|
|
|
ลูกไม่สนใจทำการบ้าน
ลูกสาวอายุ 7 ขวบ ไม่ค่อยสนใจทำการบ้านและอ่านหนังสือเลย จะห่วงเล่น พอได้เวลาทำการบ้านประมาณ 1 ทุ่ม
ดิฉันก็เรียก แต่แกกลับไม่ฟังดิฉันเลย
|
|
|
แต่ละวันคุณครูจะให้แกอ่านหังสือวันละ 1 หน้า แกก็จะไม่ค่อยชอบอ่าน อ้างว่าอ่านได้
ดิฉันพยายามจะสอนหรือหาหนังสือมาสอนเพิ่มเติม ก็ไม่สนใจ ลูกดิฉันเรียนโรงเรียนวัดค่ะ
ดิฉันรู้ว่าแกเรียนเลขไม่ค่อยเข้าใจ ก็พยายามจะให้เขาทำเพิ่มจากที่คุณครูให้มาเพื่อจะได้ทำได้คล่องๆ แกก็ไม่เอา
ทำไมลูกจึงไม่เชื่อฟังดิฉันเลยคะ จะทำอย่างไรดีให้แกเป็นเด็กไม่ดื้อ เป็นลูกที่รัก
เห็นใจและเข้าใจดิฉันบ้าง ทำไมลูกของคนอื่นถึงรักและเป็นห่วงแม่ ช่วยเหลืองานบ้านได้บ้าง
อาจเป็นเพราะดิฉันไม่หัดเขาตั้งแต่เล็กๆ ก็ได้ ถ้าจะหัดหรือสอนตอนนี้ เขาจะรับไหมคะ
ดูมันยากจังเลยค่ะ
ดิฉันควรจะให้แกย้ายโรงเรียนไหมคะ เพราะดูคุณครูที่โรงเรียนวัดแห่งนี้จะไม่ค่อยใส่ใจนักเรียนเท่าที่ควร
คุณครูไม่พอกับจำนวนนักเรียน โรงเรียนจะหยุดประชุมบ่อยๆ แต่โรงเรียนแห่งนี้ก็เคยเป็นโรงเรียน
ที่ได้รับรางวัลดีเด่นหลายครั้ง ดิฉันว่ามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับโรงเรียน มันขึ้นอยู่กับตัวลูกดิฉันเองมากกว่า
มีอีกเรื่องหนึ่งค่ะ ลูกดิฉันเป็นคนใจดีมากๆ มีอะไรจะขนไปให้เพื่อนกินหมด
นมกล่องมีเป็นครึ่งโหล ก็เอาไปให้เพื่อนกินจนหมดทีเดียว เคยเรียกแกมาจะตี
ว่าทำไมทำแบบนี้ แกก็บอกว่าเพื่อนกินนิดเดียวไม่อิ่ม เพื่อนไม่มีเงินซื้อ พ่อแม่ไม่ให้เงินกินขนม
พอดิฉันฟังเหตุผลแกดิฉันก็ไม่ตีค่ะ พยายามจะไม่ซื้อของมาเยอะๆ ถ้าซื้อมาก็จะแอบเอาไว้
ดิฉันสอนเขาว่าแบ่งเพื่อนกินได้ แต่เอาไปกล่องเดียวแล้วแบ่งกันกิน อิ่มหรือไม่อิ่มก็ขอให้พอ
แต่เขาไม่ค่อยจะพอ
ส่วนเรื่องการบ้าน ดิฉันควรบังคับและตีแกไหมคะ
แสงเดือน ม่วงคลองใหม่
|
|
ปัญหาเรื่องการทำการบ้านเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจทั้งคุณพ่อคุณแม่และตัวลูกเอง
เพราะการเรียนของเด็กในปัจจุบันเคร่งเครียด และเอาจริงเอาจังมากขึ้นๆ แม้แต่เด็กอนุบาล 3
หรือประถม 1, 2 ก็มีการบ้านเป็นกอบเป็นกำแล้ว เมื่อเทียบกับการเรียนของเด็กในรุ่นพ่อแม่
จะยังไม่มีการบ้าน หรือมีบ้างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
|
|
สภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวในยุคปัจจุบัน ทำให้เด็กมีเวลาในการเล่นน้อยลง
อีกทั้งยังมีโทรทัศน์ และเกม computer ต่างๆ มาแบ่งเวลาที่มีอยู่น้อยนิดนั้นอีก
