ชอบเหม่อ สมาธิสั้นหรือเปล่า

ดิฉันมีปัญหาที่ไม่รู้จะถามใคร เพราะไม่แน่ใจว่าคิดมากไปหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ คือ มันชวนให้หงุดหงิดเหลือเกิน ลูกชายอายุ 8 ปี อยู่ชั้นป.2 เป็นลูกคนโต เขาเป็นเด็กที่ชักช้า อืดอาด เอามากๆ ทำอะไรช้าทุกอย่าง ต้องคอยเร่งตลอด ถ้าเป็นรถไฟก็เป็นรถหวานเย็นน่ะค่ะ (ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง) และที่สำคัญเขาดูไม่ค่อยมีสมาธิ มักจะทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายไม่เสร็จ สังเกตว่าถ้าเขาทำอะไรอยู่แล้วมีสิ่งมาดึงความสนใจเขาก็จะไปสนใจสิ่งนั้นทันทีจนลืมสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ (บางครั้งไม่น่าจะเป็นสิ่งกระตุ้น เช่น มีคนเดินผ่าน หรือคนพูดกัน) รวมทั้งการเล่น การวาดภาพ การเรียน ทำการบ้าน หรือแม้แต่เวลาทานข้าว หากไม่มีสิ่งอื่นมากระตุ้นบางทีเขาก็เหม่อ มองไปไกลๆ ต้องคอยเรียกตลอด พอถามเขาก็บอกว่าไม่ได้มองอะไร
การเรียนเขาอยู่ในเกณฑ์ดี ได้คะแนนมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ตลอด ที่โรงเรียนคุณครูก็บอกเหมือนกันว่าเขาก็เหม่อ บางทีก็เหม่อมองหน้าครู บางทีก็เหม่อดูเพื่อนทำงานจนตัวเองทำงานไม่เสร็จเป็นประจำ คุณครูหลายท่านบอกเหมือนกันว่าเขาเป็นเด็กฉลาด รับรู้ได้เร็ว แต่ไม่ค่อยมีสมาธิ แต่เขาไม่เหมือนเด็กสมาธิสั้นที่เคยทราบ เพราะเขาไม่ค่อยซน เป็นเด็กเฉยๆ นิ่งๆ ไม่ชอบเล่นรุนแรง ไม่ชอบเล่นกีฬา มักจะชอบนั่งนิ่งๆ หรือเล่นเกม ที่ชอบมากคือการอ่านหนังสือ ตอนอยู่โรงเรียนตอนเที่ยง เขาก็จะเข้าห้องสมุดเป็นประจำ ต้องคอยกระตุ้นให้วิ่งเล่นออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา เพราะเขาค่อนข้างอ้วนและมีปัญหาเรื่องภูมิแพ้หอบหืด เขามีทอนซิลโต แต่คุณหมอว่ายังไม่จำเป็นต้องตัดออก ทำให้ตอนกลางคืนมีนอนกรนบ้าง โดยทั่วไปสุขภาพเขาก็แข็งแรงดีร่าเริงดี ปกติไม่ค่อยได้ให้ดูทีวี และไม่ค่อยได้ให้เล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ค่ะ

ที่ให้ข้อมูลมาเยอะเพราะอย่างที่บอกคือไม่แน่ใจว่าเป็นปัญหาหรือเปล่า บางทีไปถามคนอื่นเขาก็บอกว่าเป็นเรื่องปกติของเด็กๆ บางคนก็เหมือนสมาธิสั้น บางคนก็บอกว่าโตขึ้นก็จะดีเอง แต่ดิฉันเกรงว่าถ้าหากโตขึ้นเขายังเป็นอย่างนี้ เขาคงแย่ เพราะการเรียนก็จะยากขึ้นเรื่อยๆ และที่สำคัญมันจะทำให้สัมพันธภาพของเราแย่ลง เพราะเห็นทีไรก็หงุดหงิดทุกที ซึ่งเดี๋ยวนี้เป็นทุกวันเลยค่ะ เคยพาไปหาหมอที่โรงพยาบาล แต่ไปไม่ถึงจิตแพทย์ เพราะคุณหมอเด็กบอกว่าลูกเป็นปกติดี (ต้องผ่านคลินิกเด็กทั่วไปก่อน) แต่ก็ไม่ได้ให้คำแนะนำอะไร เพียงแต่ยืนยันว่าลูกเป็นปกติ หากตามที่ให้ข้อมูลมาเป็นเรื่องปกติของเด็ก ก็ขอวิธีปรับเปลี่ยนให้เขามีสมาธิมากกว่านี้ และไม่อืดอาดแบบนี้ค่ะ

