|
|
|
ไม่สนใจคณิต-วิทย์
ผมมีลูกชายวัยรุ่น กำลังเรียนอยู่ชั้นม.3 ลูกเป็นเด็กหัวดี เรียนพอใช้ได้ แต่เท่าที่สังเกต
เขาไม่ค่อยสนใจเรียนวิชาหลักๆ อย่างคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ แต่กลับไปชอบวิชาที่ไม่ต้องเข้มงวด
อย่างวิชา พละ ศิลป โดยเฉพาะศิลปะนี่จะชอบมากเป็นพิเศษ ในขณะที่การเรียน และชีวิตประจำวันในทุกวันนี้
จำเป็นต้องใช้วิชาหลักๆ ผมเลยเป็นห่วง กลัวลูกแตกต่างจากเพื่อน และจะอยู่ในสังคมหมู่มากลำบาก
|
|
|
คุณดี้จะแนะนำได้ไหมครับว่า ผมควรจะใช้วิธีการใดฝึกให้ลูกเป็นคนมีความรับผิดชอบ
และเรียนรู้ว่าเขาจำเป็นต้องมีความรู้ในวิชาเหล่านั้น
ภูมิพันธุ์
|
|
ก่อนอื่น ต้องขอบอกว่า ผมรู้สึกขอบคุณที่ให้เกียรติผมมาก ที่ขอให้ผมแนะนำในสิ่งที่ผมเองก็ไม่เคยมีเอง
คือลูก ผมจะรู้สึกดีทุกครั้งที่มีผู้อ่านถามความเห็นผมเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก ในขณะเดียวกันก็อิจฉาคุณๆ
ไปทุกครั้งเหมือนกัน
|
|
ผมว่านะ ลูกชายคุณแสนจะปกติที่สุด เท่าที่เด็กผู้ชายวัยรุ่นคนหนึ่งจะเป็น ผมกลับคิดว่า
ถ้าลูกชายคุณใส่แว่นตาหนาๆ ตัวผอมๆ แล้วสนใจแต่เรียนวิชาหลักๆ ให้ได้คะแนนท็อป
แต่ไม่สนใจวิชาพลศึกษาหรือศิลปะเลยนี่สิ คงต้องสังเกตสังกาอย่างใกล้ชิด
ว่าจะเป็นเด็กอัจฉริยะหรือเด็กมีปัญหา
เด็กวัยรุ่นนะครับ ถ้าโดยปกติความสนใจแล้วละก็ ไม่พ้นเรื่องกีฬา เรื่องศิลปะ เรื่องดนตรี
เรื่องเพศตรงข้าม การแต่งตัว เพื่อน การเป็นที่ยอมรับ ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องบวกนะครับ ผมไม่นับเรื่องลบ
ซึ่งก็มาจากพื้นฐานความต้องการเดียวกัน แต่เงื่อนไขแตกต่างกัน ที่ทำให้การต้องการเป็นที่ยอมรับคือ
การเป็นดาวซัลโวในสนามฟุตบอล หรือการเป็นดาวร้ายไปตีกับอีกโรงเรียนหนึ่ง
สรุปง่ายๆ อีกทีหนึ่งคือ วัยรุ่นมีวิธีคิดและความต้องการพื้นฐานคล้ายคลึงกันครับ
เพียงแต่ทางบ้านเป็นอย่างไร รอบข้างเป็นอย่างไร รูปแบบก็จะเปลี่ยนแปรไปตามนั้น
ขออนุญาตยกตัวอย่างตัวเองนะครับ ในฐานะที่เคยเป็นลูก สมัยผมวัยรุ่นนั้น อยากเป็นนักฟุตบอล
ก็ไม่มีใครให้เล่นด้วย เพราะตัวเล็ก และเล่นทีมไหนก็แพ้ทุกที อยากเป็นศิลปินวาดรูปก็พอวาดได้
แต่ไม่มีหญิงสนใจเท่านักกีฬา ทำให้ผมต้องไปหัดเล่นดนตรี แรงบันดาลใจเพราะอยากให้เพศตรงข้ามสนใจ
เริ่มอยากแต่งตัวดี ตัวดำไปหน่อยก็พยายามเอาหินอะไรไม่รู้มาขัดผิว คิดว่าจะขาวขึ้น ซึ่งก็ไม่ค่อยได้ผลอะไร
อย่างเดียวจริงๆ ที่ผมทำได้ตอนนั้น ก็เลยกลายเป็นเรื่องการอ่านมาก รู้มาก