ทำให้การบ้านกลายเป็นส่วนเกินที่น่าเบื่อของเด็กๆ
เป็นเรื่องปกติที่เด็กวัย 7 ขวบจะยังไม่ร่วมมือดีนักในการทำการบ้าน
เพราะเด็กวัยนี้ยังไม่เข้าใจถึงประโยชน์และความจำเป็นของการทำการบ้าน
เด็กยังมองไม่เหมือนพ่อแม่ที่เห็นว่าการตั้งใจทำการบ้านจะทำให้เขาเรียนดี การที่เขาเรียนดี
จะทำให้เขามีอาชีพที่ดีต่อไปในภายภาคหน้า มีความมั่นคงในอนาคต
เด็กมองเห็นเพียงว่าการทำการบ้านนั้นเป็นเรื่องไม่สนุก ทำให้ไม่ได้เล่น หรืออดดูโทรทัศน์
ยิ่งหากการบ้านเป็นเหตุที่ทำให้เขาถูกดุว่า ถูกลงโทษเป็นประจำ ก็ยิ่งทำให้เขามีทัศนคติไม่ดีต่อการทำการบ้าน
ทำให้เด็กมักอ้างเหตุผลต่างๆ นานา หรือพยายามหลีกเลี่ยง ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้คุณพ่อคุณแม่
เกิดอารมณ์โกรธจนเป็นปากเป็นเสียงกันได้ง่าย ดังนั้น จึงไม่ใช่ว่าลูกไม่รักหรือไม่เห็นใจคุณแม่
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน การสอนให้เขารับผิดชอบในเรื่องการทำการบ้านหรืออ่านหนังสือ
เป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนได้ และเริ่มขณะนี้ก็ยังไม่สาย ซึ่งพอสรุปได้เป็นข้อๆ ดังนี้
1. คุณแม่ต้องกำหนดเวลาทำการบ้านให้ชัดเจนว่า จะเริ่มตั้งแต่เวลาไหนถึงเวลาไหนในแต่ละวัน
กำหนดให้เป็นกิจวัตร ในวัยนี้ควรใช้เวลาประมาณ 30 นาที - 1 ชั่วโมง เลือกเวลาที่คิดว่าเด็กยังมีสมาธิ
และสดชื่นไม่เหนื่อยหรือง่วงเกินไป ไม่มีอะไรมาดึงความสนใจ เช่น รายการโปรดทางทีวี
2. จัดกิจวัตรในช่วงเย็นหลังกลับจากโรงเรียนให้เป็นระบบแน่นอน ว่าต้องทำอะไรก่อน-หลัง
เช่นกลับจากโรงเรียนออกไปวิ่งเล่น หลังจากวิ่งเล่นกลับมาทานข้าว และอาบน้ำ หลังจากอาบน้ำทำการบ้าน
ดูทีวี ดื่มนม แปรงฟัน เข้านอน ให้ปฏิบัติตามลำดับสม่ำเสมอทุกวันจนเป็นความเคยชิน
จนเมื่อทำกิจกรรมหนึ่งอยู่ เด็กก็จะรู้แล้วว่าเขาจะต้องทำกิจกรรมใดต่อไป
3. กำหนดผู้ที่มีหน้าที่ดูแลช่วยเหลือเด็กขณะทำการบ้านให้ชัดเจน
และจัดเวลาเพื่อดูแลเด็กขณะทำการบ้านหรือทบทวนบทเรียน อ่านหนังสือ
เพราะเด็กวัยนี้ยังไม่สามารถปล่อยให้รับผิดชอบกิจวัตรวัตรของตัวเองได้อย่างสม่ำเสมอ
จำเป็นต้องมีผู้คอยกำกับดูแลให้ปฏิบัติตามข้อที่ตกลงกันไว้
4. หาสถานที่ ที่สงบสำหรับเด็กทำการบ้าน ไม่มีเสียงรบกวน ไม่อยู่หน้าทีวี ไม่มีของเล่น
หนังสือการ์ตูน มาวางล่อความสนใจอยู่ใกล้ๆ นั้น เพื่อไม่ให้เด็กวอกแวก
