อยากให้ใช้ E.Q. มาเกณฑ์กับรับเด็กเข้าเรียนชั้นอนุบาล

เมื่อไรกระทรวงศึกษาธิการ จะมีการใช้ E.Q. มาเป็นเกณฑ์ในการรับเด็กเข้าเรียนชั้นอนุบาล (แทนที่จะใช้เกณฑ์เดิมคือเด็กที่เกิดไม่เกินวันที่ 15 พ.ค.) เพราะเด็กบางคนเกิดหลัง 15 พ.ค. แต่ไอคิว อีคิวดูน่าจะเรียนได้แล้ว แต่กลับต้องเสียเวลาไปอีก 1 ปี โดยเปล่าประโยชน์

วีณา/กทม.






ก่อนอื่นขอชมเชยผู้ถามว่า มีความคิดที่น่าสนใจยิ่ง แต่ในขณะนี้ทั่วโลกดังเช่น ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษเขาใช้เกณฑ์วันสุดท้าย (Cut Off) คือวันที่ 31 สิงหาคม หากเด็กที่นั้นขึ้นป.1 ก็ต้องมีอายุครบ 6 ปี ทั้งนี้ทำไมกระทรวงศึกษาธิการทั้งในประเทศและต่างประเทศ ถึงได้ใช้เกณฑ์อายุเป็นตัวกำหนด เพราะการศึกษาต้องคำนึงถึงวุฒิภาวะเป็นสำคัญ และวุฒิภาวะนี้ก็คือการเจริญเติบโต การมีพัฒนาการในทุกๆ ด้านของเด็ก ซึ่งเราต้องจัดระบบหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องและชัดเจนกับอายุของเด็ก โดยเฉพาะพัฒนาการของเด็กวัยนั้นๆ ด้วยว่าเป็นอย่างไร เพราะมีความสัมพันธ์กับการให้การศึกษา
สำหรับเด็กเรียนเร็วหรือเข้าเรียนเมื่ออายุน้อย ดิฉันมีความเห็นว่าจะสูญเสียโอกาสในหลายเรื่อง เช่น ภาวะการเป็นผู้นำ และไม่มั่นใจในตนเอง ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนสำคัญมาก การที่คุณแม่บอกว่าลูกคุณเป็นคนมีอีคิวดีนั้น ประเทศแถบสแกดิเนเวียบอกเลยว่า เด็กที่จะเข้าเรียนก่อนเกณฑ์ ป.1 (6 ขวบ) ต้องมีการตัดสินใจจากนักจิตวิทยา บางครั้งต้องเป็นแพทย์ที่จบทางด้านจิตเวชเด็กด้วยซ้ำเพื่อดูว่าเด็กมีวุฒิภาวะพร้อมจริงๆ ไม่ใช่เพียงคุณแม่ดูเท่านั้น และถ้ามีการยืนยันมาจากแพทย์ว่าเด็กคนนี้มีความสามารถพิเศษจริง ก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้ แต่ต้องมีการทำงานระหว่างหมอ ผู้ปกครอง โรงเรียน ถึงจะไปถึงจุดนั้นได้

นอกจากนี้ดิฉันมีข้อสังเกตว่าในปัจจุบัน เครื่องมืออีคิวยังไม่มีความเที่ยงตรงแน่นอน เป็นแบบสังเกตเท่านั้น ไม่ว่าจะวัดไอคิวหรืออีคิวที่ออกมาเป็นคะแนน จะไม่วัดในเด็กที่อายุต่ำกว่า 6 ขวบ เพราะมีโอกาสที่จะไม่เที่ยงตรงได้มาก อย่างเด็กไม่สบายหรือหงุดหงิด เขาก็จะไม่ยอมทำตามคำสั่ง ซึ่งเด็กวัยนี้เป็นวัยที่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง หากคุณแม่บอกว่าเด็กเป็นคนมีอีคิวดี ก็หมายถึงเป็นข้อสังเกตของผู้ใหญ่เท่านั้น

หากคุณแม่มั่นใจว่าลูกเป็นคนมีอีคิวดีก็ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าโรงเรียนได้เร็ว เพราะต้องมีสิ่งควบคู่กันไปอย่างไอคิว หากลูกเข้าไปแล้วมีการเรียนภาษาไทย มีตัวพยัญชนะซับซ้อน เด็กก็ยังไม่สามารถเรียนรู้ได้สูงสุดอยู่ดี และประการสุดท้ายการที่คุณแม่คิดว่าเสียเวลาไปอีก 1 ปี โดยเปล่าประโยชน์นั้น แสดงว่าคุณแม่ผู้ถามยังไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษา นั่นคือการสั่งสมประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเด็กอนุบาล คือการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษา ฉะนั้นที่คิดว่าลูกจะเรียนช้าเป็นการคิดไปเอง

ดังนั้นการที่ลูกได้สั่งสมประสบการณ์คือการลงทุนระยะยาว การอยู่ในอนุบาลอีก 1 ปี ในสภาพโรงเรียนที่ดี ครูที่ดี ไม่ใช่การเสียเวลาไปเปล่าประโยชน์เลย อย่างเวลามีคุณพ่อคุณแม่มาต่อรองว่าลูกเขียนหนังสือได้แล้วให้ขึ้นป.1 เลยได้ไหม ก็จะอธิบายให้เขาเข้าใจว่า การเรียนเร็วจะสูญเสียโอกาสมาก อย่างเรื่องการเล่น เด็กอนุบาล 3 จะสามารถเล่นร่วมกับคนอื่นได้แล้ว รู้จักบทบาทผู้นำ ผู้ตาม เคารพกฎเกณฑ์ หากเด็กไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้ เมื่อขึ้นป.1 เวลาเรียนหรือทำกิจกรรม เด็กจะไม่สามารถปฏิบัติให้สอดคล้องกับหน้าที่ได้ การเรียนแบบร่วมมือมันก็จะไม่เกิน เข้ากับใครไม่ค่อยได้ส่งผลให้ไม่อยากเรียนหนังสือ "หรือจะคิดว่าใครๆ ก็ไม่รักผม"

ดร.วรนาท รักสกุลไทย




(update 8 กรกฎาคม 2003)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่  ปีที่ 8 ฉบับที่ 87 มกราคม 2546 ]



[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600