สมาชิกเดิมๆ




ก่อนอื่นต้องขอชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับโรคสมาธิสั้นสำหรับคุณ "สมาชิกเดิมๆ" และท่านผู้อ่านโดยรวมก่อนค่ะ โรคสมาธิสั้น เป็นชื่อโรคในภาษาไทยที่ตรงกับชื่อภาษาอังกฤษทางการแพทย์ว่า Attention Deficit Hyperactivity Disorder ซึ่งกลายเป็นชื่อย่อง่ายที่คุณพ่อคุณแม่อาจคุ้นเคยกันมากขึ้นว่า ADHD ในบางกรณีชื่อนี้อาจถูกเรียกด้วยคำง่ายๆ อื่นๆ เช่น เด็กไฮเปอร์ เด็กสมาธิบกพร่อง ฯลฯ จนหลายท่านสับสนว่าคำเหล่านี้มีความหมายเดียวกันหรือไม่ และต้องมีอาการอย่างไร
จากชื่อภาษาอังกฤษทางการแพทย์ หากท่านผู้อ่านเปิดพจนานุกรมอังกฤษ-ไทย แปลความคำต่อคำแล้ว จะเห็นได้ว่าโรคนี้มีองค์ประกอบอยู่ 2 ส่วน คือ ส่วนของ Ateention Deficit ซึ่งหมายถึงสมาธิบกพร่อง และส่วนของ Hyperactivity ที่หมายถึงความซุกซนมากอยู่ไม่นิ่ง ทั้งสองส่วนนี้ คือ อชนิดย่อยของโรคค่ะ เด็กที่เป็นโรคนี้จึงอาจมีเฉพาะอาการบกพร่องของสมาธิ โดยไม่ซุกซนมากนัก หรืออาจจะมีความซุกซนมากอยู่ไม่นิ่งเป็นอาการเด่น หรืออาจมีทั้งสองอาการร่วมกันเลยก็ได้ ในระยะหลังๆ แพทย์ให้ความสนใจกับกลุ่ม ที่มีปัญหาของสมาธิเพียงอย่างเดียวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นกลุ่มที่มีโอกาส "ตกสำรวจ" จนถูกละเลยหรือเข้าใจผิดว่าเป็นเด็กเกียจคร้าน เด็กขาดแรงจูงใจหรือแม้แต่เด็กปัญญาอ่อนได้ ทั้งที่หนูน้อยกำลังเจ็บป่วยด้วยโรคสมาธิสั้นอยู่

สภาพส่วนหนึ่งของลูกชายที่คุณ "สมาชิกเดิมๆ" เล่ามาทำให้ดิฉันอดไม่ได้ที่จะนึกถึง กลุ่มของเด็กสมาธิสั้นที่มีอาการเด่นเฉพาะการขาดสมาธิโดยไม่มีอาการซุกซนอยู่ไม่นิ่งให้เห็น อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญในการวินิจฉัยอีกประการหนึ่งก็คือ การที่อาการจะต้องรบกวนพัฒนาการ การเรียนรู้และการดำรงชีวิตโดยรวมของเด็กด้วย

การที่คุณหมอที่โรงพยาบาลสรุปว่าลูกของคุณเป็นปกติจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ด้วยเหตุที่หนุ่มน้อยมีผลการเรียนดีเด่นขนาดนี้ มิหนำซ้ำยังใช้เวลาว่างด้วยการอ่านหนังสือ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิสูงมากิจกรรมหนึ่ง

ลูกชายของคุณ "สมาชิกเดิมๆ" อาจมีอาการเล็กน้อยของสมาธิสั้นรบกวนอยู่บ้าง แต่ความที่เป็นเด็กฉลาด จึงทำให้ปรับตัวต่อกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตได้ดีทีเดียว ในสภาพเช่นนี้คุณแม่อาจช่วยพัฒนาลูกเพิ่มเติมเองได้ ด้วยการให้โอกาสเด็กได้เรียนรู้ สิ่งที่ต้องปรับปรุงเพิ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไป ท่าทีที่คุณแม่ประเมินหรือตัดสินว่าลูกชักช้า อืดอาด และต้องคอยเร่งตลอดอาจนำมาซึ่งปัญหาทางอารมณ์ รวมถึงภาวะวิตกกังวล ซึ่งทำให้เด็กมีลักษณะเหม่อลอย หรือถูกเบนความสนใจได้ง่ายดาย ไม่อยากเล่นสนุกสนานตามวัย หรือแม้แต่การหมกหมุ่นกับการกินอาหารจนโรคอ้วนถามหาได้

ดิฉันขอเรียนเสนอให้คุณแม่คลายความรู้สึกหงุดหงิดต่อการเร่งเร้าลูกลงบ้างระดับหนึ่ง หันมาชื่นชมให้กำลังใจในสิ่งที่ลูกทำได้ดีแล้ว และชักชวนให้ลูก "เร่งมือ" ในกิจกรรมของชีวิตด้วยวิธีทางบวก เช่น การให้แรงจูงใจเพิ่มเติม ทำให้กิจกรรมมีความสนุกสนานมากขึ้น สร้างบรรยากาศผ่อนคลายที่ส่งเสริมให้ลูกบอกเล่าสิ่งต่างๆ รวมทั้งความรู้สึกที่มีให้พ่อแม่ได้รับรู้ด้วย ฯลฯ อีกประเด็นหนึ่งที่ดิฉันอดเป็นห่วงไม่ได้คือ การที่คุณแม่ควรส่งเสริมให้ลูกมีโอกาสพัฒนา ทักษะทางสังคมเพิ่มขึ้นด้วยค่ะ

ปัญหาทางจิตเวชเด็กหลายรูปแบบอาจมีอาการปรากฏอย่างน้อยๆ และเริ่มชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ หากคุณแม่ได้พยายามแก้ปัญหาแล้ว แต่กลับพบว่า การเรียนในชั้นที่ยากขึ้นได้รับผลกระทบ จากความเหม่อลอยของลูกอยู่ คุณสามารถพาลูกไปรับการประเมินซ้ำ หรือให้แพทย์ได้มีโอกาสติดตามอาการเป็นระยะ ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่จิตแพทย์ใช้อยู่แล้ว สำหรับการวินิจฉัยเด็กที่มีอาการโรคเล็กน้อยหรือไม่ชัดเจน เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงที ก่อนที่ปัญหาจะเริ่มส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต

พ.ญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์




(update 19 พฤษภาคม 2003)
[ ที่มา.. life & family   ปีที่ 7 ฉบับที่ 81 ธันวาคม 2545 ]



[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600