|
|
|
อยากช่วยครูสอนลูก
ดิฉันมีลูกชายวัย 12 ขวบ กำลังเรียนอยู่ในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง
คิดว่าการที่ลูกเรียนในโรงเรียนซึ่งมีเด็กมากมาย อาจทำให้ครูดูแลไม่ทั่วถึง
ดิฉันจึงอยากจะขอคำแนะนำสำหรับการเป็นครูของลูก เพื่อเสริมบทบาทของครูในโรงเรียน
โดยไม่ต้องตระเวนพาลูกไปเรียนพิเศษตามสถานที่ต่างๆ อย่างที่ใครๆ ทำกัน
รบกวนอาจารย์ช่วยแนะนำด้วยนะคะ
คุณแม่ของลูก
|
|
ปัจจุบันมีคุณพ่อคุณแม่หลายท่านสนใจ เอาใจใส่ต่อการเรียนของลูกมากขึ้น
ซึ่งบางครั้งอาจสนับสนุนให้ลูกเรียนพิเศษ โดยคิดว่าเป็นการเพิ่มพูนความรู้ให้กับลูก
บางครอบครัวนอกจากให้เรียนพิเศษเสริมความรู้ (ด้านวิชาการ) ยังมีการเรียนเสริมความรู้ด้านภาษา
(อังกฤษ/จีน/ญี่ปุ่น) ดนตรี นาฏศิลป์ วาดภาพ ร้องเพลง การต่อสู้ป้องกันตัว และอื่นๆ อีกมากมาย
โดยคุณพ่อคุณแม่หลายท่านมีความคิดว่า ต้องให้ลูกเรียนดี (เก่ง) มีความสามารถ (เหนือกว่าคนอื่นๆ)
เพราะอาจจะคิดว่าอยู่ในโลกของการแข่งขัน ถ้าลูกเรามีความสามารถเหนือกว่าคนอื่น
ย่อมอยู่ในโลกใบนี้ได้
|
|
หลายครอบครัวคิดเช่นนั้น จนลืมนึกถึงชีวิตของลูกว่า เป็นวัยเด็กหรือวัยรุ่น
เด็กเหล่านี้ชีวิตประจำวันเต็มไปด้วยการเรียนเพื่อสอบแข่งขัน เด็กจึงต้องเรียนพิเศษ
เรียนกิจกรรมพิเศษมากมาย เพราะต้องการความเป็นเลิศกว่าคนอื่น ลูกไม่มีเวลาพักผ่อน
พ่อแม่ไม่มีเวลาพักผ่อน อาจต้องขับรถรับ-ส่ง กลับกลายเป็นว่าชีวิตของเด็กเองที่จะคิดแบบอิสระ
เล่นแบบอิสระ ไม่ได้อยู่ในวิถีของวัยเด็ก
การเล่นที่เป็นอิสระและธรรมชาติของเด็กนั้น เป็นวิธีการเรียนรู้ด้วยตัวเองวิธีหนึ่ง
เด็กได้รู้จักทดลองลงมือทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง รู้จักแก้ปัญหา รู้จักหาทางเลือกที่ดีที่สุด
เป็นการเล่นที่ธรรมดาๆ ไม่ต้องเสียเงินทอง ไม่ต้องเสียเวลา เพราะอยู่กับบ้านก็เล่นได้
ถ้าพ่อ-แม่จะมีส่วนร่วมด้วยก็ได้ จะทำให้สายสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวแน่นแฟ้นขึ้น
เมื่อลูกมีปัญหาหรือสงสัยในการเล่น อาจจะมีพ่อแม่เป็นที่ปรึกษาอยู่ใกล้ๆ
สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือการเรียนรู้ที่แท้จริงของลูก ที่ลูกจะสะสมเป็นทักษะชีวิตไปเรื่อยๆ
ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ มิใช่ทุกอย่างถูกใส่ถูกบอกอยู่ตลอดเวลา
โดยไม่ทันได้คิดเองจากการเล่นในชีวิตจริงๆ ตามธรรมชาติ
เด็กบางคนอาจเอากล่องกระดาษที่พ่อแม่ทิ้งมาประดิษฐ์เป็นของเล่นหรือเกมต่างๆ
เอาขวดน้ำพลาสติก มาประดิษฐ์เป็นของใช้ (ประดิษฐ์วัสดุเหลือใช้) มีเด็กนักเรียนที่โรงเรียน
เขาเอาขวดพลาสติกมาประดิษฐ์เป็นโคมไฟ และต่อวงจรไฟฟ้าง่ายๆ เด็กได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ
ในการต่อวงจรไฟฟ้าอย่างง่าย (วิทยาศาสตร์) และเอาขวดน้ำพลาสติกมาต่อประดิษฐ์ตกแต่ง
เป็นรูปโคมไฟอย่างสวยงาม และเขารู้สึกภาคภูมิใจ เขาวางไว้หัวนอน ใช้ของที่เขาทำขึ้นเอง (ประหยัด)
สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้ บางโรงเรียนไม่ได้สอนเด็กในลักษณะสอนแบบให้เด็กมีวิธีการที่คิดเป็น
ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น (ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง) หรือสอนให้เด็กรู้วิธีการเรียนรู้
