคุณครูโดยไม่ต้องให้เด็กรู้ทำได้ค่ะ
เช่น การเขียนจดหมาย โทรศัพท์ หรือนัดพบกับคุณครูเวลาที่เด็กนอนกลางวัน
คุณครูมีวิธีที่ละมุนละม่อมไม่ให้เกิดผลกระทบกับลูก เช่น คุณครูให้เด็กๆ ได้ทำกิจกรรมด้วยกัน
ต้องพึ่งพา เห็นความสำคัญซึ่งกันและกันหรือแยกกลุ่มบ้าง โอกาสในการแกล้งก็จะไม่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณครูก็จะเริ่มเฝ้าสังเกตลูกอย่างใกล้ชิดมากขึ้นแล้วค่ะ
การฝึกให้ลูกตั้งรับกับปัญหา และลองแก้ด้วยวิธีการของตนเองก่อน
ถ้าไม่ดีขึ้น พ่อแม่ก็ควรให้คำแนะนำลูกในการแก้ปัญหา และมาถึงขั้นสุดท้ายที่ผู้เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกัน
แก้ไขปัญหาด้วยวิธีนุ่มนวล ลูกจะมีความเข้มแข็งทางจิตใจ กล้าที่จะเผชิญปัญหาในอนาคตต่อไปค่ะ
คุณครูรุ่งรวี กนกวิบูลย์ศรี |
|
|