และควรเป็นบริเวณที่อยู่ในสายตาของผู้ดูแลด้วย จัดเตรียมโต๊ะ เก้าอี้ ประจำที่เขาจะใช้ในการนี้
และทุกครั้งให้มาทำในที่เดิม
5. พยายามรักษาบรรยากาศในขณะที่ทำการบ้านหรืออ่านหนังสือ ให้เป็นบรรยากาศที่ผ่อนคลาย
ไม่เคร่งเครียด ไม่เป็นช่วงเวลาที่จะมาดุว่า ลงโทษ หรือทะเลาะกัน
6. เมื่อถึงเวลาทำการบ้าน ถ้าเด็กยังไม่มานั่งทำ ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลจะต้องไปเตือน
ที่สำคัญคือเมื่อเตือนแล้วต้องติดตามว่าเด็กทำตามหรือไม่ ถ้าเด็กยังไม่มีท่าทีตอบสนองต้องลงมือปฏิบัติ
คือเดินเข้าไปสัมผัสหรือจูงมือพาเขามาที่นั่งทำการบ้าน หลีกเลี่ยงการพร่ำบ่น
หรือเรียกซ้ำซากโดยที่ไม่ลงมือทำอะไร เพราะจะทำให้เด็กเรียนรู้การต่อรอง หลีกเลี่ยง
ซึ่งผู้ดูแลก็จะอารมณ์เสีย
7. สร้างแรงเสริมและทัศนคติที่ดีต่อการทำการบ้าน พยายามใช้อารมณ์ขันแนะนำบทเรียนให้สนุก
ดูน่าสนใจ หากวันไหนลูกรับผิดชอบได้ดี ตั้งใจทำ คุณแม่ต้องไม่ลืมที่จะชมเชย
บอกให้ลูกทราบถึงพฤติกรรมที่ดีของเขาในวันนั้น
ในเด็กวัยนี้หมอคิดว่า คุณแม่ให้ทำเพียงการบ้านทบทวนตามที่คุณครูมอบหมายมาก็พอ
ยังไม่จำเป็นที่จะต้องหาบทเรียนอื่นๆ มาเพิ่มเติม เพราะอาจมากเกินไป การควบคุมดูแลลูกทำการบ้านนั้น
บางคนอาจจะมองดูว่าเป็นเรื่องเล็กๆ แต่บางครั้งแล้วอาจจะไม่ง่ายเลย เพราะต้องใช้ทั้งเวลา
ทั้งพลังใจที่จะควบคุมอารมณ์ของตัวเราเอง ไม่ให้หงุดหงิดโมโห ซึ่งจะทำให้บรรยากาศของการเรียนรู้เสียไป
ขอให้คุณแม่อดทนทำอย่างสม่ำเสมอและไม่หวั่นไหวต่อคำต่อรอง หรือข้ออ้างต่างๆ ของเด็ก
เรื่องการบ้านนั้นจำเป็นต้องเอาจริงถ้าเด็กไม่ร่วมมือ เพราะถือเป็นเรื่องในความรับผิดชอบที่เขาต้องทำ
แต่หากคุณแม่ปฏิบัติตามที่แนะนำมา ก็ไม่จำเป็นต้องใช้การตี เพียงแต่ใช้ท่าทีที่หนักแน่นจริงจัง
แต่สงบที่จะจัดการกับเขา เด็กจะค่อยๆ ยอมรับในกิจวัตรนี้ และคุ้นเคยกับการทำจนเป็นเรื่องปกติวิสัย
ส่วนเรื่องที่คุณแม่เห็นว่าลูกเป็นคนที่ใจดีมากๆ นั้นจริงๆ แล้วนับว่าเป็นส่วนดีในแง่ที่เขาเป็นเด็กที่มีน้ำใจ
รู้จักแบ่งปัน เพียงแต่ด้วยวัยของเขาที่เป็นเด็ก อาจจะยังพิจารณาอะไรได้ไม่เหมาะสมว่าแค่ไหนที่กำลังพอดี
ไม่มากไม่น้อย ฉะนั้น การที่คุณแม่คอยให้คำแนะนำ ชี้เหตุชี้ผลให้เด็กทราบก็คงเพียงพอที่เขาจะได้เข้าใจและเรียนรู้
ปัญหาของลูกคุณแม่นั้น เป็นลักษณะปกติทั่วไปของเด็กในวัยนี้ หมอเชื่อมั่นว่าคุณแม่จะฝึกฝน
และแก้ไขปัญหานี้ให้ผ่านไปได้โดยไม่ยากเกินไปครับ
ผศ.นพ.ชาตรี วิฑูรชาติ |
|
|