สิ่งเดียวที่จะทำให้เพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งยอมรับก็คือ เรียนให้ดี ต้องฉลาดกว่า ซึ่งก็ไม่ตอบโจทย์ในอันที่จะให้สาวๆ
สนใจเท่าไหร่ มันกลับมาตอบโจทย์ก็คือ ประโยชน์ในภายภาคหน้า ซึ่งตอนนั้น ผมเป็นวัยรุ่น
ก็ไม่ได้นึกไปไกลขนาดนั้น
บอกเลยครับ วัยรุ่นนะ ก็เพิ่งผ่านวัยเล่นของเล่นมา 2-3 ปีเอง เพราะฉะนั้น พื้นฐานความคิด
ความรับผิดชอบ ก็ยังนึกไม่ออกชัดนัก ยังอยากสนุก ยังมีความฝัน แล้ววิชาอะไรมันจะตอบความสนุกได้เท่าพลศึกษา
วิชาอะไรมันจะตอบความฝันได้เท่าศิลปะเป็นไม่มี
ถ้าผมมีลูก แล้วลูกผมฝักใฝ่กับของสองอย่างนี้ ผมจะขอบคุณพระเจ้าไว้ก่อนเรื่องหนึ่งเลย
เพราะผมจะแน่ใจว่า เขาจะมีความสุข มีพลกำลังกายที่ดี และมีการระบายออกถึงความฝันในเชิงศิลปะที่ดี
โอกาสจะเป็นเด็กมีปัญหา เก็บกด จนกระทั่งไปหาทางออกที่เลวร้าย คงเป็นไปได้ยาก
ที่ผมจะแนะนำตามประสาคนยังไม่มีลูกคือ อย่าเบรก อย่าขัดจังหวะเขาในสิ่งเหล่านั้น
ในวิชาการเหล่านั้นนะครับ อย่าให้เขารู้สึกว่าเราไม่ส่งเสริมหรือเป็นปฏิปักษ์ เพราะวิชาการทั้งพลศึกษา
และศิลปะเป็นสิ่งที่ดี แม้จะไม่ใช่วิชาหลักที่จะทำให้เขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ของรัฐในสายตาของเราได้
แต่จริงๆ แล้ว วิชาการทั้งสองแขนงนั่นยิ่งทำให้ลูกคุณเข้ากับเพื่อนได้ดี และอยู่ในสังคม
ได้ดีกว่านักเรียนที่เอาแต่เรียนวิชาหลักๆ ด้วยซ้ำไป และข้อสำคัญคือ ทั้งสองแขนงนั้นก็เป็นวิชาชีพ
ที่ไม่น้อยหน้าวิชาชีพไหนเลยในโลกนี้ ถ้าทุ่มเทกันจริงๆ
เป็นผมนะ ผมจะสนใจและส่งเสริมให้เขาเรียนในสิ่งที่ขอบนั้น เอาให้สุด
สุดไปเลย
แต่ผมจะคุยกับเขาแบบลูกผู้ชายว่า โลกนี้ไม่ได้มีแค่สองอย่างนั้นนะเว้ย บางเรื่องจะได้มาก็ต้องลงทุน
บางเรื่องที่น่าเบื่อสำหรับลูก หรือแม้แต่สำหรับพ่อเหมือนกัน แต่ก็เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องรับผิดชอบ
ต้องทำให้สำเร็จ ต้องเรียนให้สำเร็จ เหมือนกับที่พ่อเองก็เบื่อหลายเรื่องเหมือนกัน
แต่พ่อก็รับผิดชอบต้องทำงานให้สำเร็จไง ลูกถึงได้มีทุกสิ่งในวันนี้
ผมอ่านที่ว่าลูกชายคุณเป็นคนหัวดี ผมว่าเขาสามารถเข้าใจครับ วัยรุ่นนะครับ
อย่าสอนให้เขารู้แค่บทเรียนในตำรา อย่าสอนให้เขารับผิดชอบแค่ไปเรียนวันต่อวัน
สอนให้เขาเข้าใจคนรอบข้าง เข้าใจ เห็นใจครอบครัว และพ่อแม่ด้วย ไม่เพียงแต่พ่อแม่จะเบาแรง
เขาเองก็จะฝึกความรับผิดชอบจากชีวิตจริงไปด้วย
ไม่รู้ผมช่วยคุณได้แค่ไหนนะครับ เพราะผมเองก็ไม่เคยเป็นพ่อจริงๆ เหมือนกัน
วันไหนผมมีลูกจริงๆ อาจต้องมีปัญหาถามกลับคุณภูมิพันธุ์ก็ได้
นิติพงษ์ ห่อนาค |
|
|