แต่ครูอาจสอนแบบบอกความรู้ให้เด็กจดจำ ซึ่งถ้าเด็กสามารถจำได้หมดตั้งแต่เล็กจนโต
คงผิดปกติแน่ เด็กจะจำเฉพาะชั่วคราวแล้วก็จะลืม ไปชั้นใหม่ ปีใหม่ เราก็สอน (บอก)
ความรู้กันใหม่ แต่ถ้าเด็กได้เรียนรู้ด้วยการลงมือทำเอง หาคำตอบด้วยตนเอง
โดยครูเป็นผู้ประสานงาน เป็นที่ปรึกษา หรือผู้วางแผนเพื่อให้เกิดกิจกรรม แต่ผู้ลงมือทำคือตัวเด็กเอง
เด็กได้ผ่านขั้นตอนการเรียนรู้ต่างๆ ด้วยตนเอง อาจจะมีทั้งถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง
เด็กจะแสวงหาวิธีการหรือคำตอบที่ไม่ถูกต้องไปสู่วิธีการหรือคำตอบที่ถูกต้อง
ตรงนี้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ไม่มีวันลืม
ในฐานะพ่อแม่ ก่อนลูกเข้าโรงเรียน ท่านคือครูคนแรกของลูก ลูกจะเรียนรู้จากท่าน
ด้วยภาษาพูดที่เป็นธรรมชาติ (ฟัง พูด) โดยเด็กไม่ได้เข้าโรงเรียน เด็กสามารถสื่อภาษากับท่านได้ทั้งคำและประโยค
พอเด็กเข้าโรงเรียน ท่านคิดว่าลูกท่านต้องไปรับวิชาการต่างๆ จากโรงเรียน บางโรงเรียนเข้าใจเด็ก
ก็สอนเด็กแบบเตรียมความพร้อมทางด้านกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา และเป็นการฟัง-พูด (ภาษาธรรมชาติ)
ในช่วงวัย 3-5 ปี (เตรียมความพร้อม) ซึ่งจินตนาการความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในช่วงนี้เด็กมีสูงมาก
ถ้าครูเข้าใจวิธีการให้เด็กเรียนรู้ ก็จะทำให้เด็กมีพื้นฐานที่มั่นคงต่อไปในอนาคต
สำหรับลูกของท่านนั้น อายุ 12 แล้ว ย่างเข้าสู่วัยรุ่นตอนต้น คิดว่าอยู่ระดับป.5-ม.1
ถ้าคุณแม่จะเสริมบทบาทของการเป็นครูของลูก ความจริงแล้ว เสริมบางประการได้ตลอดเวลาตั้งแต่เล็ก
ดังได้กล่าวไปแล้วข้างต้น วิชาการต่างๆ คงจะไม่จำเป็นต้องสอนให้ท่องหรือแบบถามตอบ ก ข ค ง
แต่อาจใช้วิธีพาลูกไปเที่ยว เช่น สวนสาธารณะ หรือซื้อต้นไม้ก็อาจจะพูดคุยกับลูกถึงไม้ยืนต้น
ไม้ล้มลุก ใบเลี้ยงคู่ ใบ ดอก กิ่ง ฯลฯ ลูกได้เรียนรู้จากของจริง พบเห็นจริง ไม่จำกัดเรื่องเวลา
หรือเรียนประวัติศาสตร์จังหวัดอยุธยา อาจพาไปดูสถานที่สำคัญต่างๆ ด้วยกัน
พูดคุยหรือสอนให้ลูกจดบันทึกสั้นๆ ถ่ายภาพสถานที่สำคัญต่างๆ
อาจเข้าครัวทำอาหารและชวนลูกเข้าครัวด้วย ช่วยล้างผัก หั่นผัก หรือล้างเนื้อสัตว์
พูดคุยเกี่ยวกับอาหาร ที่เราจะทำวันนี้ มีอะไรบ้าง ถ้าจะแยกเป็นหมวดหมู่ของอาหารจะอยู่หมู่อะไรบ้าง
เช่น ผัก ข้าว เนื้อสัตว์ และที่เราทานสิ่งเหล่านี้เข้าไป มันไปช่วยในการบำรุง
ซ่อมแซมในส่วนใดของร่างกายบ้าง ฯลฯ
เด็กจะรู้สึกว่า ไม่ได้เรียนรู้แบบนั่งในห้องสี่เหลี่ยมเท่านั้น สิ่งที่อยู่รอบตัวเขานั้น
คือสิ่งที่เขาต้องสนใจและเรียนรู้ทั้งสิ้น และบทเรียนของนักเรียนทุกโรงเรียน
ถ้าครูวิเคราะห์หลักสูตรให้ดี ครูจะเห็นว่าทุกวิชาเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ทั้งสิ้น
และสิ่งเหล่านั้นจะต้องเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของเด็กเอง มิใช่การเรียนเพื่อสอบ
แต่เรียนเพื่อชีวิตของผู้เรียนนั่นเอง
คุณแม่ลองพิจารณานะคะ ว่าจำเป็นหรือไม่ที่ลูกจะต้องเรียนพิเศษเหมือนลูกของพ่อแม่อื่น
ถ้าท่านต้องการให้ลูกเป็นคนดี (มีคุณธรรม จริยธรรม) มีความสามารถ (เก่ง) ตามศักยภาพของเขา
และมีความสุขในชีวิตการเรียนรู้ (ไม่เครียด) คุณพ่อคุณแม่จะเป็นตัวแบบ
หรือครูที่ต้องเรียนรู้พร้อมกับลูกไปจนตลอดชีวิต
อ.มัณฑริกา วิฑูรชาติ
ผอ.โรงเรียนมีนประสาทวิทยา |
|
|